คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3512/2552 ฉบับเต็ม

#508283
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3512/2552 พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร โจทก์ นายจีรนันท์ ผลพูนเกิด จำเลย ป.อ. มาตรา 91, มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก, มาตรา 319 วรรคแรก ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง, มาตรา 192 วรรคหนึ่ง วรรคสี่, มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 227 วรรคสอง คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่ยืนยันว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเรามีพิรุธไม่น่าเชื่อถือ เพราะเมื่อแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวบรรยายฟ้องไว้ ย่อมแสดงว่าคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ต่อศาลในชั้นพิจารณาแตกต่างกับคำให้การชั้นสอบสวนที่ผู้เสียหายที่ 1 เคยให้การไว้ซึ่งพนักงานอัยการใช้เป็นข้อมูลในการบรรยายการกระทำของจำเลยในคำฟ้อง แสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายที่ 1 ให้การต่อพนักงานสอบสวนและเบิกความต่อศาลแตกต่างขัดแย้งกันไม่อยู่กับร่องกับรอย ทำให้คำเบิกความของพนักงานสอบสวนและเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 เป็นพิรุธไม่น่าเชื่อถือ ดังนั้น คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่กล่าวอ้างว่า ถูกจำเลยบังคับให้ดื่มสุราสาโทประมาณ 2 แก้ว จนผู้เสียหายที่ 1 หมดสติไม่รู้สึกตัว เมื่อรู้สึกตัวก็รู้ตัวว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเรา อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้เพราะเมาสุราหมดสติ เป็นการขัดต่อเหตุผล จึงยังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จริงตามฟ้องหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง หลักเกณฑ์การบรรยายฟ้องความผิดหลายกระทงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องในฟ้องข้อ 1 ก. รวมการกระทำความผิดฐานพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร และพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารอยู่ในฟ้องข้อเดียวกัน แยกออกจากฟ้องข้อ 1 ข. ฐานข่มขืนกระทำชำเรานั้น โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจารและพรากผู้เยาว์เพียงกรรมเดียว หาใช่มุ่งประสงค์ให้ลงโทษจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตาม ป.อ. มาตรา 91 เหมือนเช่นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ตามฟ้องข้อ 1 ข. อีกกระทงหนึ่งไม่ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาเรียงกระทงลงโทษจำเลยฐานพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก กระทงหนึ่ง และฐานพรากผู้เยาว์ตามมาตรา 319 วรรคแรก อีกกระทงหนึ่ง จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอและนอกความประสงค์ของโจทก์ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง และวรรคสี่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 283 ทวิ, 319, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร และข้อหาพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย ส่วนข้อหาข่มขืนกระทำชำเรายังคงให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ, 319 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสาภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุก 2 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก อีกระทงหนึ่ง จำคุก 6 ปี เรียงกระทงลงโทษในความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารและความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารแล้วรวมจำคุก 8 ปี โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว สำหรับความผิดตามฟ้องข้อ 1 ก. ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยพรากและพาผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุ 17 ปีเศษ แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ปกครองและผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร นั้น จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง จำเลยมิได้อุทธรณ์ฎีกา ...คดีจึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า จำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 เป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2544 ผู้เสียหายที่ 1 ได้รู้จักกับจำเลย หลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ จำเลยขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายที่ 1 นั่งซ้อนท้ายไปเที่ยวที่น้ำตกกะเปาะและทะเลคาบาน่า ต่อมาอีก 1 สัปดาห์ จำเลยก็ขับรถจักรยานยนต์ไปรับที่โรงเรียนท่าแซะรัชดาภิเษก พาไปที่บ้านของนายเอกแล้วข่มขืนกระทำชำเราเสร็จแล้วจำเลยพาไปส่งที่ตลาดท่าแซะเพื่อกลับบ้าน และจำเลยได้ข่มขู่ว่า หากไปเล่าให้ปู่และย่าฟังจะทำร้าย หลังจากนั้นจำเลยก็ได้ติดต่อทางโทรศัพท์ไปหาผู้เสียหายที่ 1 อีกประมาณเดือนละครั้ง และพาไปข่มขืนกระทำชำเราที่บ้านของนายเอกเช่นเดิม ประมาณ 10 ครั้ง เหตุที่ผู้เสียหายที่ 1 ต้องยอมไปกับจำเลยเพราะกลัวจำเลยจะเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ปู่และย่าฟังดังที่จำเลยได้ข่มขู่ไว้ ทั้งกลัวว่าจำเลยจะทำร้าย ต่อมาเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2546 จำเลยไปรับผู้เสียหายที่ 1 ที่บริเวณโรงเรียนท่าแซะรัชดาภิเษกแล้วพาไปที่บ้านของนายตุ๋ย ซึ่งในวันนั้นผู้เสียหายที่ 1 สวมกางเกงขาสั้น เสื้อยืดสีขาวและมีเสื้อคลุมสีดำ และใช้เสื้อคลุมหน้าเพราะกลัวบุคคลบริเวณนั้นจะรู้ เมื่อไปถึงบ้านของนายตุ๋ย จำเลยบังคับให้ผู้เสียหายที่ 1 ดื่มสุราสาโทประมาณ 2 แก้ว โดยจำเลยก็ดื่มด้วย หลังจากนั้นผู้เสียหายที่ 1 หมดสติไม่รู้สึกตัว เมื่อรู้สึกตัวขึ้นมาก็รู้ว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราอีก และจำเลยได้บอกให้ทราบว่าได้ถ่ายรูปไว้ด้วย โดยจำเลยบอกว่าจะได้เอาไว้เปิดเผยหากไม่ไปมีเพศสัมพันธ์กับจำเลย ต่อมาวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2546 จำเลยไปรับผู้เสียหายที่ 1 ที่โรงเรียนท่าแซะรัชดาภิเษกและพาไปบ้านของนายเอกแล้วข่มขืนกระทำชำเราอีกครั้ง เหตุที่ผู้เสียหายที่ 1 ยอมไปกับจำเลยเพราะกลัวว่าจำเลยจะเอารูปถ่ายเปิดเผย รุ่งขึ้นในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2546 จำเลยได้นัดให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปหาอีกแต่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ไปตามนัด จากนั้นจำเลยก็ไม่ได้ติดต่ออีกเพราะเป็นช่วงหยุดภาคเรียน จนกระทั่งเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2546 นายบัญชา ซึ่งเป็นลุงผู้เสียหายที่ 1 ได้ทราบเรื่องเกี่ยวกับรูปถ่ายของผู้เสียหายที่ 1 ที่จำเลยถ่ายไว้และนำไปล้างที่ร้านถ่ายรูป จึงสอบถามผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 1 เล่าความจริงให้ฟัง นายบัญชาจึงพาผู้เสียหายที่ 1 ไปแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย ดังนี้ เห็นว่า แม้ในเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายที่ 1 อ้างว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราที่บ้านนายเอกครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2544 นั้นผู้เสียหายที่ 1 จะเบิกความในรายละเอียดแห่งการกระทำของจำเลยว่า จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปในห้องนอนแล้วจับผู้เสียหายที่ 1 กอดปล้ำพยายามถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายที่ 1 ออก จากนั้นจำเลยถอดเสื้อผ้าของจำเลยแล้วเอาร่างกายทับร่างของผู้เสียหายที่ 1 คือ คร่อมตัวผู้เสียหายที่ 1 ไว้ แล้วเอาอวัยวะเพศสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ชักเข้าชักออกประมาณ 10 นาที จนสำเร็จความใคร่โดยผู้เสียหายที่ 1 อ้างว่าไม่สามารถร้องให้ใครช่วยได้ เนื่องจากแถวนั้นไม่มีบ้านบุคคลอื่นอยู่ใกล้ก็ตาม แต่คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ก็ขัดต่อเหตุมีพิรุธไม่น่าเชื่อถือ เพราะผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า ก่อนที่จะถูกจำเลยพาไปข่มขืนกระทำชำเราประมาณ 1 สัปดาห์ จำเลยได้พาผู้เสียหายที่ 1 ไปเที่ยวน้ำตกกะเปาะและทะเลคาบาน่า ในวันเกิดเหตุจำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปรับผู้เสียหายที่ 1 จากโรงเรียนพาไปที่บ้านนายเอก เมื่อไปถึงบ้านนายเอกเวลาประมาณ 11 นาฬิกา ได้พบนายเอกและนายโอ๋เพื่อนของจำเลยอีกคนหนึ่ง แล้วบุคคลทั้งสองก็พากันออกจากบ้านไป ซึ่งความข้อนี้นายเอกชัย หรือนายเอ เจ้าของบ้านเกิดเหตุที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความถึงกลับเบิกความว่า จำเลยเคยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่บ้านเกิดเหตุโดยขับรถจักรยานยนต์ให้ผู้เสียหายที่ 1 นั่งซ้อนท้ายไปกันสองคน ทุกครั้งที่ไปจะเป็นเวลากลางวันและผู้เสียหายที่ 1 แต่งกายในชุดนักเรียน ปกติบ้านดังกล่าวจะปิด แต่เมื่อจำเลยไปถึงจำเลยก็จะเปิดบ้านเอง เพราะจำเลยรู้ว่าพยานเก็บกุญแจบ้านไว้ตรงไหน บางครั้งจำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 มาในขณะที่พยานหลับ กับเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 มาที่บ้านเกิดเหตุ พยานเห็นเพียง 4 ถึง 6 ครั้ง จำเลยขับรถจักรยานยนต์ให้ผู้เสียหายที่ 1 นั่งซ้อนท้ายมาในลักษณะเป็นคู่รักกัน ตามที่พยานสังเกตเห็นผู้เสียหายที่ 1 ไม่มีท่าทางที่จะร้องไห้หรือถูกบังคับ บ้านที่เกิดเหตุพนายอยู่กับน้าซึ่งเป็นผู้หญิง และมีบุตรสองคนซึ่งโตแล้ว ขณะที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 มาที่บ้านเกิดเหตุครั้งแรกได้พบกับพยาน พยานอยู่กับจำเลยเพียงครู่เดียวจึงออกไปในครั้งแรกพยานเห็นผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยสนิทสนมกัน ระหว่างที่จำเลยอยู่กับผู้เสียหายที่ 1 พยานไม่ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องและก่อนที่จำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 จะกลับ พยานก็สังเกตเห็นผู้เสียหายที่ 1 ไม่มีอาการร้องไห้และนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์จำเลยออกไปพร้อมกัน พยานหลักฐานโจทก์ดังที่ได้วินิจฉัยมามีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า แท้จริงแล้วก่อนวันที่ 18 มกราคม 2546 อันเป็นวันเกิดเหตุตามฟ้องนั้น จำเลยหาได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ดังที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความกล่าวอ้างไม่ หากแต่ผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยได้แอบลักลอบได้เสียมีเพศสัมพันธ์กันฉันคู่รักตลอดมา ส่วนเหตุการณ์ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในฟ้องข้อ 1 ข. นั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2546 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2546 เวลากลางวัน วันใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยใช้กำลังประทุษร้ายจับมือทั้งสองข้างและใช้ขาทับขาของผู้เสียหายที่ 1 ไว้ โดยผู้เสียหายที่ 1 ไม่ยินยอมและอยู่ในภาวะที่สามารถขัดขืนได้ แต่ผู้เสียหายที่ 1 กลับเบิกความถึงเหตุการณ์ที่ถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราในวันที่ 18 มกราคม 2546 ว่า จำเลยกระทำโดยการบังคับให้ผู้เสียหายที่ 1 ดื่มสุราสาโทประมาณ 2 แก้ว จนผู้เสียหายที่ 1 หมดสติไม่รู้สึกตัว ต่อเมื่อรู้สึกตัวขึ้นมาจึงรู้ตัวว่าถูกข่มขืนกระทำชำเรา ข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 เช่นว่านี้นอกจากจะไม่มีรายละเอียดแห่งการกระทำว่าจำเลยบังคับขืนใจให้ผู้เสียหายที่ 1 เสพสุราด้วยวิธีการอย่างไร อันเป็นข้อพิรุธในเบื้องต้นแล้ว ยังแตกต่างขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับคำฟ้องโจทก์ที่บรรยายฟ้องระบุว่า จำเลยกระทำการข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการจับมือทั้งสองข้างและใช้ขาทับขาของผู้เสียหายที่ 1 ไว้ จนผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ส่วนข้อเท็จจริงที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราที่บ้านนายเอกในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2546 อีกนั้น ผู้เสียหายที่ 1 ก็เพียงแต่เบิกความว่าถูกข่มขืนกระทำชำเราเหมือนเดิม แต่ก็มิได้กล่าวในรายละเอียดว่าจำเลยกระทำด้วยวิธีการอย่างไร เพียงแต่อ้างว่าเหตุที่ยินยอมไปกับจำเลยเพราะเกรงว่าจำเลยจะเปิดเผยรูปถ่ายเท่านั้น คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่ยืนยันว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราจึงมีพิรุธไม่น่าเชื่อถือเพราะเมื่อแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวบรรยายฟ้องไว้ ย่อมแสดงว่าคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ต่อศาลในชั้นพิจารณาแตกต่างกับคำให้การชั้นสอบสวนที่ผู้เสียหายที่ 1 เคยให้การไว้ ซึ่งพนักงานอัยการใช้เป็นข้อมูลในการบรรยายการกระทำของจำเลยในคำฟ้อง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 ให้การต่อพนักงานสอบสวนและเบิกความต่อศาลแตกต่างขัดแย้งกันไม่อยู่กับร่องกับรอย ทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 เป็นพิรุธไม่น่าเชื่อถือ อีกทั้งเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าก่อนวันเกิดเหตุในวันที่ 18 มกราคม 2546 ผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยแอบลักลอบได้เสียมีเพศสัมพันธ์กันฉันคู่รักตลอดมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2544 โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอะไรว่าผู้เสียหายที่ 1 จะขัดขืนหรือไม่ยินยอมให้จำเลยร่วมประเวณีอีก ประกอบกับในวันดังกล่าวจำเลยก็ขับรถจักรยานยนต์ไปรับผู้เสียหายที่ 1 จากโรงเรียนท่าแซะรัชดาภิเษกพาไปที่บ้านนายตุ๋ยเหมือนเช่นที่เคยปฏิบัติมาตามปกติ ไม่มีพฤติการณ์ว่าผู้เสียหายที่ 1 จะขัดหรือไม่ยอมให้จำเลยร่วมประเวณีอีกแต่อย่างใด ดังนั้น คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่กล่าวอ้างว่าถูกจำเลยบังคับให้ดื่มสุราสาโทประมาณ 2 แก้ว จนผู้เสียหายที่ 1 หมดสติไม่รู้สึกตัวเมื่อรู้สึกตัวก็รู้ตัวว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเรา อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้เพราะเมาสุราจนหมดสติ จึงเป็นการขัดต่อเหตุผล ไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟัง พยานหลักฐานโจทก์ดังที่ได้ประมวลวิเคราะห์มาแล้ว จึงยังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จริงตามฟ้องหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นให้ลงโทษจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 มาด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น อนึ่ง คดีนี้แม้โจทก์จะกล่าวในฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันและคำขอท้ายฟ้องก็ระบุอ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาด้วยก็ตามแต่ตามฟ้องข้อ 1 ก. โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยพรากและพาผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ อายุ 17 ปีเศษ แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ปกครองและผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร โดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอมและเต็มใจไปด้วยอยู่ในคำฟ้องข้อ 1 ก. ข้อเดียวแยกออกจ่างหากจากฟ้องข้อ 1 ข. ที่บรรยายฟ้องว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งลักษณะการบรรยายฟ้องของโจทก์เช่นนี้ เมื่อพิจารณาประกอบหลักเกณฑ์การบรรยายฟ้องความผิดหลายกระทงที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ความผิดหลายกระทงจะรวมในฟ้องเดียวกันก็ได้ แต่ให้แยกกระทงเรียงเป็นลำดับกันไป" แล้ว ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าการที่โจทก์บรรยายฟ้องในฟ้องข้อ 1 ก. รวมการกระทำความผิดฐานพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร และพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารอยู่ในฟ้องข้อเดียวกัน แยกออกจากฟ้องข้อ 1 ข. ฐานข่มขืนกระทำชำเรา นั้น โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจารและพรากผู้เยาว์เพียงกรรมเดียวหาใช่มุ่งประสงค์ให้ลงโทษจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เหมือนเช่นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ตามฟ้องข้อ 1 ข. อีกระทงหนึ่งไม่ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาเรียงกระทงลงโทษจำเลยฐานพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก กระทงหนึ่งและฐานพรากผู้เยาว์ตามมาตรา 319 วรรคแรก อีกกระทงหนึ่ง จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอและนอกความประสงค์ของโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง และวรรคสี่ ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามมาโดยมิได้แก้ไขเสียให้ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก และมาตรา 319 วรรคแรก ให้ลงโทษจำเลยเพียงกรรมเดียวตามมาตรา 319 วรรคแรก จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาความผิดนี้เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก (ธานิศ เกศวพิทักษ์-บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย-สิงห์พล ละอองมณี) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ สำหรับปัญหาการรับฟังคำเบิกความของประจักษ์พยานสำคัญเพียงคนเดียว ซึ่งเป็นพยานเดี่ยวนั้น ปกติแล้วพยานเดี่ยวจะมีน้ำหนักในการรับฟังน้อย แต่หาใช่ว่าจะรับฟังไม่ได้เลย หากโจทก์มีพยานหลักฐานอื่นที่ดีมาร่วมวินิจฉัยเข้าด้วยกัน พยานเดี่ยวก็สามารถรับฟังได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2350/2541) โดยทั่วไปแล้วลักษณะคดีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราโจทก์จะมีผู้เสียหายปากเดียวเป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันการกระทำความผิดของจำเลย หากจำเลยให้การปฏิเสธตั้งแต่ชั้นสอบสวนและโจทก์ไม่มีพยานแวดล้อมอื่นไปสืบประกอบคำเบิกความของผู้เสียหายแล้ว การที่ศาลจะรับฟังคำเบิกความของผู้เสียหายปากเดียวเพื่อลงโทษจำเลยนั้น ย่อมเป็นไปได้น้อยเช่นกันแม้ว่าส่วนใหญ่แล้วศาลจะมองว่า การที่ผู้เสียหายถูกล่วงละเมิดทางเพศเป็นสิ่งน่าอับอายเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของตนเองและวงศ์ตระกูลไม่มีเหตุผลที่ผู้เสียหายต้องกลั่นแกล้งกล่าวหาผู้ใดหากไม่เป็นความจริงก็ตาม (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2957/2541, 635/2543) แต่การที่ศาลจะเชื่อถือคำเบิกความผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดศาลก็จำต้องนำพฤติกรรมด้านอื่นของผู้เสียหายมาประกอบการรับฟังด้วย เฉพาะคดีตามที่หมายเหตุนี้ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยถึงพฤติกรรมก่อนเกิดเหตุคดีนี้ของผู้เสียหายที่ 1 ว่า ผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยเคยแอบลักลอบได้เสียมีเพศสัมพันธ์กันฉันคู่รัก แล้วนำไปรับฟังประกอบคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้เนื่องจากถูกจำเลยบังคับให้ดื่มสุราจนผู้เสียหายที่ 1 หมดสติไม่รู้สึกตัว เมื่อรู้สึกตัวก็รู้ตัวว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราอันแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลยในขณะเกิดเหตุว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย โดยการใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการจับมือทั้งสองข้างและใช้ขาของจำเลยทับขาของผู้เสียหาย ถือว่าผู้เสียหายเบิกความต่อศาลขัดแย้งกับคำให้การชั้นสอบสวนที่โจทก์นำไปใช้บรรยายการกระทำของจำเลยในคำฟ้อง เป็นเหตุให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 เป็นพิรุธไม่น่าเชื่อถือ ไม่มีน้ำหนักรับฟังลงโทษจำเลยได้ อาคม รุ่งแจ้ง
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
508283
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082002995"
    }
}
date
2552
deka_no
3512/2552
deka_running_no
3512
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "ธานิศ เกศวพิทักษ์",
    "บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย",
    "สิงห์พล ละอองมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 91",
            "ม. 283 ทวิ วรรคแรก",
            "ม. 319 วรรคแรก"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 160 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 192 วรรคหนึ่ง วรรคสี่",
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 227 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายจีรนันท์ ผลพูนเกิด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 283 ทวิ, 319, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร และข้อหาพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย ส่วนข้อหาข่มขืนกระทำชำเรายังคงให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ, 319 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสาภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุก 2 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก อีกระทงหนึ่ง จำคุก 6 ปี เรียงกระทงลงโทษในความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารและความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารแล้วรวมจำคุก 8 ปี โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว สำหรับความผิดตามฟ้องข้อ 1 ก. ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยพรากและพาผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุ 17 ปีเศษ แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ปกครองและผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร นั้น จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง จำเลยมิได้อุทธรณ์ฎีกา ...คดีจึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า จำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 เป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2544 ผู้เสียหายที่ 1 ได้รู้จักกับจำเลย หลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ จำเลยขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายที่ 1 นั่งซ้อนท้ายไปเที่ยวที่น้ำตกกะเปาะและทะเลคาบาน่า ต่อมาอีก 1 สัปดาห์ จำเลยก็ขับรถจักรยานยนต์ไปรับที่โรงเรียนท่าแซะรัชดาภิเษก พาไปที่บ้านของนายเอกแล้วข่มขืนกระทำชำเราเสร็จแล้วจำเลยพาไปส่งที่ตลาดท่าแซะเพื่อกลับบ้าน และจำเลยได้ข่มขู่ว่า หากไปเล่าให้ปู่และย่าฟังจะทำร้าย หลังจากนั้นจำเลยก็ได้ติดต่อทางโทรศัพท์ไปหาผู้เสียหายที่ 1 อีกประมาณเดือนละครั้ง และพาไปข่มขืนกระทำชำเราที่บ้านของนายเอกเช่นเดิม ประมาณ 10 ครั้ง เหตุที่ผู้เสียหายที่ 1 ต้องยอมไปกับจำเลยเพราะกลัวจำเลยจะเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ปู่และย่าฟังดังที่จำเลยได้ข่มขู่ไว้ ทั้งกลัวว่าจำเลยจะทำร้าย ต่อมาเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2546 จำเลยไปรับผู้เสียหายที่ 1 ที่บริเวณโรงเรียนท่าแซะรัชดาภิเษกแล้วพาไปที่บ้านของนายตุ๋ย ซึ่งในวันนั้นผู้เสียหายที่ 1 สวมกางเกงขาสั้น เสื้อยืดสีขาวและมีเสื้อคลุมสีดำ และใช้เสื้อคลุมหน้าเพราะกลัวบุคคลบริเวณนั้นจะรู้ เมื่อไปถึงบ้านของนายตุ๋ย จำเลยบังคับให้ผู้เสียหายที่ 1 ดื่มสุราสาโทประมาณ 2 แก้ว โดยจำเลยก็ดื่มด้วย หลังจากนั้นผู้เสียหายที่ 1 หมดสติไม่รู้สึกตัว เมื่อรู้สึกตัวขึ้นมาก็รู้ว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราอีก และจำเลยได้บอกให้ทราบว่าได้ถ่ายรูปไว้ด้วย โดยจำเลยบอกว่าจะได้เอาไว้เปิดเผยหากไม่ไปมีเพศสัมพันธ์กับจำเลย ต่อมาวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2546 จำเลยไปรับผู้เสียหายที่ 1 ที่โรงเรียนท่าแซะรัชดาภิเษกและพาไปบ้านของนายเอกแล้วข่มขืนกระทำชำเราอีกครั้ง เหตุที่ผู้เสียหายที่ 1 ยอมไปกับจำเลยเพราะกลัวว่าจำเลยจะเอารูปถ่ายเปิดเผย รุ่งขึ้นในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2546 จำเลยได้นัดให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปหาอีกแต่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ไปตามนัด จากนั้นจำเลยก็ไม่ได้ติดต่ออีกเพราะเป็นช่วงหยุดภาคเรียน จนกระทั่งเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2546 นายบัญชา ซึ่งเป็นลุงผู้เสียหายที่ 1 ได้ทราบเรื่องเกี่ยวกับรูปถ่ายของผู้เสียหายที่ 1 ที่จำเลยถ่ายไว้และนำไปล้างที่ร้านถ่ายรูป จึงสอบถามผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 1 เล่าความจริงให้ฟัง นายบัญชาจึงพาผู้เสียหายที่ 1 ไปแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย ดังนี้ เห็นว่า แม้ในเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายที่ 1 อ้างว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราที่บ้านนายเอกครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2544 นั้นผู้เสียหายที่ 1 จะเบิกความในรายละเอียดแห่งการกระทำของจำเลยว่า จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปในห้องนอนแล้วจับผู้เสียหายที่ 1 กอดปล้ำพยายามถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายที่ 1 ออก จากนั้นจำเลยถอดเสื้อผ้าของจำเลยแล้วเอาร่างกายทับร่างของผู้เสียหายที่ 1 คือ คร่อมตัวผู้เสียหายที่ 1 ไว้ แล้วเอาอวัยวะเพศสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ชักเข้าชักออกประมาณ 10 นาที จนสำเร็จความใคร่โดยผู้เสียหายที่ 1 อ้างว่าไม่สามารถร้องให้ใครช่วยได้ เนื่องจากแถวนั้นไม่มีบ้านบุคคลอื่นอยู่ใกล้ก็ตาม แต่คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ก็ขัดต่อเหตุมีพิรุธไม่น่าเชื่อถือ เพราะผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า ก่อนที่จะถูกจำเลยพาไปข่มขืนกระทำชำเราประมาณ 1 สัปดาห์ จำเลยได้พาผู้เสียหายที่ 1 ไปเที่ยวน้ำตกกะเปาะและทะเลคาบาน่า ในวันเกิดเหตุจำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปรับผู้เสียหายที่ 1 จากโรงเรียนพาไปที่บ้านนายเอก เมื่อไปถึงบ้านนายเอกเวลาประมาณ 11 นาฬิกา ได้พบนายเอกและนายโอ๋เพื่อนของจำเลยอีกคนหนึ่ง แล้วบุคคลทั้งสองก็พากันออกจากบ้านไป ซึ่งความข้อนี้นายเอกชัย หรือนายเอ เจ้าของบ้านเกิดเหตุที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความถึงกลับเบิกความว่า จำเลยเคยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่บ้านเกิดเหตุโดยขับรถจักรยานยนต์ให้ผู้เสียหายที่ 1 นั่งซ้อนท้ายไปกันสองคน ทุกครั้งที่ไปจะเป็นเวลากลางวันและผู้เสียหายที่ 1 แต่งกายในชุดนักเรียน ปกติบ้านดังกล่าวจะปิด แต่เมื่อจำเลยไปถึงจำเลยก็จะเปิดบ้านเอง เพราะจำเลยรู้ว่าพยานเก็บกุญแจบ้านไว้ตรงไหน บางครั้งจำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 มาในขณะที่พยานหลับ กับเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 มาที่บ้านเกิดเหตุ พยานเห็นเพียง 4 ถึง 6 ครั้ง จำเลยขับรถจักรยานยนต์ให้ผู้เสียหายที่ 1 นั่งซ้อนท้ายมาในลักษณะเป็นคู่รักกัน ตามที่พยานสังเกตเห็นผู้เสียหายที่ 1 ไม่มีท่าทางที่จะร้องไห้หรือถูกบังคับ บ้านที่เกิดเหตุพนายอยู่กับน้าซึ่งเป็นผู้หญิง และมีบุตรสองคนซึ่งโตแล้ว ขณะที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 มาที่บ้านเกิดเหตุครั้งแรกได้พบกับพยาน พยานอยู่กับจำเลยเพียงครู่เดียวจึงออกไปในครั้งแรกพยานเห็นผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยสนิทสนมกัน ระหว่างที่จำเลยอยู่กับผู้เสียหายที่ 1 พยานไม่ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องและก่อนที่จำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 จะกลับ พยานก็สังเกตเห็นผู้เสียหายที่ 1 ไม่มีอาการร้องไห้และนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์จำเลยออกไปพร้อมกัน พยานหลักฐานโจทก์ดังที่ได้วินิจฉัยมามีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า แท้จริงแล้วก่อนวันที่ 18 มกราคม 2546 อันเป็นวันเกิดเหตุตามฟ้องนั้น จำเลยหาได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ดังที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความกล่าวอ้างไม่ หากแต่ผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยได้แอบลักลอบได้เสียมีเพศสัมพันธ์กันฉันคู่รักตลอดมา ส่วนเหตุการณ์ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในฟ้องข้อ 1 ข. นั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2546 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2546 เวลากลางวัน วันใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยใช้กำลังประทุษร้ายจับมือทั้งสองข้างและใช้ขาทับขาของผู้เสียหายที่ 1 ไว้ โดยผู้เสียหายที่ 1 ไม่ยินยอมและอยู่ในภาวะที่สามารถขัดขืนได้ แต่ผู้เสียหายที่ 1 กลับเบิกความถึงเหตุการณ์ที่ถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราในวันที่ 18 มกราคม 2546 ว่า จำเลยกระทำโดยการบังคับให้ผู้เสียหายที่ 1 ดื่มสุราสาโทประมาณ 2 แก้ว จนผู้เสียหายที่ 1 หมดสติไม่รู้สึกตัว ต่อเมื่อรู้สึกตัวขึ้นมาจึงรู้ตัวว่าถูกข่มขืนกระทำชำเรา ข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 เช่นว่านี้นอกจากจะไม่มีรายละเอียดแห่งการกระทำว่าจำเลยบังคับขืนใจให้ผู้เสียหายที่ 1 เสพสุราด้วยวิธีการอย่างไร อันเป็นข้อพิรุธในเบื้องต้นแล้ว ยังแตกต่างขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับคำฟ้องโจทก์ที่บรรยายฟ้องระบุว่า จำเลยกระทำการข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการจับมือทั้งสองข้างและใช้ขาทับขาของผู้เสียหายที่ 1 ไว้ จนผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ส่วนข้อเท็จจริงที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราที่บ้านนายเอกในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2546 อีกนั้น ผู้เสียหายที่ 1 ก็เพียงแต่เบิกความว่าถูกข่มขืนกระทำชำเราเหมือนเดิม แต่ก็มิได้กล่าวในรายละเอียดว่าจำเลยกระทำด้วยวิธีการอย่างไร เพียงแต่อ้างว่าเหตุที่ยินยอมไปกับจำเลยเพราะเกรงว่าจำเลยจะเปิดเผยรูปถ่ายเท่านั้น คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่ยืนยันว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราจึงมีพิรุธไม่น่าเชื่อถือเพราะเมื่อแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวบรรยายฟ้องไว้ ย่อมแสดงว่าคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ต่อศาลในชั้นพิจารณาแตกต่างกับคำให้การชั้นสอบสวนที่ผู้เสียหายที่ 1 เคยให้การไว้ ซึ่งพนักงานอัยการใช้เป็นข้อมูลในการบรรยายการกระทำของจำเลยในคำฟ้อง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 ให้การต่อพนักงานสอบสวนและเบิกความต่อศาลแตกต่างขัดแย้งกันไม่อยู่กับร่องกับรอย ทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 เป็นพิรุธไม่น่าเชื่อถือ อีกทั้งเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าก่อนวันเกิดเหตุในวันที่ 18 มกราคม 2546 ผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยแอบลักลอบได้เสียมีเพศสัมพันธ์กันฉันคู่รักตลอดมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2544 โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอะไรว่าผู้เสียหายที่ 1 จะขัดขืนหรือไม่ยินยอมให้จำเลยร่วมประเวณีอีก ประกอบกับในวันดังกล่าวจำเลยก็ขับรถจักรยานยนต์ไปรับผู้เสียหายที่ 1 จากโรงเรียนท่าแซะรัชดาภิเษกพาไปที่บ้านนายตุ๋ยเหมือนเช่นที่เคยปฏิบัติมาตามปกติ ไม่มีพฤติการณ์ว่าผู้เสียหายที่ 1 จะขัดหรือไม่ยอมให้จำเลยร่วมประเวณีอีกแต่อย่างใด ดังนั้น คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่กล่าวอ้างว่าถูกจำเลยบังคับให้ดื่มสุราสาโทประมาณ 2 แก้ว จนผู้เสียหายที่ 1 หมดสติไม่รู้สึกตัวเมื่อรู้สึกตัวก็รู้ตัวว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเรา อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้เพราะเมาสุราจนหมดสติ จึงเป็นการขัดต่อเหตุผล ไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟัง พยานหลักฐานโจทก์ดังที่ได้ประมวลวิเคราะห์มาแล้ว จึงยังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จริงตามฟ้องหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นให้ลงโทษจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 มาด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้แม้โจทก์จะกล่าวในฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันและคำขอท้ายฟ้องก็ระบุอ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาด้วยก็ตามแต่ตามฟ้องข้อ 1 ก. โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยพรากและพาผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ อายุ 17 ปีเศษ แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ปกครองและผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร โดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอมและเต็มใจไปด้วยอยู่ในคำฟ้องข้อ 1 ก. ข้อเดียวแยกออกจ่างหากจากฟ้องข้อ 1 ข. ที่บรรยายฟ้องว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งลักษณะการบรรยายฟ้องของโจทก์เช่นนี้ เมื่อพิจารณาประกอบหลักเกณฑ์การบรรยายฟ้องความผิดหลายกระทงที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ความผิดหลายกระทงจะรวมในฟ้องเดียวกันก็ได้ แต่ให้แยกกระทงเรียงเป็นลำดับกันไป" แล้ว ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าการที่โจทก์บรรยายฟ้องในฟ้องข้อ 1 ก. รวมการกระทำความผิดฐานพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร และพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารอยู่ในฟ้องข้อเดียวกัน แยกออกจากฟ้องข้อ 1 ข. ฐานข่มขืนกระทำชำเรา นั้น โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจารและพรากผู้เยาว์เพียงกรรมเดียวหาใช่มุ่งประสงค์ให้ลงโทษจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เหมือนเช่นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ตามฟ้องข้อ 1 ข. อีกระทงหนึ่งไม่ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาเรียงกระทงลงโทษจำเลยฐานพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก กระทงหนึ่งและฐานพรากผู้เยาว์ตามมาตรา 319 วรรคแรก อีกกระทงหนึ่ง จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอและนอกความประสงค์ของโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง และวรรคสี่ ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามมาโดยมิได้แก้ไขเสียให้ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก และมาตรา 319 วรรคแรก ให้ลงโทษจำเลยเพียงกรรมเดียวตามมาตรา 319 วรรคแรก จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาความผิดนี้เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
สำหรับปัญหาการรับฟังคำเบิกความของประจักษ์พยานสำคัญเพียงคนเดียว ซึ่งเป็นพยานเดี่ยวนั้น ปกติแล้วพยานเดี่ยวจะมีน้ำหนักในการรับฟังน้อย แต่หาใช่ว่าจะรับฟังไม่ได้เลย หากโจทก์มีพยานหลักฐานอื่นที่ดีมาร่วมวินิจฉัยเข้าด้วยกัน พยานเดี่ยวก็สามารถรับฟังได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2350/2541) โดยทั่วไปแล้วลักษณะคดีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราโจทก์จะมีผู้เสียหายปากเดียวเป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันการกระทำความผิดของจำเลย หากจำเลยให้การปฏิเสธตั้งแต่ชั้นสอบสวนและโจทก์ไม่มีพยานแวดล้อมอื่นไปสืบประกอบคำเบิกความของผู้เสียหายแล้ว การที่ศาลจะรับฟังคำเบิกความของผู้เสียหายปากเดียวเพื่อลงโทษจำเลยนั้น ย่อมเป็นไปได้น้อยเช่นกันแม้ว่าส่วนใหญ่แล้วศาลจะมองว่า การที่ผู้เสียหายถูกล่วงละเมิดทางเพศเป็นสิ่งน่าอับอายเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของตนเองและวงศ์ตระกูลไม่มีเหตุผลที่ผู้เสียหายต้องกลั่นแกล้งกล่าวหาผู้ใดหากไม่เป็นความจริงก็ตาม (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2957/2541, 635/2543) แต่การที่ศาลจะเชื่อถือคำเบิกความผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดศาลก็จำต้องนำพฤติกรรมด้านอื่นของผู้เสียหายมาประกอบการรับฟังด้วย เฉพาะคดีตามที่หมายเหตุนี้ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยถึงพฤติกรรมก่อนเกิดเหตุคดีนี้ของผู้เสียหายที่ 1 ว่า ผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยเคยแอบลักลอบได้เสียมีเพศสัมพันธ์กันฉันคู่รัก แล้วนำไปรับฟังประกอบคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้เนื่องจากถูกจำเลยบังคับให้ดื่มสุราจนผู้เสียหายที่ 1 หมดสติไม่รู้สึกตัว เมื่อรู้สึกตัวก็รู้ตัวว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราอันแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลยในขณะเกิดเหตุว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย โดยการใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการจับมือทั้งสองข้างและใช้ขาของจำเลยทับขาของผู้เสียหาย ถือว่าผู้เสียหายเบิกความต่อศาลขัดแย้งกับคำให้การชั้นสอบสวนที่โจทก์นำไปใช้บรรยายการกระทำของจำเลยในคำฟ้อง เป็นเหตุให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 เป็นพิรุธไม่น่าเชื่อถือ ไม่มีน้ำหนักรับฟังลงโทษจำเลยได้ อาคม รุ่งแจ้ง
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000561.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552