คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1210/2554 ฉบับเต็ม

#509269
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1210/2554 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ บริษัทจัดหางานกิตติ บราเดอร์ จำกัด กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 90, มาตรา 91 พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 27, มาตรา 35, มาตรา 47, มาตรา 74, มาตรา 79, มาตรา 85 การพิจารณาว่าการกระทำใดเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน มิใช่แต่เพียงว่าหากเป็นการกระทำครั้งเดียวแล้วจะต้องเป็นกรรมเดียวเสมอไป ซึ่งอาจเป็นหลายกรรมต่างกันได้หากผู้กระทำมีเจตนาที่จะให้เกิดผลต่างกรรมกันหรือประสงค์จะให้เกิดเป็นความผิดหลายฐานต่างกัน การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันเรียกรับค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายแล้วไม่ออกใบรับตามแบบที่อธิบดีกำหนดให้แก่คนหางาน ร่วมกันรับสมัครคนหางานโดยมิได้ยื่นคำขออนุญาตต่อนายทะเบียน และร่วมกันรับค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายแล้วไม่จัดส่งคนหางานเพื่อไปทำงานโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรอันเป็นความผิดตามฟ้อง มีลักษณะของความผิดเป็นการกระทำที่มีเจตนาต่างขั้นตอนและแตกต่างกัน สามารถแยกการกระทำแต่ละข้อหาต่างหากจากกันได้อย่างแจ้งชัด และเป็นการกระทำที่มุ่งประสงค์ให้มีผลต่างกรรมกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 27, 35, 47, 74, 79, 85 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 786,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งยี่สิบสาม จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ต่อมาให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบมาตรา 47 มาตรา 35, 75, 79, 85 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเรียกเก็บเงินค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายแล้วไม่ออกใบรับเงิน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และปรับจำเลยทั้งสองรวมกันเป็นเงิน 3,930,000 บาท ฐานร่วมกันรับสมัครคนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ยื่นคำขออนุญาต ปรับคนละ 6,000 บาท ฐานร่วมกันเก็บเงินค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายจากคนหางานแล้วไม่จัดส่งคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 20,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 ลงโทษเฉพาะปรับ 20,000 บาท รวมลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ปรับ 3,956,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 ปรับรวมเป็นเงิน 3,956,000 บาท โดยค่าปรับจำนวน 3,930,000 บาท เป็นจำนวนเดียวกันกับค่าปรับของจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน และปรับ 1,978,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 คงปรับ 1,978,000 บาท โดยค่าปรับจำนวน 1,965,000 บาท เป็นจำนวนเดียวกับค่าปรับของจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับจำเลยที่ 2 ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายแล้ว เห็นควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 กลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 กรณีจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาในข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องบรรยายการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองแต่ละข้อหาแยกกระทงเรียงเป็นลำดับกันไปต่างหากจากกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสองร่วมกันเรียกรับค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายแล้วไม่ออกใบรับตามแบบที่อธิบดีกำหนดให้แก่คนหางาน ร่วมกันรับสมัครคนหางานโดยมิได้ยื่นคำขออนุญาตต่อนายทะเบียน และร่วมกันรับค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายแล้วไม่จัดส่งคนหางานเพื่อไปทำงานโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ทุกข้อหา แม้จำเลยทั้งสองกระทำเพียงครั้งเดียวตามที่อ้างมาในฎีกาก็ตาม แต่ในการพิจารณาว่าการกระทำใดเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน มิใช่แต่เพียงว่าหากเป็นการกระทำครั้งเดียวแล้วจะต้องเป็นกรรมเดียวเสมอไป ซึ่งอาจเป็นหลายกรรมต่างกันได้หากผู้กระทำมีเจตนาที่จะให้เกิดผลต่างกรรมกันหรือประสงค์จะให้เกิดเป็นความผิดหลายฐานต่างกัน ดังนั้น การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองในแต่ละข้อหาตามฟ้องมีลักษณะของความผิดเป็นการกระทำที่มีเจตนาต่างขั้นตอนและแตกต่างกัน สามารถแยกการกระทำแต่ละข้อหาต่างหากจากกันได้อย่างแจ้งชัด และเป็นการกระทำที่มุ่งประสงค์ให้มีผลต่างกรรมกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่จำเลยทั้งสองอ้างมาในฎีกาแต่อย่างใดไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบมาตรา 47 มาตรา 35 วรรคหนึ่ง, 74, 79, 85 กรณีจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (ธีระพงศ์ จิระภาค-ตรีวุฒิ สาขากร-วัส ติงสมิตร) ศาลอาญา - นายสมเจตน์ สุรินทร์ศักดิ์ ศาลอุทธรณ์ - นายศิริชัย วัฒนโยธิน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.4074/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ4172/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ607/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
509269
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "นายสมเจตน์ สุรินทร์ศักดิ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายศิริชัย วัฒนโยธิน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081991480"
    }
}
date
2554
deka_no
1210/2554
deka_running_no
1210
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "ธีระพงศ์ จิระภาค",
    "ตรีวุฒิ สาขากร",
    "วัส ติงสมิตร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 90",
            "ม. 91"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528",
        "sections": [
            "ม. 27",
            "ม. 35",
            "ม. 47",
            "ม. 74",
            "ม. 79",
            "ม. 85"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทจัดหางานกิตติ บราเดอร์ จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 27, 35, 47, 74, 79, 85 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 786,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งยี่สิบสาม

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ต่อมาให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบมาตรา 47 มาตรา 35, 75, 79, 85 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเรียกเก็บเงินค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายแล้วไม่ออกใบรับเงิน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และปรับจำเลยทั้งสองรวมกันเป็นเงิน 3,930,000 บาท ฐานร่วมกันรับสมัครคนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ยื่นคำขออนุญาต ปรับคนละ 6,000 บาท ฐานร่วมกันเก็บเงินค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายจากคนหางานแล้วไม่จัดส่งคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 20,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 ลงโทษเฉพาะปรับ 20,000 บาท รวมลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ปรับ 3,956,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 ปรับรวมเป็นเงิน 3,956,000 บาท โดยค่าปรับจำนวน 3,930,000 บาท เป็นจำนวนเดียวกันกับค่าปรับของจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน และปรับ 1,978,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 คงปรับ 1,978,000 บาท โดยค่าปรับจำนวน 1,965,000 บาท เป็นจำนวนเดียวกับค่าปรับของจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับจำเลยที่ 2 ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายแล้ว เห็นควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 กลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 กรณีจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาในข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องบรรยายการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองแต่ละข้อหาแยกกระทงเรียงเป็นลำดับกันไปต่างหากจากกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสองร่วมกันเรียกรับค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายแล้วไม่ออกใบรับตามแบบที่อธิบดีกำหนดให้แก่คนหางาน ร่วมกันรับสมัครคนหางานโดยมิได้ยื่นคำขออนุญาตต่อนายทะเบียน และร่วมกันรับค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายแล้วไม่จัดส่งคนหางานเพื่อไปทำงานโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ทุกข้อหา แม้จำเลยทั้งสองกระทำเพียงครั้งเดียวตามที่อ้างมาในฎีกาก็ตาม แต่ในการพิจารณาว่าการกระทำใดเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน มิใช่แต่เพียงว่าหากเป็นการกระทำครั้งเดียวแล้วจะต้องเป็นกรรมเดียวเสมอไป ซึ่งอาจเป็นหลายกรรมต่างกันได้หากผู้กระทำมีเจตนาที่จะให้เกิดผลต่างกรรมกันหรือประสงค์จะให้เกิดเป็นความผิดหลายฐานต่างกัน ดังนั้น การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองในแต่ละข้อหาตามฟ้องมีลักษณะของความผิดเป็นการกระทำที่มีเจตนาต่างขั้นตอนและแตกต่างกัน สามารถแยกการกระทำแต่ละข้อหาต่างหากจากกันได้อย่างแจ้งชัด และเป็นการกระทำที่มุ่งประสงค์ให้มีผลต่างกรรมกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่จำเลยทั้งสองอ้างมาในฎีกาแต่อย่างใดไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบมาตรา 47 มาตรา 35 วรรคหนึ่ง, 74, 79, 85 กรณีจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
อ4172/2547
primary_red_case_no
อ607/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000459.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.4074/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554