คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13725/2553 ฉบับเต็ม

#508353
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13725/2553 พนักงานอัยการประจำศาลแขวงขอนแก่น โจทก์ บริษัทเท็นสตาร์เรียลเอสเตท จำกัด โจทก์ร่วม นายประเสริฐ เหล่าโสภาพันธ์ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4), มาตรา 30, มาตรา 158 (5) ป.อ. มาตรา 137, มาตรา 267, มาตรา 268 โจทก์ฟ้องบรรยายโดยสรุปได้ความว่า จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานสอบสวนว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสัญญาว่าจ้างก่อสร้างอาคารกับบริษัทผู้เสียหาย การก่อสร้างอาคารยังไม่แล้วเสร็จและอาคารดังกล่าวมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบ้านจึงแจ้งความร้องทุกข์ไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จ ความจริงแล้วบริษัทผู้เสียหายก่อสร้างอาคารเสร็จแล้วแต่จำเลยกลับไม่ยอมชำระราคากับรับมอบที่ดินและอาคารจากบริษัทผู้เสียหาย เป็นเหตุให้พนักงานสอบสวนหลงเชื่อจดข้อความอันเป็นเท็จตามที่จำเลยแจ้งลงในบันทึกรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอันเป็นเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และต่อมาจำเลยใช้อ้างเอกสารราชการดังกล่าวต่อประธานศาลปกครองสูงสุดโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย คำบรรยายฟ้องดังกล่าวนั้นได้อ้างถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่อ้างว่าเป็นความผิด ทั้งบุคคลและเอกสารที่เกี่ยวข้องแล้วด้วย อันครบถ้วนตามองค์ประกอบของความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137, 267 และ 268 โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้บรรยายโดยแจ้งชัดว่าการกระทำผิดของจำเลยเป็นการกระทำที่พาดพิงและเจาะจงว่ากล่าวถึงผู้เสียหายอันเป็นเหตุให้สิทธิของผู้เสียหายถูกกระทบกระเทือน ผู้เสียหายจึงได้รับความเสียหายโดยตรง ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 268, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา บริษัทเท็นสตาร์เรียลเอสเตท จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โจทก์สืบพยานได้ 3 ปาก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ที่เหลือ พยานโจทก์ร่วมและพยานจำเลยแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ โดยรองอธิบดีอัยการเขต 4 รักษาราชการแทนอธิบดีอัยการเขต 4 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์ที่เหลือ พยานโจทก์ร่วมและพยานจำเลยต่อไป แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้บริษัทเท็นสตาร์เรียลเอสเตท จำกัด ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องบรรยายโดยสรุปได้ความว่าจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานสอบสวนว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสัญญาว่าจ้างก่อสร้างอาคารกับบริษัทผู้เสียหาย การก่อสร้างอาคารยังไม่แล้วเสร็จและอาคารดังกล่าวมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบ้าน จึงแจ้งความร้องทุกข์ไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จ ความจริงแล้วบริษัทผู้เสียหายก่อสร้างอาคารเสร็จแล้วแต่จำเลยกลับไม่ยอมชำระราคากับรับมอบที่ดินและอาคารจากบริษัทผู้เสียหาย เป็นเหตุให้พนักงานสอบสวนหลงเชื่อจดข้อความอันเป็นเท็จตามที่จำเลยแจ้งลงในบันทึกรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอันเป็นเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และต่อมาจำเลยใช้อ้างเอกสารราชการดังกล่าวต่อประธานศาลปกครองสูงสุดโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย เห็นว่า จากคำบรรยายฟ้องดังกล่าวนั้นได้อ้างถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่อ้างว่าเป็นความผิดทั้งบุคคลและเอกสารที่เกี่ยวข้องแล้วด้วย อันครบถ้วนตามองค์ประกอบของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 และ 268 ซึ่งโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้บรรยายโดยแจ้งชัดว่าการกระทำผิดของจำเลยเป็นการกระทำที่พาดพิงและเจาะจงว่ากล่าวถึงผู้เสียหายอันเป็นเหตุให้สิทธิของผู้เสียหายถูกกระทบกระเทือน ดังนั้นผู้เสียหายจึงได้รับความเสียหายโดยตรงซึ่งย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทเท็นสตาร์เรียลเอสเตท จำกัด ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยในข้อต่อไปว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์ที่เหลือ พยานโจทก์ร่วมและพยานจำเลยต่อไป แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยคดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นให้โจทก์นำพยานเข้าสืบได้ 3 ปาก แล้วโจทก์แถลงขอเลื่อนคดี ซึ่งศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องสืบพยานอีกต่อไป จึงให้งดสืบพยานโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลย แล้วพิพากษายกฟ้อง ซึ่งแม้ว่าจะเป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่สามารถพิจารณาเองได้ตามอำนาจศาลที่เห็นสมควรดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกาก็ตาม เห็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งงดสืบพยานหากเห็นว่าไม่จำเป็นต้องสืบพยานอีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 174 วรรคท้าย ต้องเป็นการใช้ดุลพินิจที่ถูกต้องตามกระบวนพิจารณาด้วยมิฉะนั้นศาลอุทธรณ์ก็ย่อมมีอำนาจสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) โดยอำนาจของศาลอุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าวก็เป็นดุลพินิจในการพิจารณาคดีอุทธรณ์ของศาลอุทธรณ์นั้นเอง ซึ่งคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของจำเลยอาจจะเป็นความผิดตามฟ้องของโจทก์ได้ การที่ศาลชั้นต้นปฏิเสธไม่สืบพยานตามที่โจทก์ร้องขอจึงเป็นการไม่ชอบ ดังนั้นคดีนี้เมื่อพิเคราะห์ถึงฟ้องโจทก์ที่บรรยายเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและรายละเอียดในการกระทำผิดของจำเลยอันครบถ้วนตามองค์ประกอบของความผิดประกอบกับพยานหลักฐานของโจทก์ที่ได้นำสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยมาแล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานเพียงเท่าที่ปรากฏนั้นยังไม่เป็นข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติเพียงพอที่จะให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาวินิจฉัยและพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน (ธีระพงศ์ จิระภาค-ตรีวุฒิ สาขากร-วัส ติงสมิตร) ศาลแขวงขอนแก่น - นายภุชพงศ์ จรัสทรงกิติ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3328/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2030/2545 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ3323/2545 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
508353
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงขอนแก่น",
        "judge": "นายภุชพงศ์ จรัสทรงกิติ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081992597"
    }
}
date
2553
deka_no
13725/2553
deka_running_no
13725
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "ธีระพงศ์ จิระภาค",
    "ตรีวุฒิ สาขากร",
    "วัส ติงสมิตร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 (4)",
            "ม. 30",
            "ม. 158 (5)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 137",
            "ม. 267",
            "ม. 268"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลแขวงขอนแก่น"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "บริษัทเท็นสตาร์เรียลเอสเตท จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายประเสริฐ เหล่าโสภาพันธ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 268, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทเท็นสตาร์เรียลเอสเตท จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์สืบพยานได้ 3 ปาก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ที่เหลือ พยานโจทก์ร่วมและพยานจำเลยแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยรองอธิบดีอัยการเขต 4 รักษาราชการแทนอธิบดีอัยการเขต 4 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์ที่เหลือ พยานโจทก์ร่วมและพยานจำเลยต่อไป แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้บริษัทเท็นสตาร์เรียลเอสเตท จำกัด ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องบรรยายโดยสรุปได้ความว่าจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานสอบสวนว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสัญญาว่าจ้างก่อสร้างอาคารกับบริษัทผู้เสียหาย การก่อสร้างอาคารยังไม่แล้วเสร็จและอาคารดังกล่าวมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบ้าน จึงแจ้งความร้องทุกข์ไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จ ความจริงแล้วบริษัทผู้เสียหายก่อสร้างอาคารเสร็จแล้วแต่จำเลยกลับไม่ยอมชำระราคากับรับมอบที่ดินและอาคารจากบริษัทผู้เสียหาย เป็นเหตุให้พนักงานสอบสวนหลงเชื่อจดข้อความอันเป็นเท็จตามที่จำเลยแจ้งลงในบันทึกรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอันเป็นเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และต่อมาจำเลยใช้อ้างเอกสารราชการดังกล่าวต่อประธานศาลปกครองสูงสุดโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย เห็นว่า จากคำบรรยายฟ้องดังกล่าวนั้นได้อ้างถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่อ้างว่าเป็นความผิดทั้งบุคคลและเอกสารที่เกี่ยวข้องแล้วด้วย อันครบถ้วนตามองค์ประกอบของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 และ 268 ซึ่งโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้บรรยายโดยแจ้งชัดว่าการกระทำผิดของจำเลยเป็นการกระทำที่พาดพิงและเจาะจงว่ากล่าวถึงผู้เสียหายอันเป็นเหตุให้สิทธิของผู้เสียหายถูกกระทบกระเทือน ดังนั้นผู้เสียหายจึงได้รับความเสียหายโดยตรงซึ่งย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทเท็นสตาร์เรียลเอสเตท จำกัด ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยในข้อต่อไปว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์ที่เหลือ พยานโจทก์ร่วมและพยานจำเลยต่อไป แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยคดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นให้โจทก์นำพยานเข้าสืบได้ 3 ปาก แล้วโจทก์แถลงขอเลื่อนคดี ซึ่งศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องสืบพยานอีกต่อไป จึงให้งดสืบพยานโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลย แล้วพิพากษายกฟ้อง ซึ่งแม้ว่าจะเป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่สามารถพิจารณาเองได้ตามอำนาจศาลที่เห็นสมควรดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกาก็ตาม เห็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งงดสืบพยานหากเห็นว่าไม่จำเป็นต้องสืบพยานอีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 174 วรรคท้าย ต้องเป็นการใช้ดุลพินิจที่ถูกต้องตามกระบวนพิจารณาด้วยมิฉะนั้นศาลอุทธรณ์ก็ย่อมมีอำนาจสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) โดยอำนาจของศาลอุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าวก็เป็นดุลพินิจในการพิจารณาคดีอุทธรณ์ของศาลอุทธรณ์นั้นเอง ซึ่งคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของจำเลยอาจจะเป็นความผิดตามฟ้องของโจทก์ได้ การที่ศาลชั้นต้นปฏิเสธไม่สืบพยานตามที่โจทก์ร้องขอจึงเป็นการไม่ชอบ ดังนั้นคดีนี้เมื่อพิเคราะห์ถึงฟ้องโจทก์ที่บรรยายเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและรายละเอียดในการกระทำผิดของจำเลยอันครบถ้วนตามองค์ประกอบของความผิดประกอบกับพยานหลักฐานของโจทก์ที่ได้นำสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยมาแล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานเพียงเท่าที่ปรากฏนั้นยังไม่เป็นข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติเพียงพอที่จะให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาวินิจฉัยและพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2030/2545
primary_red_case_no
อ3323/2545
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000469.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.3328/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553