คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 864/2554 ฉบับเต็ม

#508371
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 864/2554 พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี โจทก์ นายสมศักดิ์ ยิบพิกุล โจทก์ร่วม นายบุญชัย สุมลโสภณศิริ กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง, มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225 ป.อ. มาตรา 288, มาตรา 371 พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, มาตรา 8 ทวิ, มาตรา 72, มาตรา 72 ทวิ โจทก์บรรยายฟ้องระบุการกระทำของจำเลยที่ 2 ว่า ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แล้วร่วมกันใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงผู้ตายถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 มีและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะตามฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยต่อไปว่า ภายหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 หยิบอาวุธปืนจากจำเลยที่ 1 แล้ววิ่งออกจากที่เกิดเหตุไป จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้นเป็นเหตุการณ์คนละตอนกับความผิดตามฟ้องโจทก์จึงเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยและพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ย่อมเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง อันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยที่ 2 มิได้ฎีกา และความผิดดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบปลอกกระสุนปืนและลูกกระสุนปืนของกลาง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืน จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานายสมศักดิ์ ยิบพิกุล บิดาผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 8 เดือน และปรับคนละ 12,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบปลอกกระสุนปืนและลูกกระสุนปืนของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 1 เดือน 10 วัน ไม่รอการลงโทษ จำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 เดือน 10 วัน และปรับ 2,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมตรงกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นเพื่อนสนิทสนมกับจำเลยที่ 1 และเบิกความไปโดยมิได้มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด โดยพยานเบิกความสอดคล้องกันว่า หลังจากจำเลยที่ 1 กับผู้ตายเกิดเหตุชกต่อยกันในตอนเช้าแล้วจำเลยที่ 1 กับพวกก็ยังคงออกติดตามหาผู้ตาย จนกระทั่งมาพบผู้ตายในตอนเย็น จำเลยที่ 1 ก็เดินเข้าไปหาผู้ตาย ทั้งๆ ที่ทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 กับผู้ตายมีเหตุทะเลาะวิวาทกันในตอนเช้า การเดินเข้าไปหาผู้ตายในลักษณะดังกล่าวนั้นย่อมเล็งเห็นผลแล้วว่าจะต้องเกิดเหตุวิวาทอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นอย่างแน่นอนดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงไม่ควรเดินเข้าไปหาผู้ตายก่อน เพราะผู้ตายก็ยังมิได้ทำอะไรจำเลยที่ 1 ส่วนเหตุการณ์ในตอนเช้าก็ยุติไปแล้วไม่มีเหตุการณ์ใดๆ ที่จำเลยที่ 1 จะต้องเดินเข้าไปหาผู้ตายอีก การที่จำเลยที่ 1 เดินเข้าไปหาผู้ตายโดยมีอาวุธปืนติดตัวเตรียมพร้อมมาด้วยจึงไม่มีทางฟังเป็นอย่างอื่นนอกจากต้องการมีเรื่องกับผู้ตายอีก การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการสมัครใจทะเลาะวิวาทกับผู้ตาย และเมื่อเป็นการสมัครใจวิวาทซึ่งกันและกันแล้ว การที่ผู้ตายยิงจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ก็ยิงผู้ตายเช่นเดียวกัน จึงหาอาจอ้างว่าเป็นการป้องกันตัวได้ไม่ ดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นพยานหลักฐานจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะฟังหักล้างว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในส่วนนี้ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ภายหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 หยิบอาวุธปืนจากจำเลยที่ 1 แล้ววิ่งออกจากที่เกิดเหตุไป จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเหตุการณ์คนละตอนกับความผิดตามฟ้องโจทก์ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยและพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนมานั้น ย่อมเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยที่ 2 มิได้ฎีกาและความผิดดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 (สมศักดิ์ อเนกพุฒิ-ศิริชัย วัฒนโยธิน-อภิรัตน์ ลัดพลี) ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี - นางชุติมา รางชางกูร ศาลอุทธรณ์ - นายจักรกฤช เจริญเลิศ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.6050/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ815/2542 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ645/2547 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
508371
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี",
        "judge": "นางชุติมา รางชางกูร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายจักรกฤช เจริญเลิศ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081991593"
    }
}
date
2554
deka_no
864/2554
deka_running_no
864
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ อเนกพุฒิ",
    "ศิริชัย วัฒนโยธิน",
    "อภิรัตน์ ลัดพลี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 225"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 288",
            "ม. 371"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490",
        "sections": [
            "ม. 7",
            "ม. 8 ทวิ",
            "ม. 72",
            "ม. 72 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นายสมศักดิ์ ยิบพิกุล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายบุญชัย สุมลโสภณศิริ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบปลอกกระสุนปืนและลูกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืน จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานายสมศักดิ์ ยิบพิกุล บิดาผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 8 เดือน และปรับคนละ 12,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบปลอกกระสุนปืนและลูกกระสุนปืนของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 1 เดือน 10 วัน ไม่รอการลงโทษ จำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 เดือน 10 วัน และปรับ 2,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมตรงกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นเพื่อนสนิทสนมกับจำเลยที่ 1 และเบิกความไปโดยมิได้มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด โดยพยานเบิกความสอดคล้องกันว่า หลังจากจำเลยที่ 1 กับผู้ตายเกิดเหตุชกต่อยกันในตอนเช้าแล้วจำเลยที่ 1 กับพวกก็ยังคงออกติดตามหาผู้ตาย จนกระทั่งมาพบผู้ตายในตอนเย็น จำเลยที่ 1 ก็เดินเข้าไปหาผู้ตาย ทั้งๆ ที่ทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 กับผู้ตายมีเหตุทะเลาะวิวาทกันในตอนเช้า การเดินเข้าไปหาผู้ตายในลักษณะดังกล่าวนั้นย่อมเล็งเห็นผลแล้วว่าจะต้องเกิดเหตุวิวาทอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นอย่างแน่นอนดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงไม่ควรเดินเข้าไปหาผู้ตายก่อน เพราะผู้ตายก็ยังมิได้ทำอะไรจำเลยที่ 1 ส่วนเหตุการณ์ในตอนเช้าก็ยุติไปแล้วไม่มีเหตุการณ์ใดๆ ที่จำเลยที่ 1 จะต้องเดินเข้าไปหาผู้ตายอีก การที่จำเลยที่ 1 เดินเข้าไปหาผู้ตายโดยมีอาวุธปืนติดตัวเตรียมพร้อมมาด้วยจึงไม่มีทางฟังเป็นอย่างอื่นนอกจากต้องการมีเรื่องกับผู้ตายอีก การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการสมัครใจทะเลาะวิวาทกับผู้ตาย และเมื่อเป็นการสมัครใจวิวาทซึ่งกันและกันแล้ว การที่ผู้ตายยิงจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ก็ยิงผู้ตายเช่นเดียวกัน จึงหาอาจอ้างว่าเป็นการป้องกันตัวได้ไม่ ดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นพยานหลักฐานจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะฟังหักล้างว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในส่วนนี้ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ภายหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 หยิบอาวุธปืนจากจำเลยที่ 1 แล้ววิ่งออกจากที่เกิดเหตุไป จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเหตุการณ์คนละตอนกับความผิดตามฟ้องโจทก์ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยและพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนมานั้น ย่อมเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยที่ 2 มิได้ฎีกาและความผิดดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
opensearch_id
primary_black_case_no
อ815/2542
primary_red_case_no
อ645/2547
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000460.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.6050/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554