คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12194 -ที่ 12198/2553 ฉบับเต็ม

#508339
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12194 - 12198/2553 นายไพรินทร์ ชื่นไสว กับพวก โจทก์ บริษัทบางนา ซี.ดี. จำกัด จำเลย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 การที่โจทก์ได้รับคำสั่งให้ทำงานล่วงเวลา เมื่อทำงานล่วงเวลาเสร็จแต่มิได้ตอกบัตรเพื่อลงเวลาเลิกงานด้วยตนเอง ซึ่งตามระเบียบข้อบังคับของจำเลย เรื่อง การตอกบัตรแทนกัน หากฝ่าฝืน จำเลยจะลงโทษสูงสุดโดยการปลดจากการเป็นพนักงานทันที ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเกี่ยวกับการตอกบัตรเวลาทำงานนอกจากจะเป็นหลักฐานแสดงถึงระยะเวลาที่ลูกจ้างของจำเลยแต่ละคนปฏิบัติงานในแต่ละวันแล้ว ยังเป็นหลักฐานในการเบิกจ่ายค่าจ้างและค่าทำงานล่วงเวลาในกรณีที่มีการทำงานล่วงเวลาซึ่งจำเลยได้ประกาศเตือนลูกจ้างแล้ว หากมีการทุจริตเกี่ยวกับการตอกบัตรเวลาจำเลยจะเลิกจ้างทันที ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและการตอกบัตรเวลาทำงานมีความสำคัญที่จำเลยยึดถือเป็นหลักปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเพื่อให้การปกครองและระเบียบการทำงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นโดยเฉพาะจำเลยที่มีลูกจ้างจำนวนมาก แม้โจทก์ยังมิได้เบิกค่าล่วงเวลา แต่การกระทำของโจทก์ดังกล่าวส่อไปในทางทุจริต และถือได้ว่าการกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายอย่างร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้และถือเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลและเป็นธรรม ___________________________ คดีทั้งห้าสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ 5352/2550 โดยให้เรียกโจทก์ทั้งห้าสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และโจทก์คดีหมายเลขแดงที่ 5352/2552 ว่าโจทก์ที่ 5 และเรียกจำเลยทั้งหกสำนวนว่า จำเลย สำหรับโจทก์ที่ 5 คู่ความไม่อุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 โจทก์ทั้งหกสำนวนฟ้องจำเลย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งหกตามคำขอท้ายฟ้องแต่ละสำนวน จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 15,540 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และจ่ายค่าชดเชยจำนวน 23,310 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 พฤษภาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 5 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 4 และที่ 6 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ได้รับคำสั่งให้ทำงานล่วงเวลาเมื่อทำงานล่วงเวลาเสร็จเวลาประมาณ 21 นาฬิกา โจทก์ดังกล่าวมิได้ตอกบัตรเพื่อลงเวลาเลิกงานจากนั้นพากันออกไปจากบริเวณที่ทำงานและไม่กลับมาที่ทำงานอีก ซึ่งตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยเรื่อง การตอกบัตรแทนกัน หากฝ่าฝืน จำเลยจะลงโทษสูงสุดโดยการปลดจากการเป็นพนักงานทันที ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่เกี่ยวกับการตอกบัตรเวลาทำงาน ตามประกาศและข้อบังคับ นอกจากจะเป็นหลักฐานแสดงถึงระยะเวลาที่ลูกจ้างของจำเลยแต่ละคนปฏิบัติงานในแต่ละวัน ยังเป็นหลักฐานในการเบิกจ่ายค่าจ้าง และค่าทำงานล่วงเวลาในกรณีที่มีการทำงานล่วงเวลาซึ่งจำเลยได้ประกาศเตือนลูกจ้างแล้ว หากมีการทุจริตเกี่ยวกับการตอกบัตรเวลาจำเลยจะเลิกจ้างทันที ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและการตอกบัตรเวลาทำงานมีความสำคัญที่จำเลยยึดถือเป็นหลักปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเพื่อให้การปกครองและระเบียบการทำงานเป็นนไปด้วยความเรียบร้อยและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นโดยเฉพาะจำเลยมีลูกจ้างจำนวนมาก หากไม่เคร่งครัดในเรื่องการตอกบัตรลงเวลาทำงานของลูกจ้างย่อมจะเกิดความยุ่งยากในการปกครองและก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยอย่างมากมายในกรณีมีการเบิกค่าจ้างและค่าล่วงเวลาเกินความเป็นจริงทำให้จำเลยต้องจ่ายเงินให้ลูกจ้างจำนวนมากโดยไม่ได้รับประโยชน์ตอบแทนจากการทำงานอาจเป็นผลกระทบกระเทือนฐานะของจำเลยได้ แม้โจทก์ดังกล่าวจะยังมิได้เบิกค่าล่วงเวลาเพราะถูกเลิกจ้างในวันที่ 31 มีนาคม 2549 ก็ตาม แต่การกระทำของโจทก์ดังกล่าวส่อไปในทางทุจริตและถือได้ว่า การกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายอย่างร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ได้ และถือเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลและเป็นธรรม พิพากษายืน (วิรุฬห์ แสงเทียน-ดิเรก อิงคนินันท์-ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล) ศาลแรงงานกลาง - นายสุรศักดิ์ กาญจนวิทย์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร75-78/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ2816/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ5348/2550 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
508339
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายสุรศักดิ์ กาญจนวิทย์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081992927"
    }
}
date
2553
deka_no
12198/2553
deka_running_no
12198
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "วิรุฬห์ แสงเทียน",
    "ดิเรก อิงคนินันท์",
    "ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 49"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายไพรินทร์ ชื่นไสว กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทบางนา ซี.ดี. จำกัด"
    }
]
long_text
คดีทั้งห้าสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ 5352/2550 โดยให้เรียกโจทก์ทั้งห้าสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และโจทก์คดีหมายเลขแดงที่ 5352/2552 ว่าโจทก์ที่ 5 และเรียกจำเลยทั้งหกสำนวนว่า จำเลย สำหรับโจทก์ที่ 5 คู่ความไม่อุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6

โจทก์ทั้งหกสำนวนฟ้องจำเลย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งหกตามคำขอท้ายฟ้องแต่ละสำนวน

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 15,540 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และจ่ายค่าชดเชยจำนวน 23,310 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 พฤษภาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 5 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6

โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 4 และที่ 6 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ได้รับคำสั่งให้ทำงานล่วงเวลาเมื่อทำงานล่วงเวลาเสร็จเวลาประมาณ 21 นาฬิกา โจทก์ดังกล่าวมิได้ตอกบัตรเพื่อลงเวลาเลิกงานจากนั้นพากันออกไปจากบริเวณที่ทำงานและไม่กลับมาที่ทำงานอีก ซึ่งตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยเรื่อง การตอกบัตรแทนกัน หากฝ่าฝืน จำเลยจะลงโทษสูงสุดโดยการปลดจากการเป็นพนักงานทันที ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่เกี่ยวกับการตอกบัตรเวลาทำงาน ตามประกาศและข้อบังคับ นอกจากจะเป็นหลักฐานแสดงถึงระยะเวลาที่ลูกจ้างของจำเลยแต่ละคนปฏิบัติงานในแต่ละวัน ยังเป็นหลักฐานในการเบิกจ่ายค่าจ้าง และค่าทำงานล่วงเวลาในกรณีที่มีการทำงานล่วงเวลาซึ่งจำเลยได้ประกาศเตือนลูกจ้างแล้ว หากมีการทุจริตเกี่ยวกับการตอกบัตรเวลาจำเลยจะเลิกจ้างทันที ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและการตอกบัตรเวลาทำงานมีความสำคัญที่จำเลยยึดถือเป็นหลักปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเพื่อให้การปกครองและระเบียบการทำงานเป็นนไปด้วยความเรียบร้อยและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นโดยเฉพาะจำเลยมีลูกจ้างจำนวนมาก หากไม่เคร่งครัดในเรื่องการตอกบัตรลงเวลาทำงานของลูกจ้างย่อมจะเกิดความยุ่งยากในการปกครองและก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยอย่างมากมายในกรณีมีการเบิกค่าจ้างและค่าล่วงเวลาเกินความเป็นจริงทำให้จำเลยต้องจ่ายเงินให้ลูกจ้างจำนวนมากโดยไม่ได้รับประโยชน์ตอบแทนจากการทำงานอาจเป็นผลกระทบกระเทือนฐานะของจำเลยได้ แม้โจทก์ดังกล่าวจะยังมิได้เบิกค่าล่วงเวลาเพราะถูกเลิกจ้างในวันที่ 31 มีนาคม 2549 ก็ตาม แต่การกระทำของโจทก์ดังกล่าวส่อไปในทางทุจริตและถือได้ว่า การกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายอย่างร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ได้ และถือเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลและเป็นธรรม

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
พ2816/2549
primary_red_case_no
พ5348/2550
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000472.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร75-78/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12194 -
year
2553