คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3367/2546 ฉบับเต็ม

#50832
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3367/2546 นาง ทัศนีย์ สัตย์พิทักษ์ โจทก์ ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 96 โจทก์แจ้งต่อพนักงานสอบสวนถึงข้อเท็จจริงที่โจทก์เห็นว่า จำเลยที่ 1 ถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์โดยไม่ถูกต้อง เมื่อโจทก์สอบถามจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2ก็ได้ชี้แจงถึงเหตุที่ทางธนาคารจำเลยที่ 1 ต้องหักเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ชำระหนี้ของลูกหนี้ที่โจทก์ทำสัญญาค้ำประกันไว้แสดงว่าโจทก์รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 คือผู้ที่หักเอาเงินของโจทก์ไปจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ โจทก์จึงไปพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง จึงรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่าโจทก์ได้รู้เรื่องความผิดที่จำเลยทั้งสองกระทำการฉ้อโกงโจทก์ตั้งแต่วันดังกล่าว ส่วนเมื่อโจทก์แจ้งความแล้วพนักงานสอบสวนผู้รับแจ้งจะเห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดทางอาญา ก็เป็นเพียงความเห็นของพนักงานสอบสวน ซึ่งไม่อาจลบล้างข้อเท็จจริงที่ถือว่าโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงดังกล่าวไปได้โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนดเวลา 3 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ___________________________ คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า จำเลยทั้งสองหลอกลวงและชักนำโจทก์ให้ทำนิติกรรมสัญญาจำนำสิทธิการรับเงินฝากและนิติกรรมสัญญาค้ำประกันหนี้ของผู้ซื้อที่ดินโดยมิได้แจ้งรายละเอียดแก่โจทก์ทำให้โจทก์เป็นหนี้ตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนำสิทธิการรับเงินฝาก รวมต้นเงินและดอกเบี้ยอีกจำนวน 1,942,636.14 บาท และ6,804,992.67 บาท เป็นการสมคบกับผู้อื่น ทำการฉ้อโกงโจทก์โดยทุจริตหลอกลวงโจทก์ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความซึ่งควรบอกให้แจ้งโดยการหลอกลวงเช่นว่านั้นจำเลยทั้งสองได้ไปซึ่งทรัพย์สินของโจทก์ตามที่หักบัญชีเงินฝากธนาคารและได้ไปซึ่งสิทธิเป็นเจ้าหนี้โจทก์ตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนำสิทธิการรับเงินฝากอีกจำนวน 1,942,636.14 บาท และ 6,804,992.67 บาท โจทก์ทราบเหตุคดีนี้เมื่อวันที่ 22เมษายน 2537 ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83, 84, 90, 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้องทั้งสองสำนวน จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองสำนวนฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5อนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2537 ที่โจทก์ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนนั้น โจทก์ยังไม่รู้เรื่องความผิด เพราะโจทก์มีเอกสารคือสำเนาบัญชีเงินฝากเอกสารหมาย จ.43 เพียงอย่างเดียวไปแจ้งความทั้งพนักงานสอบสวนก็แจ้งว่ากรณีของโจทก์เป็นเรื่องทางแพ่ง แสดงว่าพนักงานสอบสวนเองก็ยังไม่รู้ว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความผิดอาญา เนื่องจากยังไม่รู้ข้อเท็จจริงละเอียดว่าเป็นมาอย่างไรมีการฉ้อโกงกันอย่างไร เมื่อพนักงานสอบสวนยังไม่รู้ว่าเป็นการกระทำความผิดทางอาญาแล้วโจทก์จะรู้เรื่องความผิดได้อย่างไร เห็นว่า ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.63 (ล.4) ได้มีรายละเอียดที่โจทก์แจ้งต่อพนักงานสอบสวนถึงข้อเท็จจริงที่โจทก์เห็นว่าทางธนาคารจำเลยที่ 1 ถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์โดยไม่ถูกต้อง เมื่อโจทก์สอบถามจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ก็ได้ชี้แจงถึงเหตุที่ทางธนาคารจำเลยที่ 1 ต้องหักเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ชำระหนี้ของลูกหนี้ที่โจทก์ทำสัญญาค้ำประกันไว้ แสดงว่าโจทก์รู้อยู่แล้วว่าธนาคารจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 คือผู้ที่หักเอาเงินของโจทก์ไปจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ โจทก์จึงไปพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองซึ่งนายพรชัย ภู่ขาว พยานโจทก์ผู้แนะนำให้โจทก์ไปแจ้งความก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายความจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ตั้งใจว่าจะแจ้งความให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองในข้อหาฉ้อโกง จึงรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่าโจทก์ได้รู้เรื่องความผิดที่จำเลยทั้งสองกระทำการฉ้อโกงโจทก์ตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2537 ส่วนเมื่อโจทก์แจ้งความแล้วพนักงานสอบสวนผู้รับแจ้งจะเห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดทางอาญา แต่เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องดำเนินการเรียกร้องทางแพ่ง จึงเพียงบันทึกการรับแจ้งความไว้เป็นหลักฐานนั้นก็เป็นเพียงความเห็นของพนักงานสอบสวนซึ่งไม่อาจลบล้างข้อเท็จจริงที่ถือว่าโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงดังกล่าวไปได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนดเวลา 3 เดือนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (โนรี จันทร์ทร-พินิจ เพชรรุ่ง-ทวีวัฒน์ แดงทองดี) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
50832
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082045507"
    }
}
date
2546
deka_no
3367/2546
deka_running_no
3367
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "โนรี จันทร์ทร",
    "พินิจ เพชรรุ่ง",
    "ทวีวัฒน์ แดงทองดี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 96"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาง ทัศนีย์ สัตย์พิทักษ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กับพวก"
    }
]
long_text
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า จำเลยทั้งสองหลอกลวงและชักนำโจทก์ให้ทำนิติกรรมสัญญาจำนำสิทธิการรับเงินฝากและนิติกรรมสัญญาค้ำประกันหนี้ของผู้ซื้อที่ดินโดยมิได้แจ้งรายละเอียดแก่โจทก์ทำให้โจทก์เป็นหนี้ตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนำสิทธิการรับเงินฝาก รวมต้นเงินและดอกเบี้ยอีกจำนวน 1,942,636.14 บาท และ6,804,992.67 บาท เป็นการสมคบกับผู้อื่น ทำการฉ้อโกงโจทก์โดยทุจริตหลอกลวงโจทก์ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความซึ่งควรบอกให้แจ้งโดยการหลอกลวงเช่นว่านั้นจำเลยทั้งสองได้ไปซึ่งทรัพย์สินของโจทก์ตามที่หักบัญชีเงินฝากธนาคารและได้ไปซึ่งสิทธิเป็นเจ้าหนี้โจทก์ตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนำสิทธิการรับเงินฝากอีกจำนวน 1,942,636.14 บาท และ 6,804,992.67 บาท โจทก์ทราบเหตุคดีนี้เมื่อวันที่ 22เมษายน 2537 ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83, 84, 90, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้องทั้งสองสำนวน

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธทั้งสองสำนวน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองสำนวนฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2537 ที่โจทก์ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนนั้น โจทก์ยังไม่รู้เรื่องความผิด เพราะโจทก์มีเอกสารคือสำเนาบัญชีเงินฝากเอกสารหมาย จ.43 เพียงอย่างเดียวไปแจ้งความทั้งพนักงานสอบสวนก็แจ้งว่ากรณีของโจทก์เป็นเรื่องทางแพ่ง แสดงว่าพนักงานสอบสวนเองก็ยังไม่รู้ว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความผิดอาญา เนื่องจากยังไม่รู้ข้อเท็จจริงละเอียดว่าเป็นมาอย่างไรมีการฉ้อโกงกันอย่างไร เมื่อพนักงานสอบสวนยังไม่รู้ว่าเป็นการกระทำความผิดทางอาญาแล้วโจทก์จะรู้เรื่องความผิดได้อย่างไร เห็นว่า ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.63 (ล.4) ได้มีรายละเอียดที่โจทก์แจ้งต่อพนักงานสอบสวนถึงข้อเท็จจริงที่โจทก์เห็นว่าทางธนาคารจำเลยที่ 1 ถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์โดยไม่ถูกต้อง เมื่อโจทก์สอบถามจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ก็ได้ชี้แจงถึงเหตุที่ทางธนาคารจำเลยที่ 1 ต้องหักเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ชำระหนี้ของลูกหนี้ที่โจทก์ทำสัญญาค้ำประกันไว้ แสดงว่าโจทก์รู้อยู่แล้วว่าธนาคารจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 คือผู้ที่หักเอาเงินของโจทก์ไปจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ โจทก์จึงไปพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองซึ่งนายพรชัย ภู่ขาว พยานโจทก์ผู้แนะนำให้โจทก์ไปแจ้งความก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายความจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ตั้งใจว่าจะแจ้งความให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองในข้อหาฉ้อโกง จึงรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่าโจทก์ได้รู้เรื่องความผิดที่จำเลยทั้งสองกระทำการฉ้อโกงโจทก์ตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2537 ส่วนเมื่อโจทก์แจ้งความแล้วพนักงานสอบสวนผู้รับแจ้งจะเห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดทางอาญา แต่เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องดำเนินการเรียกร้องทางแพ่ง จึงเพียงบันทึกการรับแจ้งความไว้เป็นหลักฐานนั้นก็เป็นเพียงความเห็นของพนักงานสอบสวนซึ่งไม่อาจลบล้างข้อเท็จจริงที่ถือว่าโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงดังกล่าวไปได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนดเวลา 3 เดือนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000945.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546