คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15491/2553 ฉบับเต็ม

#508373
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15491/2553 พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ โจทก์ นายมานพ จุมปู กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 288, มาตรา 289, มาตรา 334, มาตรา 335, มาตรา 340 ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันปล้นทรัพย์รถจักรยานยนต์ของผู้ตาย โดยใช้อาวุธตีประทุษร้ายผู้ตาย โดยมีเจตนาฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หากทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันฆ่าผู้ตาย และร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้ตายไป ถือได้ว่าความผิดตามฟ้องรวมการกระทำหลายอย่างซึ่งแต่ละอย่างเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลย่อมลงโทษจำเลยทั้งสามในการกระทำตามที่ทางพิจารณาได้ความก็ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันฆ่าผู้ตายและร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย แต่ให้ลงโทษเพียงกระทงเดียวในความผิดฐานฆ่าผู้ตายซึ่งเป็นบทหนักที่สุด แม้โจทก์ไม่ฎีกา ก็มิได้หมายความว่าความผิดฐานลักทรัพย์ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตาย แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 90, 289, 340 ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสามคืนหรือใช้ราคารถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน กมท ลำพูน 391 เป็นเงินจำนวน 37,000 บาท ให้แก่ทายาทผู้ตาย จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคสอง, 340 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปล้นทรัพย์ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษประหารชีวิต ริบของกลาง และให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคารถจักรยานยนต์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงินจำนวน 37,000 บาท แก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก ทายาทผู้ตาย) ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2และที่ 3 โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิต ข้อหาอื่นให้ยก ยกคำขอที่ให้จำเลยทั้งสามคืนหรือใช้ราคารถจักรยานยนต์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงินจำนวน 37,000 บาท แก่ทายาทผู้ตายนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันปล้นทรัพย์รถจักรยานยนต์ของผู้ตายโดยใช้อาวุธตีประทุษร้ายผู้ตายโดยมีเจตนาฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หากทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันฆ่าผู้ตาย และร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้ตายไป ถือได้ว่าความผิดตามฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่าง คือการฆ่าผู้อื่นและลักทรัพย์ ซึ่งแต่ละอย่างเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลย่อมลงโทษจำเลยทั้งสามในการกระทำตามที่ทางพิจารณาได้ความก็ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสามคนร่วมกันฆ่าผู้ตายและร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย แต่ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามเพียงกระทงเดียวในความผิดฐานฆ่าผู้ตายซึ่งเป็นบทหนักที่สุด โดยอ้างว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามเพียงกรรมเดียว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกา จำเลยทั้งสามฎีกาว่า จำเลยทั้งสามมิได้กระทำผิด ขอให้ยกฟ้อง ก็มิได้หมายความว่าความผิดฐานลักทรัพย์ได้ยุติไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตาย แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนได้ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ให้จำคุก 20 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 7 ปีให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันคืนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กมท ลำพูน 391 หรือใช้ราคารถจักรยานยนต์เป็นเงิน 37,000 บาท แก่ทายาทผู้ตาย ข้อหาและคำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก (สุวัฒน์ วรรธนะหทัย-วรพจน์ วิไลชนม์-อนันต์ ชุมวิสูตร) ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายอนันต์ ปักษี ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นางมัทรี อุชชิน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.6852/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ3739/2546 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ901/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
508373
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเชียงใหม่",
        "judge": "นายอนันต์ ปักษี"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นางมัทรี อุชชิน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081992258"
    }
}
date
2553
deka_no
15491/2553
deka_running_no
15491
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "สุวัฒน์ วรรธนะหทัย",
    "วรพจน์ วิไลชนม์",
    "อนันต์ ชุมวิสูตร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 288",
            "ม. 289",
            "ม. 334",
            "ม. 335",
            "ม. 340"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192 วรรคท้าย"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายมานพ จุมปู กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 90, 289, 340 ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสามคืนหรือใช้ราคารถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน กมท ลำพูน 391 เป็นเงินจำนวน 37,000 บาท ให้แก่ทายาทผู้ตาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคสอง, 340 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปล้นทรัพย์ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษประหารชีวิต ริบของกลาง และให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคารถจักรยานยนต์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงินจำนวน 37,000 บาท แก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก ทายาทผู้ตาย) ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2และที่ 3

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิต ข้อหาอื่นให้ยก ยกคำขอที่ให้จำเลยทั้งสามคืนหรือใช้ราคารถจักรยานยนต์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงินจำนวน 37,000 บาท แก่ทายาทผู้ตายนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันปล้นทรัพย์รถจักรยานยนต์ของผู้ตายโดยใช้อาวุธตีประทุษร้ายผู้ตายโดยมีเจตนาฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หากทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันฆ่าผู้ตาย และร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้ตายไป ถือได้ว่าความผิดตามฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่าง คือการฆ่าผู้อื่นและลักทรัพย์ ซึ่งแต่ละอย่างเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลย่อมลงโทษจำเลยทั้งสามในการกระทำตามที่ทางพิจารณาได้ความก็ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสามคนร่วมกันฆ่าผู้ตายและร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย แต่ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามเพียงกระทงเดียวในความผิดฐานฆ่าผู้ตายซึ่งเป็นบทหนักที่สุด โดยอ้างว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามเพียงกรรมเดียว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกา จำเลยทั้งสามฎีกาว่า จำเลยทั้งสามมิได้กระทำผิด ขอให้ยกฟ้อง ก็มิได้หมายความว่าความผิดฐานลักทรัพย์ได้ยุติไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตาย แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ให้จำคุก 20 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 7 ปีให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันคืนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กมท ลำพูน 391 หรือใช้ราคารถจักรยานยนต์เป็นเงิน 37,000 บาท แก่ทายาทผู้ตาย ข้อหาและคำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก
opensearch_id
primary_black_case_no
อ3739/2546
primary_red_case_no
อ901/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000466.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.6852/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553