คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13180/2553 ฉบับเต็ม

#508320
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13180/2553 นางสาวพัชมณ ธีรศศิกุล โจทก์ เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 24, มาตรา 226 (2), มาตรา 227, มาตรา 228 ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดชี้สองสถาน ศาลได้สอบถามข้อเท็จจริงจากโจทก์จำเลยแล้วเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้และนัดฟังคำพิพากษา เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งก่อนที่จะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (2) และมิใช่คำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามมาตรา 24 เพราะศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่า กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 988/2547 ของศาลชั้นต้น และจำเลยก็อ้างว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความเช่นกันข้อโต้เถียงที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบังคับคดี ต้องไปว่ากล่าวกันในคดีเดิม จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีโดยวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามที่ได้ความจากการสอบถามโจทก์จำเลย มิได้วินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายที่พิพาทกันในคดี ดังนั้น เมื่อนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวจนถึงวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นเวลา 14 วัน โจทก์ย่อมมีเวลาเพียงพอที่จะโต้แย้งคำสั่งนั้นได้ แต่มิได้โต้แย้ง โจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ___________________________ โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยต่อสัญญาเช่าอาคารพิพาทให้โจทก์ตลอดไปมีกำหนดคราวละ 10 ปีโดยไปจดทะเบียนการเช่าต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยดำเนินการซ่อมแซมอาคารพิพาทด้วยค่าใช้จ่ายของโจทก์ หากไม่สามารถซ่อมแซมได้ ให้ก่อสร้างอาคารพาณิชย์หลังใหม่และให้โจทก์มีสิทธิเช่าต่อไป จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง วันชี้สองสถาน คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า จำเลยเคยฟ้องขับไล่โจทก์ให้ออกจากอาคารพิพาทเลขที่ 16 และ 18 ต่อศาลชั้นต้น ต่อมาได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยมีข้อตกลงว่า โจทก์จะยอมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารพิพาทภายในวันที่ 1 กันยายน 2547 แต่เมื่อครบกำหนด โจทก์ไม่ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารพิพาทและจำเลยไม่ดำเนินการก่อสร้างอาคารหลังใหม่ ศาลชั้นต้นเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง คำให้การ สำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความและคำแถลงของคู่ความทั้งสองฝ่ายเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้ จึงสั่งงดชี้สองสถาน นัดฟังคำพิพากษา ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดชี้สองสถาน ศาลได้สอบถามข้อเท็จจริงจากโจทก์จำเลยแล้ว เห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้และนัดฟังคำพิพากษา เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งก่อนที่จะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 226 (2) และมิใช่คำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตาม มาตรา 24 เพราะศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่า กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่988/2547 ของศาลชั้นต้น และจำเลยก็อ้างว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความเช่นกัน ข้อโต้เถียงที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบังคับคดีต้องไปว่ากล่าวกันในคดีเดิม จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีโดยวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามที่ได้ความจากการสอบถามโจทก์จำเลย มิได้วินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายที่พิพาทกันในคดีดังนั้น เมื่อนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวจนถึงวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นเวลา 14 วัน โจทก์ย่อมมีเวลาเพียงพอที่จะโต้แย้งคำสั่งนั้นได้ แต่มิได้โต้แย้งโจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าคำสั่งงดชี้สองสถานหรืองดสืบพยานเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา โจทก์มิได้โต้แย้งไว้ต้องห้ามไม่ให้อุทธรณ์แล้วพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์นั้น ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ (กรองเกียรติ คมสัน-ศุภชัย สมเจริญ-โสภณ โรจน์อนนท์) ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายชุมพล ชีวินไกรสร ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายปลื้ม นวลนิ่ม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1445/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ425/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ802/2550 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
508320
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสมุทรปราการ",
        "judge": "นายชุมพล ชีวินไกรสร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายปลื้ม นวลนิ่ม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081992705"
    }
}
date
2553
deka_no
13180/2553
deka_running_no
13180
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "กรองเกียรติ คมสัน",
    "ศุภชัย สมเจริญ",
    "โสภณ โรจน์อนนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 24",
            "ม. 226 (2)",
            "ม. 227",
            "ม. 228"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวพัชมณ ธีรศศิกุล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยต่อสัญญาเช่าอาคารพิพาทให้โจทก์ตลอดไปมีกำหนดคราวละ 10 ปีโดยไปจดทะเบียนการเช่าต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยดำเนินการซ่อมแซมอาคารพิพาทด้วยค่าใช้จ่ายของโจทก์ หากไม่สามารถซ่อมแซมได้ ให้ก่อสร้างอาคารพาณิชย์หลังใหม่และให้โจทก์มีสิทธิเช่าต่อไป

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

วันชี้สองสถาน คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า จำเลยเคยฟ้องขับไล่โจทก์ให้ออกจากอาคารพิพาทเลขที่ 16 และ 18 ต่อศาลชั้นต้น ต่อมาได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยมีข้อตกลงว่า โจทก์จะยอมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารพิพาทภายในวันที่ 1 กันยายน 2547 แต่เมื่อครบกำหนด โจทก์ไม่ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารพิพาทและจำเลยไม่ดำเนินการก่อสร้างอาคารหลังใหม่ ศาลชั้นต้นเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง คำให้การ สำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความและคำแถลงของคู่ความทั้งสองฝ่ายเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้ จึงสั่งงดชี้สองสถาน นัดฟังคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดชี้สองสถาน ศาลได้สอบถามข้อเท็จจริงจากโจทก์จำเลยแล้ว เห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้และนัดฟังคำพิพากษา เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งก่อนที่จะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 226 (2) และมิใช่คำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตาม มาตรา 24 เพราะศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่า กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่988/2547 ของศาลชั้นต้น และจำเลยก็อ้างว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความเช่นกัน ข้อโต้เถียงที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบังคับคดีต้องไปว่ากล่าวกันในคดีเดิม จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีโดยวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามที่ได้ความจากการสอบถามโจทก์จำเลย มิได้วินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายที่พิพาทกันในคดีดังนั้น เมื่อนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวจนถึงวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นเวลา 14 วัน โจทก์ย่อมมีเวลาเพียงพอที่จะโต้แย้งคำสั่งนั้นได้ แต่มิได้โต้แย้งโจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าคำสั่งงดชี้สองสถานหรืองดสืบพยานเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา โจทก์มิได้โต้แย้งไว้ต้องห้ามไม่ให้อุทธรณ์แล้วพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์นั้น ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ425/2550
primary_red_case_no
พ802/2550
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000470.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1445/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553