คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11814/2553 ฉบับเต็ม

#508348
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11814/2553 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายวรุตม์ วรรณะเอี่ยมพิกุล จำเลย พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 มาตรา 4, มาตรา 8 กฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ.2497) ออกตามความใน พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 ข้อ 20 แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 23 (พ.ศ. 2541) มาตรา กฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ.2497) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 ข้อ 20 แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 23 (พ.ศ.2541) บัญญัติว่า "บุคคลใดได้มาซึ่งเงินตราต่างประเทศ... ต้องขายเงินตราระหว่างประเทศนั้นให้แก่ธนาคารรับอนุญาต หรือบริษัทรับอนุญาต หรือบุคคลรับอนุญาตที่ตั้งอยู่ในประเทศ...ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้มาหรือนำเข้าแล้วแต่กรณี..." ซึ่งมีความหมายแต่เพียงว่าหากการได้เงินตราต่างประเทศแล้วมิได้มีการขายให้แก่ธนาคารหรือบุคคลผู้รับอนุญาตภายใน 7 วัน จึงจะมีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งเป็นการกำหนดหน้าที่ปฏิบัติ หากฝ่าฝืนด้วยการงดเว้นไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดจึงจะมีความผิด การที่จำเลยที่ 2 ได้รับเงินตราต่างประเทศแล้วทำการขายให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้เงินตราต่างประเทศ จึงถือว่าได้มีการปฏิบัติครบตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว ไม่ปรากฏว่ามีกรณีงดเว้นไม่กระทำการที่กฎหมายได้กำหนดหน้าที่ไว้ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นความผิด ___________________________ เดิมคดีนี้กับคดีหมายเลขแดงที่ 4309/2546 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยเรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่าจำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในคดีนี้ว่าจำเลยที่ 2 สำหรับคดีหมายเลขแดงที่ 4309/2546 คดีถึงที่สุดแล้ว คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 มาตรา 3, 4, 8, 8 ทวิ พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91 ริบของกลาง จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 มาตรา 4, 8 จำคุก 1 ปี ปรับ 20,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยรับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องเกี่ยวกับความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน มาตรา 4, 8 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยมีความผิดฐานได้มาซึ่งเงินตราต่างประเทศโดยมิได้ปฏิบัติตามความในข้อ 20 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2497) ที่แก้ไขแล้ว หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับเงินตราจากต่างประเทศแล้วจะนำออกนอกราชอาณาจักรและถูกตรวจค้นจับกุม จำเลยที่ 1 จึงได้แลกเงินตราดังกล่าวเป็นเงินไทย ด้วยการนำไปขายให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาปทุมวัน ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้เงินตราต่างประเทศ เมื่อกฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2497) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 ข้อ 20 แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 23 (พ.ศ. 2541) บัญญัติว่า "บุคคลใดได้มาซึ่งเงินตราต่างประเทศ...ต้องขายเงินตราต่างประเทศนั้นให้แก่ธนาคารรับอนุญาต หรือบริษัทอนุญาต หรือบุคคลรับอนุญาตที่ตั้งอยู่ในประเทศ...ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้มาหรือนำเข้าแล้วแต่กรณี..." ซึ่งมีความหมายแต่เพียงว่าหากการได้เงินตราต่างประเทศแล้วมิได้มีการขายให้แก่ธนาคารหรือบุคคลผู้รับอนุญาตภายใน 7 วัน จึงจะมีความผิดตามกฎหมาย ความผิดตามกฎหมายที่บัญญัติเช่นนี้เป็นการกำหนดหน้าที่ปฏิบัติ หากฝ่าฝืนด้วยการงดเว้นไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด จึงจะมีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งแตกต่างจากบทบัญญัติที่กำหนดห้ามกระทำการใด หากลงมือกระทำย่อมถือเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมาย ด้วยเหตุนี้ การที่ผู้ที่มีหน้าที่ต้องกระทำการได้ลงมือกระทำการไปตามหน้าที่ที่ตนมีครบถ้วนแล้ว การกระทำอันเกิดจากการงดเว้นกระทำการจึงไม่อาจเกิดมีขึ้นได้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ได้รับเงินตราต่างประเทศแล้วทำการขายให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาปทุมวัน ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้เงินตราต่างประเทศ จึงถือว่าได้มีการปฏิบัติครบตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว ไม่ปรากฏว่ามีกรณีงดเว้นไม่กระทำการที่กฎหมายได้กำหนดหน้าที่ไว้ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นความผิด พิพากษายืน (นพพร โพธิรังสิยากร-ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว-สุทธิโชค เทพไตรรัตน์) ศาลอาญา - นายสุรัตน์ ศิลาภากุล ศาลอุทธรณ์ - นายสรศักดิ์ จันเกษม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1934/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1262/2546 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ4309/2546 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
508348
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "นายสุรัตน์ ศิลาภากุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสรศักดิ์ จันเกษม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081993132"
    }
}
date
2553
deka_no
11814/2553
deka_running_no
11814
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "นพพร โพธิรังสิยากร",
    "ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว",
    "สุทธิโชค เทพไตรรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485",
        "sections": [
            "ม. 4",
            "ม. 8"
        ]
    },
    {
        "law_name": "กฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ.2497) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 ข้อ 20 แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 23 (พ.ศ.2541)",
        "law_abbr": "กฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ.2497) ออกตามความใน พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 ข้อ 20 แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 23 (พ.ศ. 2541)",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวรุตม์ วรรณะเอี่ยมพิกุล"
    }
]
long_text
เดิมคดีนี้กับคดีหมายเลขแดงที่ 4309/2546 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยเรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่าจำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในคดีนี้ว่าจำเลยที่ 2 สำหรับคดีหมายเลขแดงที่ 4309/2546 คดีถึงที่สุดแล้ว คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 มาตรา 3, 4, 8, 8 ทวิ พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91 ริบของกลาง จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 มาตรา 4, 8 จำคุก 1 ปี ปรับ 20,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยรับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องเกี่ยวกับความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน มาตรา 4, 8 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยมีความผิดฐานได้มาซึ่งเงินตราต่างประเทศโดยมิได้ปฏิบัติตามความในข้อ 20 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2497) ที่แก้ไขแล้ว หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับเงินตราจากต่างประเทศแล้วจะนำออกนอกราชอาณาจักรและถูกตรวจค้นจับกุม จำเลยที่ 1 จึงได้แลกเงินตราดังกล่าวเป็นเงินไทย ด้วยการนำไปขายให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาปทุมวัน ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้เงินตราต่างประเทศ เมื่อกฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2497) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 ข้อ 20 แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 23 (พ.ศ. 2541) บัญญัติว่า "บุคคลใดได้มาซึ่งเงินตราต่างประเทศ...ต้องขายเงินตราต่างประเทศนั้นให้แก่ธนาคารรับอนุญาต หรือบริษัทอนุญาต หรือบุคคลรับอนุญาตที่ตั้งอยู่ในประเทศ...ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้มาหรือนำเข้าแล้วแต่กรณี..." ซึ่งมีความหมายแต่เพียงว่าหากการได้เงินตราต่างประเทศแล้วมิได้มีการขายให้แก่ธนาคารหรือบุคคลผู้รับอนุญาตภายใน 7 วัน จึงจะมีความผิดตามกฎหมาย ความผิดตามกฎหมายที่บัญญัติเช่นนี้เป็นการกำหนดหน้าที่ปฏิบัติ หากฝ่าฝืนด้วยการงดเว้นไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด จึงจะมีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งแตกต่างจากบทบัญญัติที่กำหนดห้ามกระทำการใด หากลงมือกระทำย่อมถือเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมาย ด้วยเหตุนี้ การที่ผู้ที่มีหน้าที่ต้องกระทำการได้ลงมือกระทำการไปตามหน้าที่ที่ตนมีครบถ้วนแล้ว การกระทำอันเกิดจากการงดเว้นกระทำการจึงไม่อาจเกิดมีขึ้นได้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ได้รับเงินตราต่างประเทศแล้วทำการขายให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาปทุมวัน ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้เงินตราต่างประเทศ จึงถือว่าได้มีการปฏิบัติครบตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว ไม่ปรากฏว่ามีกรณีงดเว้นไม่กระทำการที่กฎหมายได้กำหนดหน้าที่ไว้ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นความผิด

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1262/2546
primary_red_case_no
อ4309/2546
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000474.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1934/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553