คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1998/2553 ฉบับเต็ม

#508664
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1998/2553 นายต๊ะ เกตุทอง โจทก์ นางสุนันท์ นุ่มมีศรี กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 177 ป.วิ.อ. มาตรา 226, มาตรา 227 ประเด็นข้อพิพาทในคดีแพ่งที่ว่าจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์หรือไม่เป็นประเด็นอันเป็นข้อสำคัญแห่งคดี แต่คำพิพากษาในคดีดังกล่าวมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีแพ่งเท่านั้น ไม่อาจนำผลของคำวินิจฉัยในคดีแพ่งมาผูกพันคำวินิจฉัยในคดีอาญาได้ คงเป็นพยานหลักฐานส่วนหนึ่งที่ศาลในคดีอาญาจะต้องนำมาชั่งน้ำหนักประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ว่ามีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดฐานเบิกความเท็จจริงหรือไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2538 เวลากลางวันจำเลยที่ 1 เบิกความเท็จในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1939/2538 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดิน 4 แปลง รวมทั้งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ดิน 61 ตำบลดอนคา อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งมีชื่อนางชั้วพี่สาวโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์จากโจทก์ และเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2538 เวลากลางวัน จำเลยที่ 2 เบิกความเท็จในคดีดังกล่าวด้วยว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันซื้อที่ดินข้างต้นจากโจทก์ ความจริงแล้วโจทก์ขายที่ดินแก่จำเลยที่ 1 เพียง 3 แปลง โจทก์ไม่เคยขายที่ดินพิพาทให้จำเลยทั้งสอง และโจทก์ไม่เคยบอกจำเลยทั้งสองว่านางชั้วพี่สาวโจทก์ยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ แล้วโจทก์จึงนำมาขายให้แก่จำเลยทั้งสองคำเบิกความอันเป็นเท็จของจำเลยทั้งสองเป็นข้อสำคัญในคดี โดยหากศาลเชื่อตามที่จำเลยทั้งสองเบิกความ จำเลยที่ 1 ย่อมได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและโจทก์ต้องออกจากที่ดินพิพาท ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 177 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก ลงโทษจำคุกคนละ 3 เดือน จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 20 ตารางวา เดิมมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1085 ตำบลดอนคา อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ มีชื่อนางชั้ว เมืองสุวรรณ พี่สาวโจทก์เป็นผู้ครอบครอง ต่อมาที่ดินดังกล่าวได้มีการออกเป็นโฉนดเลขที่ 16471 มีชื่อนางชั้วเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ปัญหาที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานเบิกความเท็จอันเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยทั้งสองได้ เนื่องจากจำเลยทั้งสองได้เคยเบิกความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1939/2538 ของศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทมาจากโจทก์ และในคดีดังกล่าวศาลวินิจฉัยไม่เชื่อข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 นำสืบและพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี เห็นว่า แม้ประเด็นข้อพิพาทในคดีแพ่งดังกล่าวที่ว่าจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์หรือไม่จะเป็นประเด็นอันเป็นข้อสำคัญแห่งคดีก็ตาม แต่คำพิพากษาในคดีดังกล่าวก็มีผลผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีแพ่งเท่านั้น ไม่อาจนำผลของคำวินิจฉัยในคดีแพ่งดังกล่าวมาผูกพันคำวินิจฉัยในคดีอาญาได้ คงเป็นพยานหลักฐานส่วนหนึ่งที่ศาลในคดีนี้จะต้องนำมาชั่งน้ำหนักประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ว่ามีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ ซึ่งเมื่อพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบในคดีนี้แล้ว คงมีแต่คำเบิกความของพยานโจทก์ที่อ้างคำวินิจฉัยและผลของคำพิพากษาในคดีแพ่งดังกล่าว โจทก์หาได้นำสืบให้เห็นถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ว่าเป็นเช่นไร เหตุใดโจทก์ซึ่งได้รับการยกให้ซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทจากนางชั่วจึงต้องทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ไม่ได้นำสืบว่าหนังสือสัญญาเช่า เอกสารหมาย ล.1 ไม่สมบูรณ์อย่างไร ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวจำเลยทั้งสองได้นำสืบต่อสู้ไว้ในคดีแพ่งแล้วโจทก์ควรที่จะได้หาพยานหลักฐานมาหักล้างข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองและพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสองให้หนักแน่นมั่นคงเพื่อแสดงว่า จำเลยทั้งสองเบิกความเท็จในคดีแพ่งดังกล่าว ลำพังเพียงแต่อ้างคำวินิจฉัยและผลคำพิพากษาในคดีแพ่งย่อมไม่พอฟังลงโทษจำเลยทั้งสองดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (พรเพชร วิชิตชลชัย-ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน-วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
508664
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081997874"
    }
}
date
2553
deka_no
1998/2553
deka_running_no
1998
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "พรเพชร วิชิตชลชัย",
    "ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน",
    "วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 177"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 226",
            "ม. 227"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายต๊ะ เกตุทอง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสุนันท์ นุ่มมีศรี กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2538 เวลากลางวันจำเลยที่ 1 เบิกความเท็จในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1939/2538 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดิน 4 แปลง รวมทั้งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ดิน 61 ตำบลดอนคา อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งมีชื่อนางชั้วพี่สาวโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์จากโจทก์ และเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2538 เวลากลางวัน จำเลยที่ 2 เบิกความเท็จในคดีดังกล่าวด้วยว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันซื้อที่ดินข้างต้นจากโจทก์ ความจริงแล้วโจทก์ขายที่ดินแก่จำเลยที่ 1 เพียง 3 แปลง โจทก์ไม่เคยขายที่ดินพิพาทให้จำเลยทั้งสอง และโจทก์ไม่เคยบอกจำเลยทั้งสองว่านางชั้วพี่สาวโจทก์ยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ แล้วโจทก์จึงนำมาขายให้แก่จำเลยทั้งสองคำเบิกความอันเป็นเท็จของจำเลยทั้งสองเป็นข้อสำคัญในคดี โดยหากศาลเชื่อตามที่จำเลยทั้งสองเบิกความ จำเลยที่ 1 ย่อมได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและโจทก์ต้องออกจากที่ดินพิพาท ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 177

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก ลงโทษจำคุกคนละ 3 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 20 ตารางวา เดิมมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1085 ตำบลดอนคา อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ มีชื่อนางชั้ว เมืองสุวรรณ พี่สาวโจทก์เป็นผู้ครอบครอง ต่อมาที่ดินดังกล่าวได้มีการออกเป็นโฉนดเลขที่ 16471 มีชื่อนางชั้วเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ปัญหาที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานเบิกความเท็จอันเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยทั้งสองได้ เนื่องจากจำเลยทั้งสองได้เคยเบิกความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1939/2538 ของศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทมาจากโจทก์ และในคดีดังกล่าวศาลวินิจฉัยไม่เชื่อข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 นำสืบและพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี เห็นว่า แม้ประเด็นข้อพิพาทในคดีแพ่งดังกล่าวที่ว่าจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์หรือไม่จะเป็นประเด็นอันเป็นข้อสำคัญแห่งคดีก็ตาม แต่คำพิพากษาในคดีดังกล่าวก็มีผลผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีแพ่งเท่านั้น ไม่อาจนำผลของคำวินิจฉัยในคดีแพ่งดังกล่าวมาผูกพันคำวินิจฉัยในคดีอาญาได้ คงเป็นพยานหลักฐานส่วนหนึ่งที่ศาลในคดีนี้จะต้องนำมาชั่งน้ำหนักประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ว่ามีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ ซึ่งเมื่อพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบในคดีนี้แล้ว คงมีแต่คำเบิกความของพยานโจทก์ที่อ้างคำวินิจฉัยและผลของคำพิพากษาในคดีแพ่งดังกล่าว โจทก์หาได้นำสืบให้เห็นถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ว่าเป็นเช่นไร เหตุใดโจทก์ซึ่งได้รับการยกให้ซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทจากนางชั่วจึงต้องทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ไม่ได้นำสืบว่าหนังสือสัญญาเช่า เอกสารหมาย ล.1 ไม่สมบูรณ์อย่างไร ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวจำเลยทั้งสองได้นำสืบต่อสู้ไว้ในคดีแพ่งแล้วโจทก์ควรที่จะได้หาพยานหลักฐานมาหักล้างข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองและพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสองให้หนักแน่นมั่นคงเพื่อแสดงว่า จำเลยทั้งสองเบิกความเท็จในคดีแพ่งดังกล่าว ลำพังเพียงแต่อ้างคำวินิจฉัยและผลคำพิพากษาในคดีแพ่งย่อมไม่พอฟังลงโทษจำเลยทั้งสองดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000516.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553