คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9200/2552 ฉบับเต็ม

#508674
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9200/2552 พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี โจทก์ นายอภิชาติ หมัดสว่าง กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 33 (1), มาตรา 336 ทวิ ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด หรือการพาททรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม แต่ไม่มีรายละเอียดว่าจำเลยได้ใช้รถจักรยานยนต์ในการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ในลักษณะใด อย่างไร อันถือได้ว่าเป็นการใช้รถจักรยานยนต์ในการกระทำความผิดโดยตรง เพราะความผิดฐานนี้สามารถเป็นความผิดโดยสมบูรณ์ได้โดยหาจำต้องใช้รถจักรยานยนต์ด้วยเสมอไปไม่ การบรรยายฟ้องของโจทก์เช่นนี้จึงเป็นการบรรยายฟ้องเพื่อให้ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ ที่ใช้เฉพาะในการเพิ่มโทษจำเลยทั้งสองเท่านั้น แม้จำเลยทั้งสองจะให้การรับสารภาพ ก็ไม่อาจฟังว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองใช้ในการกระทำความผิดอันศาลจะมีอำนาจริบได้ ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกขึ้นในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2550 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันเข้าไปในอาคารสำนักงานของบริษัทสุราษฎร์โปรเกรสซีฟ กรุ๊ป จำกัด ผู้เสียหายแล้วร่วมกันใช้คีมเหล็กตัดรื้อบานหน้าต่างติดขอบอะลูมิเนียม 9 บาท ราคา 45,500 บาท และเส้นอะลูมิเนียม 3 กิโลกรัม ซึ่งเป็นสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์จนหลุดออก นำมากองรวมไว้และลักทรัพย์ดังกล่าวไป โดยในการร่วมกันลักทรัพย์ จำเลยทั้งสองใช้รถจักรยานยนต์ 1 คัน เป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป เหตุเกิดที่ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองได้พร้อมบานหน้าต่างติดขอบอะลูมิเนียม 9 บาท เส้นอะลูมิเนียมหนัก 3 กิโลกรัม ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ลักไป คีมเหล็กด้ามสีแดง 1 อัน และรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ระนอง ค - 3818 จำนวน 1 คัน ซึ่งเป็นทรัพย์ใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง บานหน้าต่างติดขอบอะลูมิเนียมและเส้นอะลูมิเนียมและเส้นอะลูมิเนียม ผู้เสียหายรับคืนไปแล้วส่วนคีมเหล็กกับรถจักรยานยนต์เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 ทวิ ริบคีมเหล็กด้ามสีแดงและรถจักรยานยนต์ของกลาง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335 (3) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุกคนละ 9 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 4 ปี 6 เดือน ริบคีมเหล็กด้ามสีแดงและรถจักรยานยนต์ของกลาง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 4 ปี เมื่อลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดอันจะต้องริบหรือไม่ เห็นว่า การริบทรัพย์สินเป็นโทษอย่างหนึ่ง จึงเท่ากับจำเลยที่ 1 ฎีกาว่าศาลกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้จึงเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยที่ 1 มีสิทธิยกขึ้นในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 สำหรับปัญหาที่จำเลยที่ 1 ฎีกา เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ไม่มีรายละเอียดว่า จำเลยทั้งสองได้ใช้รถจักรยานยนต์ในการกระทำความผิดลักทรัพย์ในลักษณะใด อย่างไรอันถือได้ว่าเป็นการใช้รถจักรยานยนต์ในการกระทำความผิดโดยตรง เพราะความผิดฐานนี้สามารถเป็นความผิดโดยสมบูรณ์ได้โดยหาจำต้องใช้รถจักรยานยนต์ด้วยเสมอไปไม่ การบรรยายฟ้องของโจทก์เช่นนี้จึงเป็นการบรรยายฟ้องเพื่อให้ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ ที่ใช้เฉพาะในการเพิ่มโทษจำเลยทั้งสองเท่านั้น แม้จำเลยทั้งสองจะให้การรับสารภาพ ก็ไม่อาจฟังว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองใช้ในการกระทำความผิด อันศาลจะมีอำนาจริบได้ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ที่ศาลล่างมีคำพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางมานั้นจึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง ให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 (พิทักษ์ คงจันทร์-ตรีวุฒิ สาขากร-เฉลียว พลวิเศษ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
508674
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081999411"
    }
}
date
2552
deka_no
9200/2552
deka_running_no
9200
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "พิทักษ์ คงจันทร์",
    "ตรีวุฒิ สาขากร",
    "เฉลียว พลวิเศษ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 33 (1)",
            "ม. 336 ทวิ"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอภิชาติ หมัดสว่าง กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2550 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันเข้าไปในอาคารสำนักงานของบริษัทสุราษฎร์โปรเกรสซีฟ กรุ๊ป จำกัด ผู้เสียหายแล้วร่วมกันใช้คีมเหล็กตัดรื้อบานหน้าต่างติดขอบอะลูมิเนียม 9 บาท ราคา 45,500 บาท และเส้นอะลูมิเนียม 3 กิโลกรัม ซึ่งเป็นสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์จนหลุดออก นำมากองรวมไว้และลักทรัพย์ดังกล่าวไป โดยในการร่วมกันลักทรัพย์ จำเลยทั้งสองใช้รถจักรยานยนต์ 1 คัน เป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป เหตุเกิดที่ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองได้พร้อมบานหน้าต่างติดขอบอะลูมิเนียม 9 บาท เส้นอะลูมิเนียมหนัก 3 กิโลกรัม ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ลักไป คีมเหล็กด้ามสีแดง 1 อัน และรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ระนอง ค - 3818 จำนวน 1 คัน ซึ่งเป็นทรัพย์ใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง บานหน้าต่างติดขอบอะลูมิเนียมและเส้นอะลูมิเนียมและเส้นอะลูมิเนียม ผู้เสียหายรับคืนไปแล้วส่วนคีมเหล็กกับรถจักรยานยนต์เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 ทวิ ริบคีมเหล็กด้ามสีแดงและรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335 (3) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุกคนละ 9 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 4 ปี 6 เดือน ริบคีมเหล็กด้ามสีแดงและรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 4 ปี เมื่อลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดอันจะต้องริบหรือไม่ เห็นว่า การริบทรัพย์สินเป็นโทษอย่างหนึ่ง จึงเท่ากับจำเลยที่ 1 ฎีกาว่าศาลกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้จึงเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยที่ 1 มีสิทธิยกขึ้นในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 สำหรับปัญหาที่จำเลยที่ 1 ฎีกา เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ไม่มีรายละเอียดว่า จำเลยทั้งสองได้ใช้รถจักรยานยนต์ในการกระทำความผิดลักทรัพย์ในลักษณะใด อย่างไรอันถือได้ว่าเป็นการใช้รถจักรยานยนต์ในการกระทำความผิดโดยตรง เพราะความผิดฐานนี้สามารถเป็นความผิดโดยสมบูรณ์ได้โดยหาจำต้องใช้รถจักรยานยนต์ด้วยเสมอไปไม่ การบรรยายฟ้องของโจทก์เช่นนี้จึงเป็นการบรรยายฟ้องเพื่อให้ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ ที่ใช้เฉพาะในการเพิ่มโทษจำเลยทั้งสองเท่านั้น แม้จำเลยทั้งสองจะให้การรับสารภาพ ก็ไม่อาจฟังว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองใช้ในการกระทำความผิด อันศาลจะมีอำนาจริบได้ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ที่ศาลล่างมีคำพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางมานั้นจึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง ให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000530.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552