คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4736/2552 ฉบับเต็ม

#508324
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4736/2552 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ สิบตำรวจโทสมยงค์ กิจสวัสดิ์ โดยนายวรรณจักษ์ กิจสวัสดิ์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/15, มาตรา 193/30 จำเลยที่ 1 ยอมให้หน่วยงานของตนนำเงินเดือนหรือเงินได้อื่นใดของจำเลยที่ 1 ทุกเดือนเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 เมื่อมีการนำเงินเข้าบัญชีแล้ว โจทก์ผู้ให้กู้มีสิทธินำเงินดังกล่าวไปหักชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ได้กู้ไปจากโจทก์ตามข้อตกลงที่จำเลยที่ 1 ได้ทำไว้กับโจทก์ตามสัญญากู้ ดังนั้น เมื่อมีการถอนเงินออกจากบัญชีดังกล่าวจึงเป็นผลให้จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นลูกหนี้ของโจทก์ การที่หน่วยงานต้นสังกัดของจำเลยที่ 1 นำเงินเข้าบัญชีดังกล่าวทุก ๆ เดือน และโจทก์นำเงินนั้นไปหักชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ค้างอยู่กับโจทก์เป็นปกติตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ปฏิบัติต่อกันมา อายุความจึงสะดุดหยุดลงทุกครั้งที่มีการนำเงินเข้าบัญชี เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า หน่วยงานต้นสังกัดของจำเลยที่ 1 นำเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 ครั้งสุดท้ายวันที่ 30 มิถุนายน 2537 โจทก์นำเงินดังกล่าวตัดบัญชีเพื่อชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ค้างชำระในวันดังกล่าว อายุความในการฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงสะดุดหยุดลงตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2537 และเริ่มนับอายุความใหม่วันที่ 1 กรกฎาคม 2537 โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 28 มิถุนายน 2547 ภายในกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่อายุความสะดุดหยุดลง ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 42,425.95 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 16,153.14 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ กล่าวคือ โจทก์ต้องนำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 1 ภายใน 10 ปี นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้ จำเลยที่ 1 เบิกถอนเงินจากบัญชีครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2536 หลังจากวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ไม่เคยติดต่อโจทก์เพื่อชำระเงิน โจทก์ต้องฟ้องร้องคดีภายใน 10 ปี นับแต่วันดังกล่าวแต่โจทก์มาฟ้องคดีเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2547 จึงเกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏตามรายการบัญชีว่า จำเลยที่ 1 ได้เบิกถอนเงินออกจากบัญชีครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2536 หลังจากนั้นไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ได้ถอนเงินออกจากบัญชีดังกล่าวอีก คงมีแต่รายการโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 ทุกเดือน เดือนละ 500 บาท และโจทก์ได้นำเงินดังกล่าวไปหักชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ค้างทุกเดือน ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2537 มีการโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าวอีก 500 บาท ตามรายการบัญชีและโจทก์นำเงินดังกล่าวไปหักชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระอยู่เหมือนเช่นที่เคยปฏิบัติ เห็นว่า สัญญาสินเชื่อกรุงไทยธนวัฏ ข้อ 4 ระบุว่า "ผู้กู้ตกลงให้นายจ้างจ่ายเงินเดือนและเงินพึงได้อื่นใดที่ผู้กู้พึงได้จากนายจ้างเป็นรายเดือนให้แก่ผู้กู้ โดยวิธีนำเงินเดือนเข้าบัญชีของผู้กู้ที่ระบุไว้ในข้อ 1 ของผู้กู้ที่เปิดบัญชีไว้ ณ สำนักงานธนาคารผู้ให้กู้" ข้อสัญญาดังกล่าวย่อมหมายถึง ผู้กู้คือจำเลยที่ 1 ยอมให้หน่วยงานของตนนำเงินเดือนหรือเงินได้อื่นใดของจำเลยที่ 1 ทุกเดือนเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 เมื่อมีการนำเงินเข้าบัญชีแล้ว โจทก์ผู้ให้กู้มีสิทธินำเงินดังกล่าวไปหักชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ได้กู้ไปจากโจทก์ตามข้อตกลงที่จำเลยที่ 1 ได้ทำไว้กับโจทก์ตามสัญญากู้ ดังนั้น เมื่อมีการถอนเงินออกจากบัญชีดังกล่าวจึงเป็นผลให้จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นลูกหนี้ของโจทก์ การที่หน่วยงานต้นสังกัดของจำเลยที่ 1 นำเงินเข้าบัญชีดังกล่าวทุก ๆ เดือน และโจทก์นำเงินนั้นไปหักชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ค้างอยู่กับโจทก์เป็นปกติตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ปฏิบัติต่อกันมา อายุความจึงสะดุดหยุดลงทุกครั้งที่มีการนำเงินเข้าบัญชี เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า หน่วยงานต้นสังกัดของจำเลยที่ 1 นำเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 ครั้งสุดท้ายวันที่ 30 มิถุนายน 2537 โจทก์นำเงินดังกล่าวตัดบัญชีเพื่อชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ค้างชำระในวันดังกล่าว อายุความในการฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงสะดุดหยุดลงตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2537 และเริ่มนับอายุความใหม่วันที่ 1 กรกฎาคม 2537 โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 28 มิถุนายน 2547 ภายในกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่อายุความสะดุดหยุดลง ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นอื่นที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ (อร่าม เสนามนตรี-พินิจ สายสอาด-อร่าม แย้มสอาด) ศาลจังหวัดศรีสะเกษ - นางภาวิณี บุณยประสพ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.167/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1804/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ624/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
508324
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดศรีสะเกษ",
        "judge": "นางภาวิณี บุณยประสพ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082002052"
    }
}
date
2552
deka_no
4736/2552
deka_running_no
4736
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "อร่าม เสนามนตรี",
    "พินิจ สายสอาด",
    "อร่าม แย้มสอาด"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/15",
            "ม. 193/30"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "สิบตำรวจโทสมยงค์ กิจสวัสดิ์"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "โดยนายวรรณจักษ์ กิจสวัสดิ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 42,425.95 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 16,153.14 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ กล่าวคือ โจทก์ต้องนำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 1 ภายใน 10 ปี นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้ จำเลยที่ 1 เบิกถอนเงินจากบัญชีครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2536 หลังจากวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ไม่เคยติดต่อโจทก์เพื่อชำระเงิน โจทก์ต้องฟ้องร้องคดีภายใน 10 ปี นับแต่วันดังกล่าวแต่โจทก์มาฟ้องคดีเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2547 จึงเกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏตามรายการบัญชีว่า จำเลยที่ 1 ได้เบิกถอนเงินออกจากบัญชีครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2536 หลังจากนั้นไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ได้ถอนเงินออกจากบัญชีดังกล่าวอีก คงมีแต่รายการโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 ทุกเดือน เดือนละ 500 บาท และโจทก์ได้นำเงินดังกล่าวไปหักชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ค้างทุกเดือน ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2537 มีการโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าวอีก 500 บาท ตามรายการบัญชีและโจทก์นำเงินดังกล่าวไปหักชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระอยู่เหมือนเช่นที่เคยปฏิบัติ เห็นว่า สัญญาสินเชื่อกรุงไทยธนวัฏ ข้อ 4 ระบุว่า "ผู้กู้ตกลงให้นายจ้างจ่ายเงินเดือนและเงินพึงได้อื่นใดที่ผู้กู้พึงได้จากนายจ้างเป็นรายเดือนให้แก่ผู้กู้ โดยวิธีนำเงินเดือนเข้าบัญชีของผู้กู้ที่ระบุไว้ในข้อ 1 ของผู้กู้ที่เปิดบัญชีไว้ ณ สำนักงานธนาคารผู้ให้กู้" ข้อสัญญาดังกล่าวย่อมหมายถึง ผู้กู้คือจำเลยที่ 1 ยอมให้หน่วยงานของตนนำเงินเดือนหรือเงินได้อื่นใดของจำเลยที่ 1 ทุกเดือนเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 เมื่อมีการนำเงินเข้าบัญชีแล้ว โจทก์ผู้ให้กู้มีสิทธินำเงินดังกล่าวไปหักชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ได้กู้ไปจากโจทก์ตามข้อตกลงที่จำเลยที่ 1 ได้ทำไว้กับโจทก์ตามสัญญากู้ ดังนั้น เมื่อมีการถอนเงินออกจากบัญชีดังกล่าวจึงเป็นผลให้จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นลูกหนี้ของโจทก์ การที่หน่วยงานต้นสังกัดของจำเลยที่ 1 นำเงินเข้าบัญชีดังกล่าวทุก ๆ เดือน และโจทก์นำเงินนั้นไปหักชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ค้างอยู่กับโจทก์เป็นปกติตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ปฏิบัติต่อกันมา อายุความจึงสะดุดหยุดลงทุกครั้งที่มีการนำเงินเข้าบัญชี เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า หน่วยงานต้นสังกัดของจำเลยที่ 1 นำเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 ครั้งสุดท้ายวันที่ 30 มิถุนายน 2537 โจทก์นำเงินดังกล่าวตัดบัญชีเพื่อชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ค้างชำระในวันดังกล่าว อายุความในการฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงสะดุดหยุดลงตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2537 และเริ่มนับอายุความใหม่วันที่ 1 กรกฎาคม 2537 โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 28 มิถุนายน 2547 ภายในกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่อายุความสะดุดหยุดลง ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นอื่นที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1804/2547
primary_red_case_no
พ624/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000553.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.167/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552