คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1457/2553 ฉบับเต็ม

#508658
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1457/2553 นางวิภา วิภาตะพันธุ์ โจทก์ นางประนอม ปัตตะพงษ์ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 87, มาตรา 142, มาตรา 177 จำเลยเคยกู้ยืมเงินโจทก์จำเลย 40,000 บาท แต่โจทก์กลับนำแบบพิมพ์หนังสือสัญญากูยืมเงินที่จำเลยลงลายมือชื่อไว้ในช่องผู้กู้ไปกรอกข้อความเป็นว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 50,000 บาท โดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย จึงเป็นเอกสารปลอม คดีจึงมีประเด็นเพียงว่า จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 50,000 บาท ตามฟ้องหรือไม่ไม่มีประเด็นว่า จำเลยได้ชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นำมาฟ้องให้แก่โจทก์แล้วหรือไม่ ดังนั้น จำเลยจะนำสืบว่าจำเลยได้ชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วหาได้ไม่ เป็นการนำสืบนอกประเด็น ส่วนที่จำเลยให้การไว้ตอนหนึ่งว่าจำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้วเป็นการให้การประกอบข้ออ้างที่ว่าจำเลยเคยกู้ยืมเงินโจทก์ 40,000 บาท มิใช่เป็นการให้การในประเด็นที่เกี่ยวกับการกู้ยืมเงินจำนวน 50,000 บาท ที่โจทก์ยกขึ้นเป็นข้ออ้างในคำฟ้อง การที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของจำเลยแล้วเชื่อว่าจำเลยชำระหนี้จำนวนตามฟ้องให้โจทก์แล้ว จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2539 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 50,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุกวันที่ 5 ของเดือน และจะชำระต้นเงินคืนภายในวันที่ 30 เมษายน 2540 ภายหลังทำสัญญาจำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เพียง 2,500 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 86,226 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยเคยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 40,000 บาท แต่โจทก์กลับนำแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้ยืมเงินคดีนี้ที่จำเลยลงลายมือชื่อไว้ในช่องผู้กู้ไปกรอกข้อความเป็นว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 50,000 บาท โดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย หนังสือสัญญากู้ยืมเงินจึงเป็นเอกสารปลอม โจทก์หาอาจนำมาเป็นหลักฐานในการฟ้องร้องจำเลยได้ไม่ สำหรับหนี้จำนวน 40,000 บาท จำเลยได้ชำระให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2539 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 50,000 บาท โดยจำเลยเป็นผู้เขียนรายละเอียดและลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินตามเอกสารหมาย จ.2 ปัญหาว่า จำเลยต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวหรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การว่า จำเลยเคยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 40,000 บาท แต่โจทก์กลับนำแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่จำเลยลงลายมือชื่อไว้ในช่องผู้กู้ไปกรอกข้อความเป็นว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 50,000 บาท โดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย หนังสือสัญญากู้ยืมเงินจึงเป็นเอกสารปลอม คดีจึงมีประเด็นเพียงว่า จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ไม่มีประเด็นว่า จำเลยได้ชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นำมาฟ้องให้แก่โจทก์แล้วหรือไม่ ดังนั้น จำเลยจะนำสืบว่าจำเลยได้ชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วหาได้ไม่ เป็นการนำสืบนอกประเด็น ส่วนที่จำเลยให้การไว้ตอนหนึ่งว่า จำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้วนั้นก็เป็นการให้การประกอบข้ออ้างที่ว่าจำเลยเคยกู้ยืมเงินโจทก์ 40,000 บาท มิใช่เป็นการให้การในประเด็นที่เกี่ยวกับการกู้ยืมเงินจำนวน 50,000 บาท ที่โจทก์ยกขึ้นเป็นข้ออ้างในคำฟ้อง การที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของจำเลยแล้วเชื่อว่าจำเลยชำระหนี้ให้โจทก์แล้ว จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น เป็นการไม่ชอบ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่า จำเลยกู้ยืมเงินจำนวน 50,000 บาท และได้ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.2 กับโจทก์ ก็ต้องฟังว่าจำเลยยังไม่ได้ชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.2 ให้แก่โจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้อง โดยจำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์แล้วจำนวน 2,500 บาท และเมื่อจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์แล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา" พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 83,726 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 กันยายน 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท (สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์-ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์-วิรัช ชินวินิจกุล) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
508658
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081998095"
    }
}
date
2553
deka_no
1457/2553
deka_running_no
1457
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์",
    "ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์",
    "วิรัช ชินวินิจกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 87",
            "ม. 142",
            "ม. 177"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางวิภา วิภาตะพันธุ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางประนอม ปัตตะพงษ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2539 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 50,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุกวันที่ 5 ของเดือน และจะชำระต้นเงินคืนภายในวันที่ 30 เมษายน 2540 ภายหลังทำสัญญาจำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เพียง 2,500 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 86,226 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเคยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 40,000 บาท แต่โจทก์กลับนำแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้ยืมเงินคดีนี้ที่จำเลยลงลายมือชื่อไว้ในช่องผู้กู้ไปกรอกข้อความเป็นว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 50,000 บาท โดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย หนังสือสัญญากู้ยืมเงินจึงเป็นเอกสารปลอม โจทก์หาอาจนำมาเป็นหลักฐานในการฟ้องร้องจำเลยได้ไม่ สำหรับหนี้จำนวน 40,000 บาท จำเลยได้ชำระให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2539 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 50,000 บาท โดยจำเลยเป็นผู้เขียนรายละเอียดและลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินตามเอกสารหมาย จ.2 ปัญหาว่า จำเลยต้องรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวหรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การว่า จำเลยเคยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 40,000 บาท แต่โจทก์กลับนำแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่จำเลยลงลายมือชื่อไว้ในช่องผู้กู้ไปกรอกข้อความเป็นว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 50,000 บาท โดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย หนังสือสัญญากู้ยืมเงินจึงเป็นเอกสารปลอม คดีจึงมีประเด็นเพียงว่า จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ไม่มีประเด็นว่า จำเลยได้ชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นำมาฟ้องให้แก่โจทก์แล้วหรือไม่ ดังนั้น จำเลยจะนำสืบว่าจำเลยได้ชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วหาได้ไม่ เป็นการนำสืบนอกประเด็น ส่วนที่จำเลยให้การไว้ตอนหนึ่งว่า จำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้วนั้นก็เป็นการให้การประกอบข้ออ้างที่ว่าจำเลยเคยกู้ยืมเงินโจทก์ 40,000 บาท มิใช่เป็นการให้การในประเด็นที่เกี่ยวกับการกู้ยืมเงินจำนวน 50,000 บาท ที่โจทก์ยกขึ้นเป็นข้ออ้างในคำฟ้อง การที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของจำเลยแล้วเชื่อว่าจำเลยชำระหนี้ให้โจทก์แล้ว จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น เป็นการไม่ชอบ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่า จำเลยกู้ยืมเงินจำนวน 50,000 บาท และได้ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.2 กับโจทก์ ก็ต้องฟังว่าจำเลยยังไม่ได้ชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.2 ให้แก่โจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้อง โดยจำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์แล้วจำนวน 2,500 บาท และเมื่อจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์แล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 83,726 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 กันยายน 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000518.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553