คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8395/2552 ฉบับเต็ม

#508398
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8395/2552 บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายโสภณ ทองต้น ในฐานะส่วนตัวและในฐานะ ทายาทโดยธรรมของนายคำปัน ทองต้น กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 226 แม้อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองจะต้องห้ามไม่ให้อุทธรณ์ทันทีเพราะเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (1) ก็ตาม แต่การยื่นอุทธรณ์ดังกล่าวก็มีผลเป็นการโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นของจำเลยทั้งสองตามมาตรา 226 (2) แล้ว จำเลยทั้งสองจึงอุทธรณ์ปัญหาข้อนี้ได้เมื่อคดีเสร็จการพิจารณาและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ เป็นเหตุให้คดีถึงที่สุดและสิทธิการดำเนินคดีของจำเลยทั้งสองสิ้นสุดลงเช่นนี้ จึงไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยในประเด็นที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่ามีเหตุสมควรเรียกนาง บ. ผู้จัดการมรดกของ ค. เข้ามาเป็นจำเลยร่วมหรือไม่เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,301,483.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,747,231.88 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันไถ่ถอนทรัพย์จำนอง จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกนางบังอร ผู้จัดการมรดกของนายคำปัน เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต แต่ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การฟ้องคดีนี้ เป็นการฟ้องหนี้ของกองมรดกจำเลยทั้งสองในฐานะทายาทโดยธรรมไม่จำต้องรับผิดเกินไปกว่าทรัพย์มรดกที่ตนได้รับจึงไม่มีเหตุที่จะเรียกนางบังอรเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ให้เพิกถอนคำสั่งเรียกนางบังอรเข้ามาเป็นจำเลยร่วมเสีย จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งที่ให้เพิกถอนคำสั่งเรียกนางบังอรเข้ามาเป็นจำเลยร่วม เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามอุทธรณ์ จึงไม่รับอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาล (ที่ถูก ชั้นอุทธรณ์) ให้จำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันผู้จำนอง และทายาทโดยธรรมของนายคำปัน และจำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายคำปัน ร่วมกันชำระเงิน 2,301,483.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,747,231.88 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 กันยายน 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 9765, 14455, 14457, 14537 และ 36461 ตำบลบ้านแม อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายคำปัน และจำเลยที่ 2 ไม่จำต้องรับผิดเกินกว่ากองทรัพย์สินของนายคำปัน โดยให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความจากกองทรัพย์สินของนายคำปัน จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งเพิกถอนคำสั่งเรียกนางบังอรทองต้นหรือนันทพงษ์เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกนางบังอร ผู้จัดการมรดกของนายคำปัน เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต แต่ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ แล้วศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานและพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีตามฟ้อง จำเลยทั้งสองจึงอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวอีก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยให้ เนื่องจากเห็นว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นไว้ คดีมีประเด็นวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองว่า อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับนั้น ถือว่าจำเลยทั้งสองได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งเรียกนางบังอรเข้ามาเป็นจำเลยร่วมแล้วหรือไม่ เห็นว่า ในอุทธรณ์คำสั่งฉบับดังกล่าวจำเลยทั้งสองระบุไว้ชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยทั้งสองไม่เห็นด้วยกับคำสั่งศาลชั้นต้นอย่างไร เพราะเหตุใด แม้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวจะต้องห้ามไม่ให้อุทธรณ์ทันที เพราะเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) ก็ตาม แต่ก็มีผลเป็นการโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นของจำเลยทั้งสองตามมาตรา 226 (2) แล้ว จำเลยทั้งสองจึงอุทธรณ์ในปัญหานี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อปรากฏว่าจำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ เป็นเหตุให้คดีถึงที่สุดและมีผลทำให้สิทธิในการดำเนินคดีของจำเลยทั้งสองสิ้นสุดลงเช่นนี้ จึงไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยในประเด็นว่า มีเหตุสมควรเรียกนางบังอรผู้จัดการมรดกของนายคำปันเข้ามาเป็นจำเลยร่วมหรือไม่ตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (วิรัช ชินวินิจกุล-สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์-ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ การอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา ผู้อุทธรณ์จะต้องโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นเสียก่อน แต่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 วรรคหนึ่ง (2) ไม่ได้กำหนดให้การโต้แย้งต้องแสดงเหตุผลที่โต้แย้งคำสั่งนั้นไว้แต่อย่างใด การที่จำเลยยื่นคำแถลงไว้ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยระบุใจความว่า จำเลยขอโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีตามคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยเพื่อใช้สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกา จึงเป็นการโต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณาแล้ว (ฎีกาที่ 4581/2548) แต่การโต้แย้งต้องดำเนินการหลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว การแถลงคัดค้านเพื่อประกอบดุลพินิจของศาลชั้นต้นก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตตามคำร้องของคู่ความอีกฝ่ายไม่ถือเป็นการโต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นตามมาตรา 226 (2) (ฎีกาที่ 1305/2543) ส่วนการยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ มิใช่การโต้แย้งคัดค้านคำสั่งระหว่างพิจารณาเพื่อใช้สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกา (ฎีกาที่ 5508/2545) แต่การยื่นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาดังกล่าวทันทีแม้จะเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (1) ซึ่งศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ แต่ก็ถือว่าเป็นการโต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (2) แล้ว ผู้อุทธรณ์จึงใช้สิทธิอุทธรณ์ปัญหาดังกล่าวหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาได้ วรพจน์ วัชรางค์กุล
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
508398
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081999869"
    }
}
date
2552
deka_no
8395/2552
deka_running_no
8395
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "วิรัช ชินวินิจกุล",
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์",
    "ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 226"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นายโสภณ ทองต้น ในฐานะส่วนตัวและในฐานะ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ทายาทโดยธรรมของนายคำปัน ทองต้น กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,301,483.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,747,231.88 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันไถ่ถอนทรัพย์จำนอง

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกนางบังอร ผู้จัดการมรดกของนายคำปัน เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต แต่ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การฟ้องคดีนี้ เป็นการฟ้องหนี้ของกองมรดกจำเลยทั้งสองในฐานะทายาทโดยธรรมไม่จำต้องรับผิดเกินไปกว่าทรัพย์มรดกที่ตนได้รับจึงไม่มีเหตุที่จะเรียกนางบังอรเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ให้เพิกถอนคำสั่งเรียกนางบังอรเข้ามาเป็นจำเลยร่วมเสีย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งที่ให้เพิกถอนคำสั่งเรียกนางบังอรเข้ามาเป็นจำเลยร่วม เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามอุทธรณ์ จึงไม่รับอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาล (ที่ถูก ชั้นอุทธรณ์) ให้จำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันผู้จำนอง และทายาทโดยธรรมของนายคำปัน และจำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายคำปัน ร่วมกันชำระเงิน 2,301,483.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,747,231.88 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 กันยายน 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 9765, 14455, 14457, 14537 และ 36461 ตำบลบ้านแม อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายคำปัน และจำเลยที่ 2 ไม่จำต้องรับผิดเกินกว่ากองทรัพย์สินของนายคำปัน โดยให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความจากกองทรัพย์สินของนายคำปัน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งเพิกถอนคำสั่งเรียกนางบังอรทองต้นหรือนันทพงษ์เข้ามาเป็นจำเลยร่วม

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกนางบังอร ผู้จัดการมรดกของนายคำปัน เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต แต่ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ แล้วศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานและพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีตามฟ้อง จำเลยทั้งสองจึงอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวอีก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยให้ เนื่องจากเห็นว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นไว้

คดีมีประเด็นวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองว่า อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับนั้น ถือว่าจำเลยทั้งสองได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งเรียกนางบังอรเข้ามาเป็นจำเลยร่วมแล้วหรือไม่ เห็นว่า ในอุทธรณ์คำสั่งฉบับดังกล่าวจำเลยทั้งสองระบุไว้ชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยทั้งสองไม่เห็นด้วยกับคำสั่งศาลชั้นต้นอย่างไร เพราะเหตุใด แม้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวจะต้องห้ามไม่ให้อุทธรณ์ทันที เพราะเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) ก็ตาม แต่ก็มีผลเป็นการโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นของจำเลยทั้งสองตามมาตรา 226 (2) แล้ว จำเลยทั้งสองจึงอุทธรณ์ในปัญหานี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อปรากฏว่าจำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ เป็นเหตุให้คดีถึงที่สุดและมีผลทำให้สิทธิในการดำเนินคดีของจำเลยทั้งสองสิ้นสุดลงเช่นนี้ จึงไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยในประเด็นว่า มีเหตุสมควรเรียกนางบังอรผู้จัดการมรดกของนายคำปันเข้ามาเป็นจำเลยร่วมหรือไม่ตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
การอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา ผู้อุทธรณ์จะต้องโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นเสียก่อน แต่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 วรรคหนึ่ง (2) ไม่ได้กำหนดให้การโต้แย้งต้องแสดงเหตุผลที่โต้แย้งคำสั่งนั้นไว้แต่อย่างใด การที่จำเลยยื่นคำแถลงไว้ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยระบุใจความว่า จำเลยขอโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีตามคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยเพื่อใช้สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกา จึงเป็นการโต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณาแล้ว (ฎีกาที่ 4581/2548) แต่การโต้แย้งต้องดำเนินการหลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว การแถลงคัดค้านเพื่อประกอบดุลพินิจของศาลชั้นต้นก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตตามคำร้องของคู่ความอีกฝ่ายไม่ถือเป็นการโต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นตามมาตรา 226 (2) (ฎีกาที่ 1305/2543) ส่วนการยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ มิใช่การโต้แย้งคัดค้านคำสั่งระหว่างพิจารณาเพื่อใช้สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกา (ฎีกาที่ 5508/2545) แต่การยื่นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาดังกล่าวทันทีแม้จะเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (1) ซึ่งศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ แต่ก็ถือว่าเป็นการโต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (2) แล้ว ผู้อุทธรณ์จึงใช้สิทธิอุทธรณ์ปัญหาดังกล่าวหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาได้ วรพจน์ วัชรางค์กุล
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000534.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552