คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1998 -ที่ 1999/2554 ฉบับเต็ม

#509341
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1998 - 1999/2554 นายคำนึง มีจินดา โจทก์ นางสำราญ นามละคร โดยนายประเสริฐ นามละคร ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 28 วรรคหนึ่ง, มาตรา 84 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การในคดีสำนวนแรกแล้ว ต่อมาจำเลยนำคดีมาฟ้องโจทก์เป็นคดีสำนวนหลัง เมื่อกรณีต้องด้วยหลักเกณฑ์ว่าคู่ความในคดีทั้งสองสำนวนเป็นรายเดียวกัน หากรวมการพิจารณาคดีเข้าด้วยกันแล้วจะเป็นการสะดวก โดยศาลเห็นสมควรเองก็ดี หรือคู่ความยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีรวมกันก็ดี เมื่อศาลได้ฟังคู่ความทุกฝ่ายแล้ว ถ้าเป็นที่พอใจศาลว่าคดีทั้งสองสำนวนเกี่ยวเนื่องกัน ศาลก็มีอำนาจสั่งให้พิจารณาคดีรวมกันได้ ทั้งคดีทั้งสองสำนวนนี้แม้ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแต่ละสำนวนจะต่างกัน แต่ประเด็นแห่งคดีเป็นเรื่องเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลย ข้อเท็จจริงจึงเกี่ยวพันกันมา ศาลสามารถรับฟังพยานหลักฐานของจำเลยทั้งหมดที่นำสืบได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 28 วรรคหนึ่ง ___________________________ สำนวนแรกโจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 776 ตำบลกุดจับ อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี ให้นิติกรรมการโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทระหว่างนางปั่นกับจำเลยเป็นโมฆะ ให้จำเลยมอบคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) แก่โจทก์ ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินแปลงดังกล่าวต่อไป จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ สำนวนหลังโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 776 ตำบลกุดจับ อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่ 10 ไร่ 1 งาน 20 ตารางวา และส่งมอบที่ดินให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามมิให้จำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันเป็นคดีเดียวกัน โดยให้คงเรียกโจทก์สำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 และให้เรียกจำเลยในสำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนหลังว่า จำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำเลยถึงแก่ความตาย นายแสนประเสริฐ สามีของจำเลย ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้น ศาลฎีกาจำต้องถือข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงมาว่า โจทก์ทั้งสองเป็นบุตรของนางปั่นกับนายสม เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2523 นางปั่นซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายชาย ระหว่างปี 2533 ถึงปี 2540 นางปั่นเป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่ วันที่ 1 มีนาคม 2532 นางปั่นทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้จำเลย วันที่ 11 พฤศจิกายน 2538 นางปั่นถึงแก่กรรม วันที่ 18 กรกฎาคม 2540 นายแสนประเสริฐ สามีจำเลยกับโจทก์ทั้งสองไปเจรจาตกลงเกี่ยวกับที่ดินพิพาท เจ้าพนักงานตำรวจลงบันทึกไว้ในรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน โจทก์ทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและปลูกเพิงพักอาศัยไว้ วันที่ 19 กันยายน 2540 นายแสนประเสริฐแจ้งความให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งสองในข้อหาบุกรุกที่ดินพิพาท ภายหลังพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อแรกว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้รวมการพิจารณาคดีทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกัน แล้วศาลล่างทั้งสองนำคำพยานจำเลยมารับฟังพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การในคดีสำนวนแรกแล้ว ต่อมาจำเลยนำคดีมาฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดีสำนวนหลัง เมื่อกรณีต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่ว่าคู่ความในคดีทั้งสองสำนวนเป็นรายเดียวกัน หากรวมการพิจารณาคดีเข้าด้วยกันแล้วจะเป็นการสะดวก โดยศาลเห็นสมควรเองก็ดี หรือคู่ความยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีรวมกันก็ดี เมื่อศาลได้ฟังคู่ความทุกฝ่ายแล้ว ถ้าเป็นที่พอใจศาลว่า คดีทั้งสองสำนวนเกี่ยวเนื่องกัน ศาลก็มีอำนาจสั่งให้พิจารณาคดีรวมกันได้ ทั้งคดีทั้งสองสำนวนนี้ แม้ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแต่ละสำนวนจะต่างกัน แต่ประเด็นแห่งคดีเป็นเรื่องเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ที่ 1 หรือจำเลย ข้อเท็จจริงจึงเกี่ยวพันกันมา ศาลสามารถรับฟังพยานหลักฐานของจำเลยทั้งหมดที่นำสืบได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 28 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองนำพยานหลักฐานจำเลยมารับฟังแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 จึงเป็นการชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น... พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนทั้งสามศาลให้เป็นพับ (สุรภพ ปัทมะสุคนธ์-ณรงค์พล ทองจีน-วิกร อังคณาวิศัลย์) ศาลจังหวัดอุดรธานี - นายเกียรติศักดิ์ พุทธกาล ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายวิจิตร วิสุชาติ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1424/2548 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1104/2545 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
509341
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดอุดรธานี",
        "judge": "นายเกียรติศักดิ์ พุทธกาล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายวิจิตร วิสุชาติ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081991141"
    }
}
date
2554
deka_no
1999/2554
deka_running_no
1999
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "สุรภพ ปัทมะสุคนธ์",
    "ณรงค์พล ทองจีน",
    "วิกร อังคณาวิศัลย์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 28 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 84"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายคำนึง มีจินดา"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นางสำราญ นามละคร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "โดยนายประเสริฐ นามละคร ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน"
    }
]
long_text
สำนวนแรกโจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 776 ตำบลกุดจับ อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี ให้นิติกรรมการโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทระหว่างนางปั่นกับจำเลยเป็นโมฆะ ให้จำเลยมอบคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) แก่โจทก์ ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินแปลงดังกล่าวต่อไป

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

สำนวนหลังโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 776 ตำบลกุดจับ อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่ 10 ไร่ 1 งาน 20 ตารางวา และส่งมอบที่ดินให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามมิให้จำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันเป็นคดีเดียวกัน โดยให้คงเรียกโจทก์สำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 และให้เรียกจำเลยในสำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนหลังว่า จำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำเลยถึงแก่ความตาย นายแสนประเสริฐ สามีของจำเลย ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้น ศาลฎีกาจำต้องถือข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงมาว่า โจทก์ทั้งสองเป็นบุตรของนางปั่นกับนายสม เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2523 นางปั่นซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายชาย ระหว่างปี 2533 ถึงปี 2540 นางปั่นเป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่ วันที่ 1 มีนาคม 2532 นางปั่นทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้จำเลย วันที่ 11 พฤศจิกายน 2538 นางปั่นถึงแก่กรรม วันที่ 18 กรกฎาคม 2540 นายแสนประเสริฐ สามีจำเลยกับโจทก์ทั้งสองไปเจรจาตกลงเกี่ยวกับที่ดินพิพาท เจ้าพนักงานตำรวจลงบันทึกไว้ในรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน โจทก์ทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและปลูกเพิงพักอาศัยไว้ วันที่ 19 กันยายน 2540 นายแสนประเสริฐแจ้งความให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งสองในข้อหาบุกรุกที่ดินพิพาท ภายหลังพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อแรกว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้รวมการพิจารณาคดีทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกัน แล้วศาลล่างทั้งสองนำคำพยานจำเลยมารับฟังพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การในคดีสำนวนแรกแล้ว ต่อมาจำเลยนำคดีมาฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดีสำนวนหลัง เมื่อกรณีต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่ว่าคู่ความในคดีทั้งสองสำนวนเป็นรายเดียวกัน หากรวมการพิจารณาคดีเข้าด้วยกันแล้วจะเป็นการสะดวก โดยศาลเห็นสมควรเองก็ดี หรือคู่ความยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีรวมกันก็ดี เมื่อศาลได้ฟังคู่ความทุกฝ่ายแล้ว ถ้าเป็นที่พอใจศาลว่า คดีทั้งสองสำนวนเกี่ยวเนื่องกัน ศาลก็มีอำนาจสั่งให้พิจารณาคดีรวมกันได้ ทั้งคดีทั้งสองสำนวนนี้ แม้ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแต่ละสำนวนจะต่างกัน แต่ประเด็นแห่งคดีเป็นเรื่องเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ที่ 1 หรือจำเลย ข้อเท็จจริงจึงเกี่ยวพันกันมา ศาลสามารถรับฟังพยานหลักฐานของจำเลยทั้งหมดที่นำสืบได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 28 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองนำพยานหลักฐานจำเลยมารับฟังแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 จึงเป็นการชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
พ1104/2545
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000456.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1424/2548
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1998 -
year
2554