คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15791/2553 ฉบับเต็ม

#508347
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15791/2553 พนักงานอัยการ จังหวัดเพชรบุรี โจทก์ สหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด โจทก์ร่วม นางสาวบุญล้นหรือแมว สุขสาทศ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7), มาตรา 120, มาตรา 121 ป.อ. มาตรา 90 โจทก์บรรยายฟ้องว่า ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ภายในอายุความและพนักงานสอบสวนได้สอบสวนแล้ว ย่อมสันนิษฐานได้ว่ามีการร้องทุกข์และมีการสอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อชั้นพิจารณาจำเลยไม่ได้คัดค้านโดยเสนอหรือนำสืบเป็นข้อต่อสู้ไว้ ถือว่า ไม่มีข้อคัดค้าน ตามหนังสือขอแจ้งความเพิ่มเติม กรณีการปลอมแปลงลายมือชื่อของโจทก์ร่วมที่มีต่อพนักงานสอบสวน ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญการกระทำความผิดของจำเลยไว้ โดยสรุปใจความว่า เมื่อวันเกิดเหตุจำเลยได้ปลอมแปลงลายมือชื่อของ ย. แล้วเบิกถอนเงินฝากจำนวน 14,000 บาท จากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของ ย. ไป ขอให้ดำเนินคดีกับจำเลยตามกฎหมาย อันมีความแจ้งชัดอยู่ในตัวว่า เป็นการขอให้ดำเนินคดีกับจำเลยที่เบียดบังเงินจำนวนดังกล่าว โดยวิธีการปลอมแปลงลายมือชื่อเบิกถอนเงินของโจทก์ร่วมจากบัญชีเงินฝากของ ย. อันเป็นความผิดฐานยักยอกแล้วด้วย โจทก์ร่วมไม่จำต้องระบุอ้างฐานความผิดมาด้วยแต่อย่างใด รูปคดีจะเป็นความผิดฐานใดย่อมเป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งแล้วแต่เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจที่จะวินิจฉัย แม้การปลอมใบถอนเงินฝากออมทรัพย์ และใช้เอกสารดังกล่าวถอนเงินไปจากโจทก์ร่วม แล้วยักยอกเงินนั้นเป็นของตนจะเป็นการกระทำที่มีลักษณะแตกต่างกัน ต่างเป็นความผิดสำเร็จในตัวก็ตาม แต่การที่จำเลยปลอมและใช้เอกสารปลอมดังกล่าวก็เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินของโจทก์ร่วมที่จำเลยมุ่งประสงค์จะยักยอกเป็นของตนเป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 268, 352 ให้จำเลยใช้เงิน 14,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1976/2544, 1977/2544, 3120/2544 และ 3121/2544 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณา สหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก (ที่ถูก ต้องระบุประกอบด้วยมาตรา 264 วรรคแรก) ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่เพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง และมาตรา 352 วรรคแรก เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม (ที่ถูกฐานใช้เอกสารปลอม) จำคุก 1 ปี ฐานยักยอก จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปีให้จำเลยใช้เงิน 14,000 บาท แก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก โจทก์ร่วม) ส่วนคำขอให้นับโทษต่อให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก แต่บทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า คดีนี้โจทก์ได้บรรยายคำฟ้องว่า ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ภายในอายุความและพนักงานสอบสวนได้สอบสวนแล้ว ย่อมสันนิษฐานได้ว่า มีการร้องทุกข์และมีการสอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อชั้นพิจารณาจำเลยไม่ได้คัดค้านโดยเสนอหรือนำสืบเป็นข้อต่อสู้ไว้ ถือว่าไม่มีข้อคัดค้าน ทั้งตามสำนวนความก็ไม่มีข้อเท็จจริงที่แสดงให้ปรากฏว่า การร้องทุกข์ของโจทก์ร่วมไม่ชอบหรือกระทำเมื่อคดีขาดอายุความลงแล้ว เพราะตามหนังสือขอแจ้งความเพิ่มเติม กรณีการปลอมแปลงลายมือชื่อ ของโจทก์ร่วมที่มีต่อพนักงานสอบสวน ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญการกระทำความผิดของจำเลยไว้ โดยสรุปใจความว่า เมื่อวันเกิดเหตุจำเลยได้ปลอมแปลงลายมือชื่อของนายยานแล้วเบิกถอนเงินฝากจำนวน 14,000 บาท จากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของนายยานไป ขอให้ดำเนินคดีกับจำเลยตามกฎหมาย อันมีความแจ้งชัดอยู่ในตัวว่าเป็นการขอให้ดำเนินคดีกับจำเลยที่เบียดบังเงินจำนวนดังกล่าวโดยวิธีการปลอมแปลงลายมือชื่อเบิกถอนเงินของโจทก์ร่วมจากบัญชีเงินฝากของนายยานอันเป็นความผิดฐานยักยอกแล้วด้วย โจทก์ไม่จำต้องระบุอ้างฐานความผิดมาด้วยแต่อย่างใด รูปคดีจะเป็นความผิดฐานใดย่อมเป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งแล้วแต่เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่จะวินิจฉัย ส่วนปัญหาการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีเมื่อขาดอายุความแล้ว ปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมชัดเจนว่า โจทก์ร่วมได้รับทราบจากผู้ตรวจสอบบัญชีว่า เงินของโจทก์ร่วมดังกล่าวถูกจำเลยยักยอกไปเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2544 หาใช่วันที่ซึ่งผู้จัดการซึ่งไม่ได้เป็นผู้แทนโจทก์ร่วมทราบเรื่องดังที่จำเลยอ้าง การที่โจทก์ร่วมไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับจำเลยเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2544 จึงยังอยู่ภายในกำหนดเวลาสามเดือนนับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีไม่ขาดอายุความ รวมทั้งข้อที่จำเลยฎีกาว่า หนังสือขอแจ้งความเพิ่มเติม กรณีการปลอมแปลงลายมือชื่อ กระทำขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามข้อบังคับของโจทก์ร่วมหรือโดยประการอื่นนั้น จำเลยก็มิได้คัดค้านหรือนำสืบเป็นข้อต่อสู้ไว้ ย่อมต้องถือว่าไม่มีข้อคัดค้านและฟังได้ว่า เอกสารดังกล่าวกระทำขึ้นโดยถูกต้องแล้ว ข้อฎีกาของจำเลยดังกล่าวมาทั้งหมดนั้น จำเลยเพียงคัดค้านขึ้นในชั้นอุทธรณ์ ย่อมไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 และศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้ กรณีถือได้ว่า โจทก์ร่วมได้ร้องทุกข์ในความผิดฐานยักยอกภายในกำหนดอายุความและหนังสือขอแจ้งความเพิ่มเติม กรณีปลอมแปลงลายมือชื่อ ได้กระทำขึ้นโดยถูกต้องแล้ว โจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีอำนาจฟ้อง ส่วนปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงต้องเรียงกระทงลงโทษหรือไม่ เห็นว่า แม้การปลอมใบถอนเงินฝากออมทรัพย์ตาม และใช้เอกสารดังกล่าวถอนเงินไปจากโจทก์ร่วมแล้วยักยอกเงินนั้นเป็นของตนจะเป็นการกระทำที่มีลักษณะแตกต่างกันต่างเป็นความผิดสำเร็จในตัวก็ตาม แต่การที่จำเลยปลอมและใช้เอกสารปลอมดังกล่าวก็เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินของโจทก์ร่วมที่จำเลยมุ่งประสงค์จะยักยอกเป็นของตนเป็นสำคัญการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และเมื่อกฎหมายแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ลงโทษจำเลยฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก แต่บทเดียวอันเป็นบทที่จำเลยมุ่งประสงค์กระทำความผิดเป็นสำคัญ จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น (สมชาย พงษธา-ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์-สุริยง ลิ้มสถิรานันท์) ศาลจังหวัดเพชรบุรี - นายสุวีวัฒน์ ประมงค์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายบุญส่ง ฤกษ์สมบูรณ์ดี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1861/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ3955/2544 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ2035/2546 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
508347
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเพชรบุรี",
        "judge": "นายสุวีวัฒน์ ประมงค์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายบุญส่ง ฤกษ์สมบูรณ์ดี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081992144"
    }
}
date
2553
deka_no
15791/2553
deka_running_no
15791
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "สมชาย พงษธา",
    "ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์",
    "สุริยง ลิ้มสถิรานันท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 (7)",
            "ม. 120",
            "ม. 121"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 90"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ จังหวัดเพชรบุรี"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "สหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวบุญล้นหรือแมว สุขสาทศ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 268, 352 ให้จำเลยใช้เงิน 14,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1976/2544, 1977/2544, 3120/2544 และ 3121/2544 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณา สหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก (ที่ถูก ต้องระบุประกอบด้วยมาตรา 264 วรรคแรก) ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่เพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง และมาตรา 352 วรรคแรก เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม (ที่ถูกฐานใช้เอกสารปลอม) จำคุก 1 ปี ฐานยักยอก จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปีให้จำเลยใช้เงิน 14,000 บาท แก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก โจทก์ร่วม) ส่วนคำขอให้นับโทษต่อให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก แต่บทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า คดีนี้โจทก์ได้บรรยายคำฟ้องว่า ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ภายในอายุความและพนักงานสอบสวนได้สอบสวนแล้ว ย่อมสันนิษฐานได้ว่า มีการร้องทุกข์และมีการสอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อชั้นพิจารณาจำเลยไม่ได้คัดค้านโดยเสนอหรือนำสืบเป็นข้อต่อสู้ไว้ ถือว่าไม่มีข้อคัดค้าน ทั้งตามสำนวนความก็ไม่มีข้อเท็จจริงที่แสดงให้ปรากฏว่า การร้องทุกข์ของโจทก์ร่วมไม่ชอบหรือกระทำเมื่อคดีขาดอายุความลงแล้ว เพราะตามหนังสือขอแจ้งความเพิ่มเติม กรณีการปลอมแปลงลายมือชื่อ ของโจทก์ร่วมที่มีต่อพนักงานสอบสวน ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญการกระทำความผิดของจำเลยไว้ โดยสรุปใจความว่า เมื่อวันเกิดเหตุจำเลยได้ปลอมแปลงลายมือชื่อของนายยานแล้วเบิกถอนเงินฝากจำนวน 14,000 บาท จากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของนายยานไป ขอให้ดำเนินคดีกับจำเลยตามกฎหมาย อันมีความแจ้งชัดอยู่ในตัวว่าเป็นการขอให้ดำเนินคดีกับจำเลยที่เบียดบังเงินจำนวนดังกล่าวโดยวิธีการปลอมแปลงลายมือชื่อเบิกถอนเงินของโจทก์ร่วมจากบัญชีเงินฝากของนายยานอันเป็นความผิดฐานยักยอกแล้วด้วย โจทก์ไม่จำต้องระบุอ้างฐานความผิดมาด้วยแต่อย่างใด รูปคดีจะเป็นความผิดฐานใดย่อมเป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งแล้วแต่เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่จะวินิจฉัย

ส่วนปัญหาการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีเมื่อขาดอายุความแล้ว ปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมชัดเจนว่า โจทก์ร่วมได้รับทราบจากผู้ตรวจสอบบัญชีว่า เงินของโจทก์ร่วมดังกล่าวถูกจำเลยยักยอกไปเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2544 หาใช่วันที่ซึ่งผู้จัดการซึ่งไม่ได้เป็นผู้แทนโจทก์ร่วมทราบเรื่องดังที่จำเลยอ้าง การที่โจทก์ร่วมไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับจำเลยเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2544 จึงยังอยู่ภายในกำหนดเวลาสามเดือนนับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีไม่ขาดอายุความ รวมทั้งข้อที่จำเลยฎีกาว่า หนังสือขอแจ้งความเพิ่มเติม กรณีการปลอมแปลงลายมือชื่อ กระทำขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามข้อบังคับของโจทก์ร่วมหรือโดยประการอื่นนั้น จำเลยก็มิได้คัดค้านหรือนำสืบเป็นข้อต่อสู้ไว้ ย่อมต้องถือว่าไม่มีข้อคัดค้านและฟังได้ว่า เอกสารดังกล่าวกระทำขึ้นโดยถูกต้องแล้ว ข้อฎีกาของจำเลยดังกล่าวมาทั้งหมดนั้น จำเลยเพียงคัดค้านขึ้นในชั้นอุทธรณ์ ย่อมไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 และศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้ กรณีถือได้ว่า โจทก์ร่วมได้ร้องทุกข์ในความผิดฐานยักยอกภายในกำหนดอายุความและหนังสือขอแจ้งความเพิ่มเติม กรณีปลอมแปลงลายมือชื่อ ได้กระทำขึ้นโดยถูกต้องแล้ว โจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีอำนาจฟ้อง

ส่วนปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงต้องเรียงกระทงลงโทษหรือไม่ เห็นว่า แม้การปลอมใบถอนเงินฝากออมทรัพย์ตาม และใช้เอกสารดังกล่าวถอนเงินไปจากโจทก์ร่วมแล้วยักยอกเงินนั้นเป็นของตนจะเป็นการกระทำที่มีลักษณะแตกต่างกันต่างเป็นความผิดสำเร็จในตัวก็ตาม แต่การที่จำเลยปลอมและใช้เอกสารปลอมดังกล่าวก็เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินของโจทก์ร่วมที่จำเลยมุ่งประสงค์จะยักยอกเป็นของตนเป็นสำคัญการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และเมื่อกฎหมายแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ลงโทษจำเลยฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก แต่บทเดียวอันเป็นบทที่จำเลยมุ่งประสงค์กระทำความผิดเป็นสำคัญ จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น
opensearch_id
primary_black_case_no
อ3955/2544
primary_red_case_no
อ2035/2546
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000465.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1861/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553