คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7249/2553 ฉบับเต็ม

#508703
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7249/2553 นางสมศรี ทรงประกอบ โจทก์ นายเซี้ยง ทรงประกอบ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 10, มาตรา 155, มาตรา 156, มาตรา 1684 ผู้ตายทำพินัยกรรมฉบับแรกระบุว่า ข้อ 1 ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2668 ให้แก่บุตร 5 คน คนละ 626.8 ตารางวา ข้อ 2 ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 เฉพาะส่วนของผู้ตายให้แก่จำเลยที่ 2 เท่ากับที่ยกให้บุตรตามข้อ 1 ต่อมาผู้ตายทำพินัยกรรมฉบับที่สองว่า ระบุว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ที่เหลือจากยกให้จำเลยที่ 2 ยินดียกให้โจทก์ทั้งหมด ดังนี้ เห็นได้ว่าเกิดจากการคำนวณเนื้อที่ดินเฉพาะส่วนของผู้ตายผิดพลาดว่าเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา หรือ 710 ตารางวา แต่ความจริงที่ดินส่วนของผู้ตายมีเนื้อที่เพียง 606.66 ตารางวา เมื่อยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 เฉพาะส่วนของผู้ตายให้แก่จำเลยที่ 2 จำนวน 606.66 ตารางวา ยังไม่ครบตามจำนวนเนื้อที่ดินที่ผู้ตายระบุไว้ตามที่พินัยกรรมฉบับแรก จึงไม่มีที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 เหลือแบ่งแก่โจทก์ ข้อกำหนดพินัยกรรมที่ยกที่ดินแก่โจทก์จึงสิ้นผล ___________________________ โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่า โจทก์เป็นทายาทผู้รับพินัยกรรมของนางบุญมาหรือจ่อง เจ้ามรดก จำเลยที่ 1 เป็นทายาทโดยธรรมและเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก จำเลยที่ 2 เป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก เจ้ามรดกและจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 ตำบลท่าเสา (ดอนไก่ดี) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 10 ตารางวา เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2528 เจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกที่ดินในส่วนที่ตนเองถือกรรมสิทธิ์ให้โจทก์พร้อมบ้านครัวไฟในที่ดินดังกล่าวอีก 1 หลัง ต่อมาวันที่ 19 มิถุนายน 2541 หลังจากเจ้ามรดกถึงแก่กรรมแล้ว จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกได้สมคบกับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนมรดกที่ดินเฉพาะส่วนของเจ้ามรดกให้แก่จำเลยที่ 2 โดยปิดบังไม่ให้โจทก์ทราบ อันเป็นการขัดต่อพินัยกรรมและเจตนาของเจ้ามรดก ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับมรดกตามพินัยกรรม ไม่สามารถนำที่ดินออกให้ผู้อื่นเช่าได้ ซึ่งจะได้ค่าเช่าเดือนละไม่ต่ำกว่า 8,000 บาท ขอให้พิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 ตำบลท่าเสา (ดอนไก่ดี) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ในส่วนของเจ้ามรดกที่จำเลยที่ 1 โอนให้จำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการขอเพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดิน จังหวัดสมุทรสาคร สาขากระทุ่มแบน ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนมรดกเฉพาะส่วนของเจ้ามรดกเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ให้แก่โจทก์ ตามพินัยกรรม หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการดังกล่าวให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนากับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายเดือนละ 8,000 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินให้โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกตามคำสั่งของศาลฎีกาได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้ามรดกโดยโอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 รับไปแล้ว ไม่มีที่ดินเหลือที่จะยกให้แก่โจทก์ เพราะพินัยกรรมระบุว่าที่เหลือจากยกให้จำเลยที่ 2 แล้ว ยินดีให้แก่โจทก์ เมื่อไม่มีที่ดินเหลือจึงโอนที่ดินให้โจทก์ไม่ได้ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการเพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 ตำบลท่าเสา (ดอนไก่ดี) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2541 และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางบุญมาหรือจ่อง จดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวจำนวน 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ในส่วนของนางบุญมาตามพินัยกรรมพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยที่ 1 จะโอนมรดกตามพินัยกรรมของนางบุญมาให้แก่โจทก์จนเสร็จสิ้น สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้น ให้จำเลยทั้งสองนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความแทนโจทก์จำนวน 20,000 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกตามพินัยกรรมในที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า เดิมนางบุญมาหรือจ่อง เจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2668 เนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน 34 ตารางวา ให้แก่บุตร 5 คนได้ที่ดินคนละ 626.8 ตารางวา ตามข้อ 1 และข้อ 2 ของพินัยกรรมระบุยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 เฉพาะส่วนของนางจ่องให้แก่จำเลยที่ 2 เท่ากับที่ยกให้บุตรตามข้อ 1 คือจำนวน 626.8 ตารางวา ต่อมานางจ่องทำพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.3 ระบุว่า ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2308 เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ที่เหลือจากยกให้จำเลยที่ 2 ยินดียกให้โจทก์ทั้งหมด จากพินัยกรรมทั้งสองฉบับดังกล่าวนางจ่องแสดงเจตนายกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยระบุยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 ส่วนที่เหลือจากยกให้จำเลยที่ 2 ให้แก่โจทก์ โดยระบุเนื้อที่ดินเฉพาะส่วนของนางจ่องว่ามีจำนวน 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ซึ่งคงเกิดจากการคำนวณเนื้อที่ดินเฉพาะส่วนของตนผิดพลาดว่ามีเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา หรือ 710 ตารางวา แต่ความจริงที่ดินส่วนของนางจ่องมีเนื้อที่เพียง 606.66 ตารางวา ดังนั้น เมื่อยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 เฉพาะส่วนของนางจ่องให้แก่จำเลยที่ 2 จำนวน 606.66 ตารางวา ซึ่งยังไม่ครบตามจำนวนเนื้อที่ดินที่นางจ่องระบุไว้ตามพินัยกรรมฉบับแรก จึงไม่มีที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 เหลือเพื่อแบ่งแก่โจทก์อีก ข้อกำหนดพินัยกรรมที่ให้ยกที่ดินให้แก่โจทก์จึงสิ้นผล ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สมชาย พันธุมะโอภาส-ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์-อาวุธ ปั้นปรีชา) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ คำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง 2 ฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 25 ตุลาคม 2528 มีข้อกำหนดยกทรัพย์สินให้แก่ทายาท ดังนี้ ข้อ 1 "ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2668 ...เนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน 34 ตารางวา ยกให้ นางอิม นางอารี นางเลี้ยง นางบุญมี โดยได้รับส่วนแบ่งคนละเท่าๆ กัน" ข้อ 2 "ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2308 ...เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 10 ตารางวา เฉพาะส่วนของข้าพเจ้ายินดียกให้กับนางบุญรอด จำนวนเท่ากับส่วนที่ยกให้กับบุตรตามข้อ 1 ที่เหลือคงไว้เช่นเดิม" ฉบับที่สองลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2529 มีข้อกำหนดเกี่ยวกับทรัพย์สิน ดังนี้ ข้อ 1.1 ...ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2308 ตลาดกระทุ่มแบน เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ที่เหลือจากยกให้นางบุญรอด ยินดียกให้นางสมศรีทั้งหมด" การทำพินัยกรรมเป็นการทำนิติกรรมประเภทหนึ่ง ซึ่งต้องนำบทบัญญัติ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ลักษณะ 4 นิติกรรมมาใช้บังคับโดยอนุโลม หากบทบัญญัติบรรพ 6 เรื่อง พินัยกรรมมิได้บัญญัติไว้ เช่น การแสดงเจตนาลวงหรือการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสาระสำคัญตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง และมาตรา 156 วรรคสอง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 125/2538 พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย เพื่ออำพรางสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท ซึ่งมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 ประกอบมาตรา 150 สำหรับพินัยกรรมสองฉบับดังกล่าว ผู้ตายมิได้เจตนาลวงแต่ประการใดและมิได้สำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์ เพียงแต่สำคัญผิดเกี่ยวกับจำนวนเนื้อที่ดินว่ามีจำนวนเท่าใดเท่านั้น ดังนั้นพินัยกรรมสองฉบับจึงไม่ตกเป็นโมฆะ เพราะมีเจตนาลวงหรือสำคัญผิดตามมาตรา 155 วรรคสองและ 156 วรรคสองตามลำดับ พินัยกรรมหรือข้อกำหนดพินัยกรรมย่อมสิ้นผลหรือเสียเปล่าหรือไร้ผล ตามบทบัญญัติในเรื่องพินัยกรรมเท่าที่ผู้เขียนรวบรวมได้มี 16 ประการ (ดูคำอธิบายมรดกของผู้เขียนที่จัดพิมพ์โดยเนติบัณฑิตยสภา เมื่อ 1 สิงหาคม 2551) พินัยกรรมทั้งสองฉบับที่ผู้ตายทำไว้มิได้เข้าหลักเกณฑ์ทั้ง 16 ประการ แต่ประการใด พินัยกรรมเป็นเอกสารชนิดหนึ่ง ซึ่งมีบทบัญญัติในการตีความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 10 และมาตรา 1684 มาตรา 10 "เมื่อความข้อใด ข้อหนึ่งในเอกสารอาจตีความได้สองนัย นัยไหนจะทำให้เป็นผลบังคับได้ ให้ถือเอาตามนัยนั้นดีกว่าที่จะถือเอานัยที่ไร้ผล" มาตรา 1684 "เมื่อความข้อใดข้อหนึ่งในพินัยกรรมอาจตีความได้หลายนัย ให้ถือเอาตามนัยที่จะสำเร็จผลตามความประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรมนั้นได้ดีที่สุด" คำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้วินิจฉัยว่า พินัยกรรมฉบับที่สองสิ้นผล เป็นการตีความขัดกับมาตรา 10 และน่าจะไม่สอดคล้องกับความประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรมตามบทบัญญัติมาตรา 1684 โดยจะเห็นได้ว่าฉบับแรกและฉบับหลังเป็นพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองที่ทำห่างกันเพียง 7 วัน ผู้ตายสำคัญผิดในเนื้อที่ดินที่ตนมีอยู่ตั้งแต่ทำพินัยกรรมฉบับแรก ซึ่งจะเห็นได้ว่ายกที่ดินให้แก่นางบุญรอด (จำเลยที่ 2) มากกว่าที่ตนมีและยังมีข้อความว่า ที่เหลือคงไว้เช่นเดิม เนื่องจากคำนวณผิดพลาด เมื่อฟังประกอบพินัยกรรมฉบับหลังว่า ที่เหลือยกให้นางบุญรอด (จำเลยที่ 2) ยินดียกให้นางสมศรี (โจทก์) ยิ่งเห็นเจตนาของผู้ตายว่า ผู้ตายมิได้เจตนายกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 ให้แก่นางบุญรอด (จำเลยที่ 2) ทั้งหมด แต่มีเจตนายกให้เพียงบางส่วนเท่านั้น ส่วนที่เหลือยกให้แก่โจทก์ ดังนั้น เมื่อที่ดินที่ผู้ตายมีน้อยกว่าความจริง โจทก์และจำเลยที่ 2 ควรได้ที่ดินน้อยลงตามส่วน โดยถืออัตราส่วนระหว่างจำเลยที่ 2 และโจทก์ในอัตราส่วน 626.8 ต่อ 83.2 ของที่ดิน 606.66 ตารางวา ก็จะสำเร็จผลตามความประสงค์ของผู้ตาย ดังที่มาตรา 1684 บัญญัติ ซึ่งเรื่องทำนองนี้เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่พอเทียบเคียงได้ คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2853/2553 พินัยกรรมระบุว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 49 ให้จำเลยจำนวน 3 ไร่ 53 ตารางวา จำเลยร่วมจำนวน 2 งาน ส่วนโจทก์และโจทก์ร่วมได้ที่ดินตามที่บ้านปลูกอยู่มีแนวคูน้ำเป็นเขต เมื่อเจ้าพนักงานไปรังวัด ปรากฏว่า ส่วนที่จำเลยและจำเลยร่วมได้มิได้ถึงจำนวนตามที่ระบุในพินัยกรรม ดังนี้ส่วนของจำเลยและจำเลยร่วมต้องได้น้อยลงตามส่วน โดยส่วนของโจทก์และของโจทก์ร่วมได้ที่ดินตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5070/2538 เจ้ามรดกมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินเพียง 2 ไร่ 3 งาน 40 ตารางวา แต่กลับทำพินัยกรรมระบุว่า ยกให้นางสุข 6 งาน นางม้วน 6 งาน พร้อมที่ปลูกบ้าน นางแสวง 6 งาน พร้อมที่ปลูกบ้านและนางตุ๊ 3 งาน 20 ตารางวา มากกว่าที่เจ้ามรดกมีอยู่ ดังนี้ ส่วนแบ่งของผู้รับพินัยกรรมต้องลดลงตามสัดส่วนที่เจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกให้ กีรติ กาญจนรินทร์
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
508703
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081995236"
    }
}
date
2553
deka_no
7249/2553
deka_running_no
7249
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "สมชาย พันธุมะโอภาส",
    "ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์",
    "อาวุธ ปั้นปรีชา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 10",
            "ม. 155",
            "ม. 156",
            "ม. 1684"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสมศรี ทรงประกอบ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเซี้ยง ทรงประกอบ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่า โจทก์เป็นทายาทผู้รับพินัยกรรมของนางบุญมาหรือจ่อง เจ้ามรดก จำเลยที่ 1 เป็นทายาทโดยธรรมและเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก จำเลยที่ 2 เป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก เจ้ามรดกและจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 ตำบลท่าเสา (ดอนไก่ดี) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 10 ตารางวา เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2528 เจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกที่ดินในส่วนที่ตนเองถือกรรมสิทธิ์ให้โจทก์พร้อมบ้านครัวไฟในที่ดินดังกล่าวอีก 1 หลัง ต่อมาวันที่ 19 มิถุนายน 2541 หลังจากเจ้ามรดกถึงแก่กรรมแล้ว จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกได้สมคบกับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนมรดกที่ดินเฉพาะส่วนของเจ้ามรดกให้แก่จำเลยที่ 2 โดยปิดบังไม่ให้โจทก์ทราบ อันเป็นการขัดต่อพินัยกรรมและเจตนาของเจ้ามรดก ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับมรดกตามพินัยกรรม ไม่สามารถนำที่ดินออกให้ผู้อื่นเช่าได้ ซึ่งจะได้ค่าเช่าเดือนละไม่ต่ำกว่า 8,000 บาท ขอให้พิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 ตำบลท่าเสา (ดอนไก่ดี) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ในส่วนของเจ้ามรดกที่จำเลยที่ 1 โอนให้จำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการขอเพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดิน จังหวัดสมุทรสาคร สาขากระทุ่มแบน ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนมรดกเฉพาะส่วนของเจ้ามรดกเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ให้แก่โจทก์ ตามพินัยกรรม หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการดังกล่าวให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนากับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายเดือนละ 8,000 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินให้โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกตามคำสั่งของศาลฎีกาได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้ามรดกโดยโอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 รับไปแล้ว ไม่มีที่ดินเหลือที่จะยกให้แก่โจทก์ เพราะพินัยกรรมระบุว่าที่เหลือจากยกให้จำเลยที่ 2 แล้ว ยินดีให้แก่โจทก์ เมื่อไม่มีที่ดินเหลือจึงโอนที่ดินให้โจทก์ไม่ได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการเพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 ตำบลท่าเสา (ดอนไก่ดี) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2541 และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางบุญมาหรือจ่อง จดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวจำนวน 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ในส่วนของนางบุญมาตามพินัยกรรมพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยที่ 1 จะโอนมรดกตามพินัยกรรมของนางบุญมาให้แก่โจทก์จนเสร็จสิ้น สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้น ให้จำเลยทั้งสองนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความแทนโจทก์จำนวน 20,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกตามพินัยกรรมในที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า เดิมนางบุญมาหรือจ่อง เจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2668 เนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน 34 ตารางวา ให้แก่บุตร 5 คนได้ที่ดินคนละ 626.8 ตารางวา ตามข้อ 1 และข้อ 2 ของพินัยกรรมระบุยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 เฉพาะส่วนของนางจ่องให้แก่จำเลยที่ 2 เท่ากับที่ยกให้บุตรตามข้อ 1 คือจำนวน 626.8 ตารางวา ต่อมานางจ่องทำพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.3 ระบุว่า ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2308 เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ที่เหลือจากยกให้จำเลยที่ 2 ยินดียกให้โจทก์ทั้งหมด จากพินัยกรรมทั้งสองฉบับดังกล่าวนางจ่องแสดงเจตนายกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยระบุยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 ส่วนที่เหลือจากยกให้จำเลยที่ 2 ให้แก่โจทก์ โดยระบุเนื้อที่ดินเฉพาะส่วนของนางจ่องว่ามีจำนวน 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ซึ่งคงเกิดจากการคำนวณเนื้อที่ดินเฉพาะส่วนของตนผิดพลาดว่ามีเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา หรือ 710 ตารางวา แต่ความจริงที่ดินส่วนของนางจ่องมีเนื้อที่เพียง 606.66 ตารางวา ดังนั้น เมื่อยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 เฉพาะส่วนของนางจ่องให้แก่จำเลยที่ 2 จำนวน 606.66 ตารางวา ซึ่งยังไม่ครบตามจำนวนเนื้อที่ดินที่นางจ่องระบุไว้ตามพินัยกรรมฉบับแรก จึงไม่มีที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 เหลือเพื่อแบ่งแก่โจทก์อีก ข้อกำหนดพินัยกรรมที่ให้ยกที่ดินให้แก่โจทก์จึงสิ้นผล ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
คำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง 2 ฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 25 ตุลาคม 2528 มีข้อกำหนดยกทรัพย์สินให้แก่ทายาท ดังนี้ ข้อ 1 "ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2668 ...เนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน 34 ตารางวา ยกให้ นางอิม นางอารี นางเลี้ยง นางบุญมี โดยได้รับส่วนแบ่งคนละเท่าๆ กัน" ข้อ 2 "ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2308 ...เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 10 ตารางวา เฉพาะส่วนของข้าพเจ้ายินดียกให้กับนางบุญรอด จำนวนเท่ากับส่วนที่ยกให้กับบุตรตามข้อ 1 ที่เหลือคงไว้เช่นเดิม" ฉบับที่สองลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2529 มีข้อกำหนดเกี่ยวกับทรัพย์สิน ดังนี้ ข้อ 1.1 ...ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2308 ตลาดกระทุ่มแบน เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ที่เหลือจากยกให้นางบุญรอด ยินดียกให้นางสมศรีทั้งหมด" การทำพินัยกรรมเป็นการทำนิติกรรมประเภทหนึ่ง ซึ่งต้องนำบทบัญญัติ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ลักษณะ 4 นิติกรรมมาใช้บังคับโดยอนุโลม หากบทบัญญัติบรรพ 6 เรื่อง พินัยกรรมมิได้บัญญัติไว้ เช่น การแสดงเจตนาลวงหรือการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสาระสำคัญตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง และมาตรา 156 วรรคสอง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 125/2538 พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย เพื่ออำพรางสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท ซึ่งมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 ประกอบมาตรา 150 สำหรับพินัยกรรมสองฉบับดังกล่าว ผู้ตายมิได้เจตนาลวงแต่ประการใดและมิได้สำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์ เพียงแต่สำคัญผิดเกี่ยวกับจำนวนเนื้อที่ดินว่ามีจำนวนเท่าใดเท่านั้น ดังนั้นพินัยกรรมสองฉบับจึงไม่ตกเป็นโมฆะ เพราะมีเจตนาลวงหรือสำคัญผิดตามมาตรา 155 วรรคสองและ 156 วรรคสองตามลำดับ พินัยกรรมหรือข้อกำหนดพินัยกรรมย่อมสิ้นผลหรือเสียเปล่าหรือไร้ผล ตามบทบัญญัติในเรื่องพินัยกรรมเท่าที่ผู้เขียนรวบรวมได้มี 16 ประการ (ดูคำอธิบายมรดกของผู้เขียนที่จัดพิมพ์โดยเนติบัณฑิตยสภา เมื่อ 1 สิงหาคม 2551) พินัยกรรมทั้งสองฉบับที่ผู้ตายทำไว้มิได้เข้าหลักเกณฑ์ทั้ง 16 ประการ แต่ประการใด พินัยกรรมเป็นเอกสารชนิดหนึ่ง ซึ่งมีบทบัญญัติในการตีความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 10 และมาตรา 1684 มาตรา 10 "เมื่อความข้อใด ข้อหนึ่งในเอกสารอาจตีความได้สองนัย นัยไหนจะทำให้เป็นผลบังคับได้ ให้ถือเอาตามนัยนั้นดีกว่าที่จะถือเอานัยที่ไร้ผล" มาตรา 1684 "เมื่อความข้อใดข้อหนึ่งในพินัยกรรมอาจตีความได้หลายนัย ให้ถือเอาตามนัยที่จะสำเร็จผลตามความประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรมนั้นได้ดีที่สุด" คำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้วินิจฉัยว่า พินัยกรรมฉบับที่สองสิ้นผล เป็นการตีความขัดกับมาตรา 10 และน่าจะไม่สอดคล้องกับความประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรมตามบทบัญญัติมาตรา 1684 โดยจะเห็นได้ว่าฉบับแรกและฉบับหลังเป็นพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองที่ทำห่างกันเพียง 7 วัน ผู้ตายสำคัญผิดในเนื้อที่ดินที่ตนมีอยู่ตั้งแต่ทำพินัยกรรมฉบับแรก ซึ่งจะเห็นได้ว่ายกที่ดินให้แก่นางบุญรอด (จำเลยที่ 2) มากกว่าที่ตนมีและยังมีข้อความว่า ที่เหลือคงไว้เช่นเดิม เนื่องจากคำนวณผิดพลาด เมื่อฟังประกอบพินัยกรรมฉบับหลังว่า ที่เหลือยกให้นางบุญรอด (จำเลยที่ 2) ยินดียกให้นางสมศรี (โจทก์) ยิ่งเห็นเจตนาของผู้ตายว่า ผู้ตายมิได้เจตนายกที่ดินโฉนดเลขที่ 2308 ให้แก่นางบุญรอด (จำเลยที่ 2) ทั้งหมด แต่มีเจตนายกให้เพียงบางส่วนเท่านั้น ส่วนที่เหลือยกให้แก่โจทก์ ดังนั้น เมื่อที่ดินที่ผู้ตายมีน้อยกว่าความจริง โจทก์และจำเลยที่ 2 ควรได้ที่ดินน้อยลงตามส่วน โดยถืออัตราส่วนระหว่างจำเลยที่ 2 และโจทก์ในอัตราส่วน 626.8 ต่อ 83.2 ของที่ดิน 606.66 ตารางวา ก็จะสำเร็จผลตามความประสงค์ของผู้ตาย ดังที่มาตรา 1684 บัญญัติ ซึ่งเรื่องทำนองนี้เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่พอเทียบเคียงได้ คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2853/2553 พินัยกรรมระบุว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 49 ให้จำเลยจำนวน 3 ไร่ 53 ตารางวา จำเลยร่วมจำนวน 2 งาน ส่วนโจทก์และโจทก์ร่วมได้ที่ดินตามที่บ้านปลูกอยู่มีแนวคูน้ำเป็นเขต เมื่อเจ้าพนักงานไปรังวัด ปรากฏว่า ส่วนที่จำเลยและจำเลยร่วมได้มิได้ถึงจำนวนตามที่ระบุในพินัยกรรม ดังนี้ส่วนของจำเลยและจำเลยร่วมต้องได้น้อยลงตามส่วน โดยส่วนของโจทก์และของโจทก์ร่วมได้ที่ดินตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5070/2538 เจ้ามรดกมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินเพียง 2 ไร่ 3 งาน 40 ตารางวา แต่กลับทำพินัยกรรมระบุว่า ยกให้นางสุข 6 งาน นางม้วน 6 งาน พร้อมที่ปลูกบ้าน นางแสวง 6 งาน พร้อมที่ปลูกบ้านและนางตุ๊ 3 งาน 20 ตารางวา มากกว่าที่เจ้ามรดกมีอยู่ ดังนี้ ส่วนแบ่งของผู้รับพินัยกรรมต้องลดลงตามสัดส่วนที่เจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกให้ กีรติ กาญจนรินทร์
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000493.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553