คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1340/2554 ฉบับเต็ม

#508370
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1340/2554 พนักงานอัยการจังหวัดระยอง โจทก์ นายนิมิตร เสน่ห์ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง, มาตรา 215, มาตรา 225 ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก, มาตรา 277 วรรคสอง จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายเป็นความผิด 2 กระทง กระทงแรกกระทำในขณะผู้เสียหายอายุยังไม่เกิน 13 ปี อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง (เดิม) กระทงที่ 2 กระทำผิดในขณะผู้เสียหายอายุเกิน 13 ปี แต่ยังไม่เกิน 15 ปี อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม) แม้กระทงความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม) จะต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาซึ่งครอบคลุมไปถึงความผิดดังกล่าว ยังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยได้กระทำความผิดดังกล่าวด้วยหรือไม่ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยยกฟ้องไปถึงได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบ มาตรา 215 และ 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก จำคุก 4 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ให้จำคุก 10 ปี การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เมื่อรวมกับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก แล้ว คงจำคุก 14 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งคัดค้านกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองแตกต่างจากคำให้การในชั้นสอบสวน ในทำนองว่าจำเลยมิได้กระทำตามที่ปรากฏในบันทึกคำให้การดังกล่าว สำหรับบันทึกคำให้การของพยานจะรับฟังเป็นความจริงได้หรือไม่นั้น ก็ได้ความตามบันทึกคำให้การของนางสุเพ็กให้การว่า เมื่อประมาณปี 2538 นางสุเพ็กเห็นจำเลยมุดเข้าไปในมุ้งของผู้เสียหายแล้วถอดกางเกงผู้เสียหายซึ่งกำลังนอนหลับอยู่จนนางสุเพ็กเข้าไปกระชากจำเลยออกมาตบตีและถามจำเลยว่า "จะมานอนกับลูกกูหรือไง" แสดงว่านางสุเพ็กต้องระแวงว่าจำเลยจะกระทำชำเราผู้เสียหายจึงตบตีและต่อว่าจำเลยเช่นนั้น แต่ตามบันทึกคำให้การของผู้เสียหายให้การว่าผู้เสียหายเคยแจ้งให้นางสุเพ็กทราบว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเรา แต่นางสุเพ็กไม่เชื่อหาว่า ผู้เสียหายโกหกและทุบตีผู้เสียหายทุกครั้งที่แจ้งให้ทราบ ซึ่งถ้าผู้เสียหายบอกนางสุเพ็กให้ทราบเช่นนั้น นางสุเพ็กได้เห็นพฤติกรรมของจำเลยที่จะกระทำชำเราผู้เสียหายมาก่อน และระแวงว่าจำเลยจะกระทำชำเราเป็นทุนอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อผู้เสียหายเล่าเรื่องให้ฟังนางสุเพ็กไม่น่าจะกล่าวหาว่าผู้เสียหายโกหกและทุบตีผู้เสียหายดังที่ระบุไว้ในคำให้การของผู้เสียหายเช่นนั้น นอกจากนี้ตามบันทึกคำให้การของผู้เสียหายให้การว่า ผู้เสียหายถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเรามาตั้งแต่ปี 2538 จำนวนหลายครั้ง สำเร็จความใคร่บ้างไม่สำเร็จความใคร่บ้าง จนถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2541 เป็นเวลา 2 ปีเศษ ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ภาพถ่ายผู้เสียหาย แล้ว ผู้เสียหายมีรูปร่างสันทัดเริ่มเข้าสู่วัยสาว เมื่อจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายได้สำเร็จครั้งหนึ่งแล้วในสองหรือสามครั้งแรกอาจจะมีแผลฉีกขาดที่อวัยวะเพศได้ ส่วนในครั้งต่อ ๆ มาโดยเฉพาะครั้งหลัง ๆ ที่บาดแผลหายแล้ว และถูกจำเลยกระทำชำเรามาหลายครั้งเป็นระยะเวลานานถึง 2 ปีเช่นนี้ อวัยวะเพศของผู้เสียหายน่าจะปรับตัวเข้ากับขนาดของอวัยวะเพศจำเลยได้ การถูกจำเลยกระทำชำเราครั้งหลัง ๆผู้เสียหายไม่น่าจะเจ็บปวดและมีแผลฉีกขาดอีก แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าวันที่ 18 สิงหาคม 2541 นายแพทย์ชุมพลได้ตรวจพบบาดแผลขนาด 1 x 0.5 เซนติเมตร ทางด้านซ้ายของทางเข้าช่องคลอดเป็นรอยแผลเก่าซึ่งใกล้จะหายแล้ว แสดงว่าก่อนได้รับการตรวจไม่นานผู้เสียหายถูกกระทำชำเราจนเกิดบาดแผลที่ทางเข้าช่องคลอดอีก ซึ่งผู้เสียหายก็เบิกความยืนยันว่าถูกนายเก่งข่มขืนกระทำชำเราในคืนวันที่ 11 สิงหาคม 2541 ก่อนผู้เสียหายได้รับการตรวจบาดแผลจากแพทย์นานประมาณ 7 วัน อันเป็นระยะเวลาที่บาดแผลใกล้จะหาย บาดแผลดังกล่าวจึงอาจจะไม่ได้เกิดจากการกระทำชำเราของจำเลยดังที่โจทก์นำสืบก็เป็นได้ ข้อเท็จจริงตามบันทึกคำให้การของพยานเป็นพิรุธดังที่ได้วินิจฉัยมาจึงยังฟังไม่ได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าเป็นความจริงเช่นนั้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยกระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ไม่จำต้องวินิจฉัยพยานจำเลยอีกต่อไป แม้ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม) จะต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาซึ่งครอบคลุมไปถึงความผิดดังกล่าวยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดดังกล่าวด้วยหรือไม่ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยไปถึงได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และ 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง (ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน-ไสลเกษ วัฒนพันธุ์-กษิดิ์เดช จีนสลุต) ศาลจังหวัดระยอง - นายฐิตวัชร อุดรพิมพ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.5989/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1563/2542 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ3972/2546 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
508370
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดระยอง",
        "judge": "นายฐิตวัชร อุดรพิมพ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081991373"
    }
}
date
2554
deka_no
1340/2554
deka_running_no
1340
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน",
    "ไสลเกษ วัฒนพันธุ์",
    "กษิดิ์เดช จีนสลุต"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 185 วรรคสอง",
            "ม. 215",
            "ม. 225"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 277 วรรคแรก",
            "ม. 277 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดระยอง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายนิมิตร เสน่ห์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก จำคุก 4 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ให้จำคุก 10 ปี การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เมื่อรวมกับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก แล้ว คงจำคุก 14 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งคัดค้านกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองแตกต่างจากคำให้การในชั้นสอบสวน ในทำนองว่าจำเลยมิได้กระทำตามที่ปรากฏในบันทึกคำให้การดังกล่าว สำหรับบันทึกคำให้การของพยานจะรับฟังเป็นความจริงได้หรือไม่นั้น ก็ได้ความตามบันทึกคำให้การของนางสุเพ็กให้การว่า เมื่อประมาณปี 2538 นางสุเพ็กเห็นจำเลยมุดเข้าไปในมุ้งของผู้เสียหายแล้วถอดกางเกงผู้เสียหายซึ่งกำลังนอนหลับอยู่จนนางสุเพ็กเข้าไปกระชากจำเลยออกมาตบตีและถามจำเลยว่า "จะมานอนกับลูกกูหรือไง" แสดงว่านางสุเพ็กต้องระแวงว่าจำเลยจะกระทำชำเราผู้เสียหายจึงตบตีและต่อว่าจำเลยเช่นนั้น แต่ตามบันทึกคำให้การของผู้เสียหายให้การว่าผู้เสียหายเคยแจ้งให้นางสุเพ็กทราบว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเรา แต่นางสุเพ็กไม่เชื่อหาว่า ผู้เสียหายโกหกและทุบตีผู้เสียหายทุกครั้งที่แจ้งให้ทราบ ซึ่งถ้าผู้เสียหายบอกนางสุเพ็กให้ทราบเช่นนั้น นางสุเพ็กได้เห็นพฤติกรรมของจำเลยที่จะกระทำชำเราผู้เสียหายมาก่อน และระแวงว่าจำเลยจะกระทำชำเราเป็นทุนอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อผู้เสียหายเล่าเรื่องให้ฟังนางสุเพ็กไม่น่าจะกล่าวหาว่าผู้เสียหายโกหกและทุบตีผู้เสียหายดังที่ระบุไว้ในคำให้การของผู้เสียหายเช่นนั้น นอกจากนี้ตามบันทึกคำให้การของผู้เสียหายให้การว่า ผู้เสียหายถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเรามาตั้งแต่ปี 2538 จำนวนหลายครั้ง สำเร็จความใคร่บ้างไม่สำเร็จความใคร่บ้าง จนถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2541 เป็นเวลา 2 ปีเศษ ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ภาพถ่ายผู้เสียหาย แล้ว ผู้เสียหายมีรูปร่างสันทัดเริ่มเข้าสู่วัยสาว เมื่อจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายได้สำเร็จครั้งหนึ่งแล้วในสองหรือสามครั้งแรกอาจจะมีแผลฉีกขาดที่อวัยวะเพศได้ ส่วนในครั้งต่อ ๆ มาโดยเฉพาะครั้งหลัง ๆ ที่บาดแผลหายแล้ว และถูกจำเลยกระทำชำเรามาหลายครั้งเป็นระยะเวลานานถึง 2 ปีเช่นนี้ อวัยวะเพศของผู้เสียหายน่าจะปรับตัวเข้ากับขนาดของอวัยวะเพศจำเลยได้ การถูกจำเลยกระทำชำเราครั้งหลัง ๆผู้เสียหายไม่น่าจะเจ็บปวดและมีแผลฉีกขาดอีก แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าวันที่ 18 สิงหาคม 2541 นายแพทย์ชุมพลได้ตรวจพบบาดแผลขนาด 1 x 0.5 เซนติเมตร ทางด้านซ้ายของทางเข้าช่องคลอดเป็นรอยแผลเก่าซึ่งใกล้จะหายแล้ว แสดงว่าก่อนได้รับการตรวจไม่นานผู้เสียหายถูกกระทำชำเราจนเกิดบาดแผลที่ทางเข้าช่องคลอดอีก ซึ่งผู้เสียหายก็เบิกความยืนยันว่าถูกนายเก่งข่มขืนกระทำชำเราในคืนวันที่ 11 สิงหาคม 2541 ก่อนผู้เสียหายได้รับการตรวจบาดแผลจากแพทย์นานประมาณ 7 วัน อันเป็นระยะเวลาที่บาดแผลใกล้จะหาย บาดแผลดังกล่าวจึงอาจจะไม่ได้เกิดจากการกระทำชำเราของจำเลยดังที่โจทก์นำสืบก็เป็นได้ ข้อเท็จจริงตามบันทึกคำให้การของพยานเป็นพิรุธดังที่ได้วินิจฉัยมาจึงยังฟังไม่ได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าเป็นความจริงเช่นนั้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยกระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ไม่จำต้องวินิจฉัยพยานจำเลยอีกต่อไป แม้ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม) จะต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาซึ่งครอบคลุมไปถึงความผิดดังกล่าวยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดดังกล่าวด้วยหรือไม่ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยไปถึงได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และ 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1563/2542
primary_red_case_no
อ3972/2546
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000458.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.5989/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554