คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4167/2546 ฉบับเต็ม

#50911
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4167/2546 นาย โชติ พงษ์สุระ โดยนาง ไล พงษ์สุระ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน โจทก์ นาง เขี่ยม ภูอาลัย จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตผ่อนผันให้มีสิทธิทำกินชั่วคราวในที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อครบกำหนดอนุญาตแล้ว โจทก์ได้ยื่นหนังสือต่อทางราชการขอทำกินต่อไปอีก ปรากฏว่าโจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตให้มีสิทธิทำกินชั่วคราวถึงปี 2531 นั้นเมื่อพ้นกำหนดเวลาทางราชการจะส่งเจ้าหน้าที่มารับคำขอเพื่อนำไปจัดทำใบ สทก.2ต่อไป แต่ในปี 2532 ทางราชการมีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอจึงไม่ได้จัดส่งคนไปรับคำขอเพิ่งจะส่งเจ้าหน้าที่ไปรับคำขอเมื่อปี 2533 กรณีจึงเป็นเรื่องตกค้างจากปี 2533 ซึ่งป่าไม้เขตมีคำสั่งรับใบคำขอของโจทก์แล้ว ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิทำกินในที่ดินพิพาทอยู่ต่อเนื่องตลอดมา โจทก์ซึ่งมีสิทธิทำกินในที่ดินพิพาทย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยได้รับอนุญาตผ่อนผันให้มีสิทธิทำกินชั่วคราวจากกรมป่าไม้ เมื่อวันที่ 19มิถุนายน 2537 จำเลยได้ว่าจ้างรถแทรกเตอร์เข้าไปไถในที่ดินดังกล่าว โดยเจตนายึดถือเอาที่ดินทั้งหมดเป็นของตน ขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท และห้ามจำเลยหรือบริวารเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนสิทธิของโจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากโจทก์เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2532 ในราคา 30,000 บาท โจทก์เพิ่งขออนุญาตทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2534 ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากโจทก์ขายที่ดินให้จำเลยแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรม นางไล พงษ์สุระ ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและห้ามจำเลยหรือบริวารเข้าไปกระทำการอันเป็นการรบกวนสิทธิของโจทก์ในที่ดินพิพาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์มีชื่อเป็นผู้ได้รับอนุญาตผ่อนผันให้มีสิทธิทำกินชั่วคราวในที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเรียกว่า สทก.1 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า ทางราชการอนุญาตให้โจทก์เข้าทำกินชั่วคราวในที่ดินพิพาทถึงวันที่ 31สิงหาคม 2531 เท่านั้น ต่อมาวันที่ 10 มิถุนายน 2534 โจทก์ได้ยื่นหนังสือต่อทางราชการเพื่อขอทำกินต่อไปอีก ไม่มีหนังสืออนุญาตว่าอนุญาตให้โจทก์เข้าทำกินชั่วคราวได้ถึงวันที่เท่าไร เท่ากับว่าโจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำกินต่อไปนั้นเห็นว่า โจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตผ่อนผันให้มีสิทธิทำกินชั่วคราวในที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อครบกำหนดอนุญาตในวันที่ 31 สิงหาคม 2531 แล้วต่อมาวันที่ 10 มิถุนายน 2534 โจทก์ได้ยื่นหนังสือต่อทางราชการขอทำกินต่อไปอีกซึ่งได้ความจากคำเบิกความของนายประสงค์ไพรวัลย์ พนักงานป่าไม้ สำนักงานป่าไม้เขตอุบลราชธานี พยานโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ 447/2532 ของศาลชั้นต้นว่า กรณีของโจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตให้มีสิทธิทำกินชั่วคราวถึงปี 2531 เมื่อพ้นกำหนดเวลาทางราชการจะส่งเจ้าหน้าที่มารับคำขอเพื่อนำไปจัดทำใบสทก. 2 ต่อไป แต่ในปี 2532 ทางราชการมีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอจึงไม่ได้จัดส่งคนไปรับคำขอ เพิ่งจะส่งเจ้าหน้าที่ไปรับคำขอเมื่อปี 2533 กรณีของโจทก์เป็นเรื่องตกค้างจากปี 2533 ซึ่งป่าไม้เขตอุบลราชธานีมีคำสั่งที่ 921/2534 รับใบคำขอของโจทก์ โจทก์ยื่นคำขอต่อพยานเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2534 ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิทำกินในที่ดินพิพาทอยู่ต่อเนื่องตลอดมา โจทก์ซึ่งมีสิทธิทำกินในที่ดินพิพาทย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า โจทก์ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยแล้วหรือไม่โจทก์และจำเลยต่างมีพยานบุคคลนำสืบตามข้ออ้างของตน โดยจำเลยนำสืบว่าโจทก์ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยแล้ว โจทก์นำสืบว่าไม่ได้ขาย แต่จำเลยเคยเบิกความไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 447/2532 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ฟ้องกรมทางหลวงบุกรุกที่ดินพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ซึ่งเป็นการเบิกความเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2534 เป็นเวลาหลังวันที่ 4 มกราคม 2532 ที่จำเลยอ้างว่าซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์ น่าเชื่อว่าที่ดินพิพาทยังเป็นของโจทก์ตลอดมาและโจทก์ไม่ได้ขายให้จำเลย ที่จำเลยฎีกาว่า เบิกความไปตามคำแนะนำของผู้รู้กฎหมายฟังไม่ขึ้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน" พิพากษายืน (วสันต์ ตรีสุวรรณ-ชาญชัย ลิขิตจิตถะ-สมบัติ อรรถพิมล) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
50911
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082044591"
    }
}
date
2546
deka_no
4167/2546
deka_running_no
4167
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "วสันต์ ตรีสุวรรณ",
    "ชาญชัย ลิขิตจิตถะ",
    "สมบัติ อรรถพิมล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย โชติ พงษ์สุระ โดยนาง ไล พงษ์สุระ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง เขี่ยม ภูอาลัย"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยได้รับอนุญาตผ่อนผันให้มีสิทธิทำกินชั่วคราวจากกรมป่าไม้ เมื่อวันที่ 19มิถุนายน 2537 จำเลยได้ว่าจ้างรถแทรกเตอร์เข้าไปไถในที่ดินดังกล่าว โดยเจตนายึดถือเอาที่ดินทั้งหมดเป็นของตน ขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท และห้ามจำเลยหรือบริวารเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนสิทธิของโจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากโจทก์เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2532 ในราคา 30,000 บาท โจทก์เพิ่งขออนุญาตทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2534 ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากโจทก์ขายที่ดินให้จำเลยแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรม นางไล พงษ์สุระ ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและห้ามจำเลยหรือบริวารเข้าไปกระทำการอันเป็นการรบกวนสิทธิของโจทก์ในที่ดินพิพาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์มีชื่อเป็นผู้ได้รับอนุญาตผ่อนผันให้มีสิทธิทำกินชั่วคราวในที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเรียกว่า สทก.1 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า ทางราชการอนุญาตให้โจทก์เข้าทำกินชั่วคราวในที่ดินพิพาทถึงวันที่ 31สิงหาคม 2531 เท่านั้น ต่อมาวันที่ 10 มิถุนายน 2534 โจทก์ได้ยื่นหนังสือต่อทางราชการเพื่อขอทำกินต่อไปอีก ไม่มีหนังสืออนุญาตว่าอนุญาตให้โจทก์เข้าทำกินชั่วคราวได้ถึงวันที่เท่าไร เท่ากับว่าโจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำกินต่อไปนั้นเห็นว่า โจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตผ่อนผันให้มีสิทธิทำกินชั่วคราวในที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อครบกำหนดอนุญาตในวันที่ 31 สิงหาคม 2531 แล้วต่อมาวันที่ 10 มิถุนายน 2534 โจทก์ได้ยื่นหนังสือต่อทางราชการขอทำกินต่อไปอีกซึ่งได้ความจากคำเบิกความของนายประสงค์ไพรวัลย์ พนักงานป่าไม้ สำนักงานป่าไม้เขตอุบลราชธานี พยานโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ 447/2532 ของศาลชั้นต้นว่า กรณีของโจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตให้มีสิทธิทำกินชั่วคราวถึงปี 2531 เมื่อพ้นกำหนดเวลาทางราชการจะส่งเจ้าหน้าที่มารับคำขอเพื่อนำไปจัดทำใบสทก. 2 ต่อไป แต่ในปี 2532 ทางราชการมีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอจึงไม่ได้จัดส่งคนไปรับคำขอ เพิ่งจะส่งเจ้าหน้าที่ไปรับคำขอเมื่อปี 2533 กรณีของโจทก์เป็นเรื่องตกค้างจากปี 2533 ซึ่งป่าไม้เขตอุบลราชธานีมีคำสั่งที่ 921/2534 รับใบคำขอของโจทก์ โจทก์ยื่นคำขอต่อพยานเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2534 ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิทำกินในที่ดินพิพาทอยู่ต่อเนื่องตลอดมา โจทก์ซึ่งมีสิทธิทำกินในที่ดินพิพาทย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า โจทก์ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยแล้วหรือไม่โจทก์และจำเลยต่างมีพยานบุคคลนำสืบตามข้ออ้างของตน โดยจำเลยนำสืบว่าโจทก์ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยแล้ว โจทก์นำสืบว่าไม่ได้ขาย แต่จำเลยเคยเบิกความไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 447/2532 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ฟ้องกรมทางหลวงบุกรุกที่ดินพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ซึ่งเป็นการเบิกความเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2534 เป็นเวลาหลังวันที่ 4 มกราคม 2532 ที่จำเลยอ้างว่าซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์ น่าเชื่อว่าที่ดินพิพาทยังเป็นของโจทก์ตลอดมาและโจทก์ไม่ได้ขายให้จำเลย ที่จำเลยฎีกาว่า เบิกความไปตามคำแนะนำของผู้รู้กฎหมายฟังไม่ขึ้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000937.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546