คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12102/2553 ฉบับเต็ม

#508331
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12102/2553 นางบุญเรือน กลสรร กับพวก โจทก์ นางขันธ์หรือขันธุ์ บุญแทน โดยนางสุนันท์ บุญแทน กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1382, มาตรา 1401, มาตรา 1349 ป.วิ.พ. มาตรา 142, มาตรา 249 โจทก์ทั้งสามใช้ทางพิพาทโดยอาศัยสิทธิ ป.ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินมิใช่เป็นการใช้สิทธิในทางพิพาทอันเป็นปรปักษ์ต่อเจ้าของที่ดินจึงไม่ก่อให้เกิดภาระจำยอม หลังจากจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของทางพิพาท โจทก์ทั้งสามมิได้มีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าใช้ทางพิพาทโดยมีเจตนาเพื่อให้ได้ทางภาระจำยอม โจทก์ทั้งสามใช้ทางพิพาทโดยถือวิสาสะอาศัยความเกี่ยวพันในทางเครือญาติ ถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสามใช้ทางพิพาทในลักษณะเป็นปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 แม้โจทก์ทั้งสามใช้ทางพิพาทผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองกว่าสิบปี ทางพิพาทก็ไม่ตกเป็นทางภาระจำยอมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1401 คำฟ้องของโจทก์ทั้งสามขอให้เปิดทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมแต่ประการเดียว แม้คำฟ้องบรรยายว่า ที่ดินของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีที่ดินของบุคคลอื่นล้อมรอบ ไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะประโยชน์ก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสามมิได้ขอให้เปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นด้วย ชั้นชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทแต่เพียงว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือไม่ และจำเลยทั้งสองต้องรื้อถอนประตูเหล็กและรั้วออกไปหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็น จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อศาลยกฟ้องโจทก์ทั้งสามด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงไม่ตัดสิทธิโจทก์ทั้งสามจะฟ้องใหม่ในเรื่องทางจำเป็น ___________________________ โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปิดกั้นทางพิพาท และจดทะเบียนภาระจำยอมทางพิพาท หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางกว้าง 4 เมตร ภายในเส้นสีน้ำเงินตามแผนที่พิพาทลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2542 บนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 109 ตำบลหน้าเมือง (ดงพระราม) อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี ของจำเลยทั้งสองตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 59 ตำบลดงพระราม อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี ของโจทก์ทั้งสาม ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปิดกั้นออกจากทางดังกล่าวให้คงมีความกว้างตามแผนที่พิพาท ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนทางภาระจำยอมต่อเจ้าพนักงานที่ดินภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำบังคับ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย นางสุนันท์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ทางพิพาทกว้าง 4 เมตรตามแผนที่พิพาท และแผนที่สังเขปท้ายคำฟ้องบนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 109 หมู่ที่ 1 ตำบลหน้าเมือง (ดงพระราม) อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี เป็นทางจำเป็นแก่โจทก์ทั้งสามและบริวารในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 59 หมู่ที่ 1 ตำบลดงพระราม อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรีมีสิทธิใช้ ให้จำเลยทั้งสองรื้อสิ่งกีดขวางออก ห้ามขัดขวาง แต่โจทก์ทั้งสามต้องร่วมกันใช้ค่าทดแทนให้แก่จำเลยทั้งสองเป็นเงิน 30,000 บาท คำขอให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนทางภาระจำยอมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองนั้นให้ยก คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นแก่โจทก์ทั้งสาม 250 บาท และคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยทั้งสอง 250 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสอง ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามประการแรกว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือไม่ โจทก์ทั้งสามอ้างว่า ขณะที่นางเป๊ะและนายลาวยังมีชีวิตบุคคลทั้งสองและโจทก์ทั้งสามใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะโดยผ่านทางภาระจำยอมในที่ดินของนางปุ้ยเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว หลังจากโจทก์ที่ 1 แบ่งแยกที่ดินของนางเป๊ะให้จำเลยที่ 1 ส่งผลให้ทางพิพาทอยู่ในที่ดินของจำเลยทั้งสองแต่โจทก์ทั้งสามยังคงใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะตลอดมา เห็นว่า ขณะที่นางเป๊ะยังมีชีวิตอยู่ โจทก์ทั้งสามใช้ทางพิพาทโดยอาศัยสิทธินางเป๊ะซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินมิใช่เป็นการใช้สิทธิในทางพิพาทอันเป็นปรปักษ์ต่อเจ้าของที่ดินจึงไม่ก่อให้เกิดภาระจำยอม หลังจากจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของทางพิพาทแล้ว โจทก์ทั้งสามใช้ทางพิพาทโดยมิได้ทำการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงทางพิพาทแต่อย่างใด ทางพิพาทยังคงอยู่ในสภาพเดิมจนกระทั่งเมื่อปี 2540 จำเลยทั้งสองทำประตูเหล็กและรั้วในทางพิพาท โจทก์ทั้งสามมิได้มีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าใช้ทางพิพาทโดยมีเจตนาเพื่อให้ได้ภาระจำยอม โจทก์ทั้งสามกับจำเลยทั้งสองเป็นญาติที่ใกล้ชิดกัน จึงฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสามใช้ทางพิพาทโดยถือวิสาสะอาศัยความเกี่ยวพันในทางเครือญาติเป็นประการสำคัญ ถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสามใช้ทางพิพาทในลักษณะปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แม้โจทก์ทั้งสามใช้ทางพิพาทผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองมากว่าสิบปี ทางพิพาทก็ไม่ตกเป็นภาระจำยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ฎีกาของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองต่อไปมีว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ทั้งสาม ขอให้เปิดทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมแต่ประการเดียว แม้คำฟ้องได้บรรยายว่า ที่ดินของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีที่ดินของบุคคลอื่นล้อมรอบไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะประโยชน์ก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสามมิได้ขอให้เปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นด้วยทั้งในชั้นชี้สองสถานศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทแต่เพียงว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือไม่ และจำเลยทั้งสองต้องรื้อถอนประตูเหล็กและรั้วออกไปหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นมิชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง แต่โจทก์ทั้งสามมีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้เปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 และ 1350 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นอีกต่อไป พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ทั้งสามจะฟ้องใหม่ในเรื่องทางจำเป็น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร-สิริรัตน์ จันทรา-ชาลี ทัพภวิมล) ศาลจังหวัดปราจีนบุรี - นายธีระนันท์ อ่วมเจิม ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นางสุรางคนา กมลละคร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.600/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ329/2542 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ400/2545 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
508331
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดปราจีนบุรี",
        "judge": "นายธีระนันท์ อ่วมเจิม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นางสุรางคนา กมลละคร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081993024"
    }
}
date
2553
deka_no
12102/2553
deka_running_no
12102
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร",
    "สิริรัตน์ จันทรา",
    "ชาลี ทัพภวิมล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1382",
            "ม. 1401",
            "ม. 1349"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142",
            "ม. 249"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางบุญเรือน กลสรร กับพวก"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นางขันธ์หรือขันธุ์ บุญแทน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "โดยนางสุนันท์ บุญแทน กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปิดกั้นทางพิพาท และจดทะเบียนภาระจำยอมทางพิพาท หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางกว้าง 4 เมตร ภายในเส้นสีน้ำเงินตามแผนที่พิพาทลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2542 บนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 109 ตำบลหน้าเมือง (ดงพระราม) อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี ของจำเลยทั้งสองตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 59 ตำบลดงพระราม อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี ของโจทก์ทั้งสาม ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปิดกั้นออกจากทางดังกล่าวให้คงมีความกว้างตามแผนที่พิพาท ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนทางภาระจำยอมต่อเจ้าพนักงานที่ดินภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำบังคับ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย นางสุนันท์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ทางพิพาทกว้าง 4 เมตรตามแผนที่พิพาท และแผนที่สังเขปท้ายคำฟ้องบนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 109 หมู่ที่ 1 ตำบลหน้าเมือง (ดงพระราม) อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี เป็นทางจำเป็นแก่โจทก์ทั้งสามและบริวารในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 59 หมู่ที่ 1 ตำบลดงพระราม อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรีมีสิทธิใช้ ให้จำเลยทั้งสองรื้อสิ่งกีดขวางออก ห้ามขัดขวาง แต่โจทก์ทั้งสามต้องร่วมกันใช้ค่าทดแทนให้แก่จำเลยทั้งสองเป็นเงิน 30,000 บาท คำขอให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนทางภาระจำยอมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองนั้นให้ยก คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นแก่โจทก์ทั้งสาม 250 บาท และคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยทั้งสอง 250 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสอง ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามประการแรกว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือไม่ โจทก์ทั้งสามอ้างว่า ขณะที่นางเป๊ะและนายลาวยังมีชีวิตบุคคลทั้งสองและโจทก์ทั้งสามใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะโดยผ่านทางภาระจำยอมในที่ดินของนางปุ้ยเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว หลังจากโจทก์ที่ 1 แบ่งแยกที่ดินของนางเป๊ะให้จำเลยที่ 1 ส่งผลให้ทางพิพาทอยู่ในที่ดินของจำเลยทั้งสองแต่โจทก์ทั้งสามยังคงใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะตลอดมา เห็นว่า ขณะที่นางเป๊ะยังมีชีวิตอยู่ โจทก์ทั้งสามใช้ทางพิพาทโดยอาศัยสิทธินางเป๊ะซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินมิใช่เป็นการใช้สิทธิในทางพิพาทอันเป็นปรปักษ์ต่อเจ้าของที่ดินจึงไม่ก่อให้เกิดภาระจำยอม หลังจากจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของทางพิพาทแล้ว โจทก์ทั้งสามใช้ทางพิพาทโดยมิได้ทำการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงทางพิพาทแต่อย่างใด ทางพิพาทยังคงอยู่ในสภาพเดิมจนกระทั่งเมื่อปี 2540 จำเลยทั้งสองทำประตูเหล็กและรั้วในทางพิพาท โจทก์ทั้งสามมิได้มีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าใช้ทางพิพาทโดยมีเจตนาเพื่อให้ได้ภาระจำยอม โจทก์ทั้งสามกับจำเลยทั้งสองเป็นญาติที่ใกล้ชิดกัน จึงฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสามใช้ทางพิพาทโดยถือวิสาสะอาศัยความเกี่ยวพันในทางเครือญาติเป็นประการสำคัญ ถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสามใช้ทางพิพาทในลักษณะปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แม้โจทก์ทั้งสามใช้ทางพิพาทผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองมากว่าสิบปี ทางพิพาทก็ไม่ตกเป็นภาระจำยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ฎีกาของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองต่อไปมีว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ทั้งสาม ขอให้เปิดทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมแต่ประการเดียว แม้คำฟ้องได้บรรยายว่า ที่ดินของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีที่ดินของบุคคลอื่นล้อมรอบไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะประโยชน์ก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสามมิได้ขอให้เปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นด้วยทั้งในชั้นชี้สองสถานศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทแต่เพียงว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือไม่ และจำเลยทั้งสองต้องรื้อถอนประตูเหล็กและรั้วออกไปหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นมิชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง แต่โจทก์ทั้งสามมีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้เปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 และ 1350 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นอีกต่อไป

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ทั้งสามจะฟ้องใหม่ในเรื่องทางจำเป็น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ329/2542
primary_red_case_no
พ400/2545
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000473.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.600/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553