คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9452/2552 ฉบับเต็ม

#508681
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9452/2552 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายบรรดล ขำพรมราช ผู้ร้อง นางวรรณวิมลหรือพรพิมล ชุ่มเมืองปัก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคหนึ่ง, มาตรา 296 วรรคห้า จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ออกคำบังคับ โดยอาศัยสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคหนึ่ง ซึ่งหากมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า เมื่อศาลเห็นสมควรย่อมมีอำนาจสั่งให้จำเลยวางเงินหรือหาประกันต่อศาลตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคห้า แม้ในเบื้องต้นศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยไปก่อน โดยไม่มีการสั่งให้จำเลยวางเงินเพื่อประกันการชำระค่าสินไหมทดแทน แต่เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นได้เกษียณสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยให้วางเงินประกันการชำระค่าสินไหมทดแทน ซึ่งเป็นกรณีสืบเนื่องจากคำร้องของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนคำบังคับหรือคำสั่งศาลในชั้นบังคับคดี อันเป็นการสั่งโดยอาศัยอำนาจตามบทกฎหมายข้างต้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยวางเงินประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนนั้นย่อมเป็นที่สุด ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระหนี้จำนวน 2,901,125.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินกู้ 1,595,795.12 บาท และต้นเงินค่าเบี้ยประกันภัย 35,560.08 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือน หากผิดนัดจำเลยยินยอมให้โจทก์บังคับคดีที่ดินโฉนดเลขที่ 40368 ตำบลเมืองปัก อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ต่อมาจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งในวันที่ 15 สิงหาคม 2547 โจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้ในราคา 1,020,000 บาท แล้วโจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อมาวันที่ 23 กันยายน 2548 ผู้ร้องซื้อและรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากโจทก์ หลังจากนั้นผู้ร้องยื่นคำขอให้ศาลออกคำบังคับให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2548 มีใจความว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ออกคำบังคับดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นและระงับการออกคำบังคับ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า คำสั่งศาลและคำบังคับของศาลชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ให้จำเลยวางเงินประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 50,000 บาท ภายใน 15 วัน นับแต่วันนี้ มิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน และให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยฉบับลงวันที่21 พฤศจิกายน 2548 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ออกคำบังคับอันถือได้ว่าเป็นการยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำบังคับหรือคำสั่งศาลในชั้นบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคหนึ่ง หากมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า เมื่อศาลเห็นสมควรย่อมมีอำนาจสั่งให้จำเลยวางเงินหรือหาประกันต่อศาลตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด เพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ถ้าผู้ยื่นคำร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ให้ศาลมีคำสั่งยกคำร้องคำสั่งของศาลให้เป็นที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า แม้ในเบื้องต้นศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยไปก่อนโดยไม่มีการสั่งให้จำเลยวางเงินเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทน แต่เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นได้เกษียณสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยให้วางเงินประกันการชำระค่าสินไหมทดแทน จำนวน 50,000 บาท ซึ่งเป็นกรณีสืบเนื่องมาจากคำร้องของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนคำบังคับหรือคำสั่งศาลในชั้นบังคับคดี อันเป็นการสั่งโดยอาศัยอำนาจในบทมาตราดังกล่าว คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยวางเงินประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนนั้นย่อมเป็นที่สุดตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยมานั้นเป็นการไม่ชอบ และไม่ก่อสิทธิแก่จำเลยในการที่จะฎีกาต่อมาอีก พิพากษายกอุทธรณ์และฎีกาของจำเลย ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ (ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์-สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์-วิรัช ชินวินิจกุล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
508681
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081999298"
    }
}
date
2552
deka_no
9452/2552
deka_running_no
9452
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์",
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์",
    "วิรัช ชินวินิจกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 296 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 296 วรรคห้า"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นายบรรดล ขำพรมราช"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางวรรณวิมลหรือพรพิมล ชุ่มเมืองปัก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระหนี้จำนวน 2,901,125.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินกู้ 1,595,795.12 บาท และต้นเงินค่าเบี้ยประกันภัย 35,560.08 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือน หากผิดนัดจำเลยยินยอมให้โจทก์บังคับคดีที่ดินโฉนดเลขที่ 40368 ตำบลเมืองปัก อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ต่อมาจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งในวันที่ 15 สิงหาคม 2547 โจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้ในราคา 1,020,000 บาท แล้วโจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อมาวันที่ 23 กันยายน 2548 ผู้ร้องซื้อและรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากโจทก์ หลังจากนั้นผู้ร้องยื่นคำขอให้ศาลออกคำบังคับให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว

จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2548 มีใจความว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ออกคำบังคับดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นและระงับการออกคำบังคับ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า คำสั่งศาลและคำบังคับของศาลชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ให้จำเลยวางเงินประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 50,000 บาท ภายใน 15 วัน นับแต่วันนี้ มิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน และให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยฉบับลงวันที่21 พฤศจิกายน 2548 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ออกคำบังคับอันถือได้ว่าเป็นการยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำบังคับหรือคำสั่งศาลในชั้นบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคหนึ่ง หากมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า เมื่อศาลเห็นสมควรย่อมมีอำนาจสั่งให้จำเลยวางเงินหรือหาประกันต่อศาลตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด เพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ถ้าผู้ยื่นคำร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ให้ศาลมีคำสั่งยกคำร้องคำสั่งของศาลให้เป็นที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า แม้ในเบื้องต้นศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยไปก่อนโดยไม่มีการสั่งให้จำเลยวางเงินเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทน แต่เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นได้เกษียณสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยให้วางเงินประกันการชำระค่าสินไหมทดแทน จำนวน 50,000 บาท ซึ่งเป็นกรณีสืบเนื่องมาจากคำร้องของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนคำบังคับหรือคำสั่งศาลในชั้นบังคับคดี อันเป็นการสั่งโดยอาศัยอำนาจในบทมาตราดังกล่าว คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยวางเงินประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนนั้นย่อมเป็นที่สุดตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยมานั้นเป็นการไม่ชอบ และไม่ก่อสิทธิแก่จำเลยในการที่จะฎีกาต่อมาอีก

พิพากษายกอุทธรณ์และฎีกาของจำเลย ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000529.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552