คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15984/2553 ฉบับเต็ม

#509353
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15984/2553 นายอดิสรณ์ สง่าพงษ์สาร โจทก์ นางศิริรัตน์ สง่าพงษ์สาร กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 48, มาตรา 50, มาตรา 225 วรรคสอง, มาตรา 249 วรรคสอง ป.พ.พ. มาตรา 1514 วรรคสอง คดีก่อน โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงจะไปจดทะเบียนหย่ากันและต่างฝ่ายจะถอนฟ้องและถอนฟ้องแย้งซึ่งกันและกัน โดยศาลชั้นต้นจดข้อตกลงดังกล่าวไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาแล้ว และโจทก์จำเลยที่ 1 ได้ถอนฟ้องแล้วตามข้อตกลง แต่ต่อมาโจทก์ไม่ไปจดทะเบียนหย่า ภายหลังกลับมาฟ้องหย่าเป็นคดีนี้ ไม่ถือว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นการฟ้องโดยใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพราะมีเหตุใหม่และเป็นคนละประเด็นกับคดีเดิม ปัญหาว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ เป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องและเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การต่อสู้คดีไว้ ก็มีสิทธิยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง และ 249 วรรคสอง ศาลชั้นต้นบันทึกข้อเท็จจริงหรือการกระทำใดๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการนั่งพิจารณาไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 48 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นบันทึกว่าโจทก์ตกลงหย่ากับจำเลยที่ 1 จึงถือไม่ได้ว่า รายงานกระบวนพิจารณาเป็นหนังสือหย่าโดยความยินยอม และผู้พิพากษาหรือผู้พิพากษาสมทบที่ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา ก็เป็นลงลายมือชื่อตามที่กฎหมายบัญญัติ ถือไม่ได้ว่าเป็นการลงลายมือชื่อในฐานะพยาน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1514 วรรคสอง ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1100/2548 ของศาลชั้นต้น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากข้อพิพาทที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้ได้ระงับไปตามข้อตกลงหย่าโดยความยินยอมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2548 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1100/2548 ของศาลชั้นต้น โจทก์มีหน้าที่ต้องไปจดทะเบียนการหย่ากับจำเลยที่ 1 ตามข้อตกลง แต่โจทก์ได้ผิดข้อตกลง ค่าทดแทนที่โจทก์เรียกร้องมาสูงเกินควร ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ไปจดทะเบียนการหย่ากับจำเลยที่ 1 หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ จำเลยที่ 2 ให้การว่าขอให้ยกฟ้อง โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้น พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่ากันและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับวันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 มิถุนายน 2548) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่าในคดีนี้ โจทก์ตกลงจะไปหย่ากับจำเลยที่ 1 ต่อมาภายหลังโจทก์ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่จะไปจดทะเบียนการหย่า แสดงให้เห็นถึงเจตนาที่แท้จริงของโจทก์ว่าจะไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงนั้นตั้งแต่ต้นเพียงต้องการให้จำเลยที่ 1 ถอนฟ้องในคดีดังกล่าวเท่านั้น จึงทำให้จำเลยที่ 1หลงเชื่อถอนฟ้องในคดีดังกล่าว เป็นการแสดงเจตนาไม่สุจริต เห็นว่า ปัญหาว่าเรื่องการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องและเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ให้การต่อสู้คดีไว้ จำเลยทั้งสองก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง และมาตรา 249 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องส่งสำนวนคืนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2548 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1100/2548 ของศาลชั้นต้น แม้จะมีบันทึกไว้ว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเนื่องจากได้ตกลงกับจำเลยแล้วว่าจะไปจดทะเบียนหย่าขาดกันในวันนี้และทนายจำเลยยื่นคำร้องขอถอนฟ้องแย้งโดยแต่ละฝ่ายไม่คัดค้านที่อีกฝ่ายขอถอนฟ้องต่อมาโจทก์ก็ไม่ได้ไป แต่โจทก์กลับมาฟ้องคดีนี้ก็หาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่ เพราะมีเหตุใหม่และเป็นคนละประเด็นกัน โจทก์จึงฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ได้ หาใช่เรื่องโจทก์จะไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเพียงเพื่อต้องการให้จำเลยที่ 1 ถอนฟ้องตามที่ฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อต่อมามีว่า จำเลยที่ 1 มีอำนาจฟ้องแย้งให้โจทก์ไปจดทะเบียนการหย่าหรือไม่ ในปัญหานี้ จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2548 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1100/2548 ของศาลชั้นต้น ที่มีบันทึกว่าโจทก์ตกลงจะไปหย่ากับจำเลยที่ 1 ถือว่าเป็นการหย่าโดยความยินยอมที่ได้ทำเป็นหนังสือและมีพยานลงลายมือชื่ออย่างน้อยสองคนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1514วรรคสองแล้ว เพราะไม่มีกฎหมายกำหนดว่า ผู้จะเป็นพยานในหนังสือจะต้องอยู่ในสถานะใด ดังนั้น ผู้พิพากษาสมทบของศาลชั้นต้นที่ลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าว จึงถือว่าเป็นพยานในหนังสือหย่าโดยความยินยอมแล้ว จำเลยที่ 1 มีอำนาจฟ้องแย้งให้โจทก์ไปจดทะเบียนการหย่าได้นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 48 บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของศาลต้องจดแจ้งรายงานการนั่งพิจารณาหรือกระบวนพิจารณาอื่น ๆ ของศาลไว้ทุกครั้ง และรายงานนั้นต้องมีข้อความโดยย่อเกี่ยวด้วยเรื่องที่กระทำและรายการข้อสำคัญอื่น ๆ และลงลายมือชื่อผู้พิพากษาไว้ด้วย ทั้งตามมาตรา 50 บัญญัติด้วยว่า ถ้าคู่ความฝ่ายใดจะต้องลงลายมือชื่อ หากเป็นการลงลายมือพิมพ์นิ้วมือ แกงได หรือเครื่องหมายอย่างอื่นที่ได้ทำต่อหน้าศาลนั้น ไม่จำต้องมีลายมือชื่อของพยานสองคนรับรอง ดังเช่นที่ได้บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 9 ซึ่งเห็นได้ชัดว่า รายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเป็นเรื่องศาลชั้นต้นจะต้องทำตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ที่ต้องลงลายมือชื่อผู้พิพากษาและรวมถึงลายมือชื่อผู้พิพากษาสมทบในคดีศาลคดีเยาวชนและครอบครัวด้วย การที่ผู้พิพากษาสมทบลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับที่จำเลยทั้งสองอ้าง จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือให้มีการหย่าโดยความยินยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1514 วรรคสองแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์ไปจดทะเบียนการหย่าได้ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหานี้มาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้ (วิกร อังคณาวิศัลย์-สิริรัตน์ จันทรา-บุญมี ฐิตะศิริ) ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง - นายจำนงค์ เตือนวีระเดช ศาลอุทธรณ์ - นายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก เยาวชนและครอบครัว หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ยช.(พ)34/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1214/2548 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1086/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
509353
courts
[
    {
        "court": "ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง",
        "judge": "นายจำนงค์ เตือนวีระเดช"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081992033"
    }
}
date
2553
deka_no
15984/2553
deka_running_no
15984
deka_year
2553
department
เยาวชนและครอบครัว
judges
[
    "วิกร อังคณาวิศัลย์",
    "สิริรัตน์ จันทรา",
    "บุญมี ฐิตะศิริ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 48",
            "ม. 50",
            "ม. 225 วรรคสอง",
            "ม. 249 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1514 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายอดิสรณ์ สง่าพงษ์สาร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางศิริรัตน์ สง่าพงษ์สาร กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1100/2548 ของศาลชั้นต้น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากข้อพิพาทที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้ได้ระงับไปตามข้อตกลงหย่าโดยความยินยอมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2548 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1100/2548 ของศาลชั้นต้น โจทก์มีหน้าที่ต้องไปจดทะเบียนการหย่ากับจำเลยที่ 1 ตามข้อตกลง แต่โจทก์ได้ผิดข้อตกลง ค่าทดแทนที่โจทก์เรียกร้องมาสูงเกินควร ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ไปจดทะเบียนการหย่ากับจำเลยที่ 1 หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

จำเลยที่ 2 ให้การว่าขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่ากันและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับวันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 มิถุนายน 2548) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่าในคดีนี้ โจทก์ตกลงจะไปหย่ากับจำเลยที่ 1 ต่อมาภายหลังโจทก์ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่จะไปจดทะเบียนการหย่า แสดงให้เห็นถึงเจตนาที่แท้จริงของโจทก์ว่าจะไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงนั้นตั้งแต่ต้นเพียงต้องการให้จำเลยที่ 1 ถอนฟ้องในคดีดังกล่าวเท่านั้น จึงทำให้จำเลยที่ 1หลงเชื่อถอนฟ้องในคดีดังกล่าว เป็นการแสดงเจตนาไม่สุจริต เห็นว่า ปัญหาว่าเรื่องการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องและเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ให้การต่อสู้คดีไว้ จำเลยทั้งสองก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง และมาตรา 249 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องส่งสำนวนคืนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2548 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1100/2548 ของศาลชั้นต้น แม้จะมีบันทึกไว้ว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเนื่องจากได้ตกลงกับจำเลยแล้วว่าจะไปจดทะเบียนหย่าขาดกันในวันนี้และทนายจำเลยยื่นคำร้องขอถอนฟ้องแย้งโดยแต่ละฝ่ายไม่คัดค้านที่อีกฝ่ายขอถอนฟ้องต่อมาโจทก์ก็ไม่ได้ไป แต่โจทก์กลับมาฟ้องคดีนี้ก็หาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่ เพราะมีเหตุใหม่และเป็นคนละประเด็นกัน โจทก์จึงฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ได้ หาใช่เรื่องโจทก์จะไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเพียงเพื่อต้องการให้จำเลยที่ 1 ถอนฟ้องตามที่ฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อต่อมามีว่า จำเลยที่ 1 มีอำนาจฟ้องแย้งให้โจทก์ไปจดทะเบียนการหย่าหรือไม่ ในปัญหานี้ จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2548 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1100/2548 ของศาลชั้นต้น ที่มีบันทึกว่าโจทก์ตกลงจะไปหย่ากับจำเลยที่ 1 ถือว่าเป็นการหย่าโดยความยินยอมที่ได้ทำเป็นหนังสือและมีพยานลงลายมือชื่ออย่างน้อยสองคนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1514วรรคสองแล้ว เพราะไม่มีกฎหมายกำหนดว่า ผู้จะเป็นพยานในหนังสือจะต้องอยู่ในสถานะใด ดังนั้น ผู้พิพากษาสมทบของศาลชั้นต้นที่ลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าว จึงถือว่าเป็นพยานในหนังสือหย่าโดยความยินยอมแล้ว จำเลยที่ 1 มีอำนาจฟ้องแย้งให้โจทก์ไปจดทะเบียนการหย่าได้นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 48 บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของศาลต้องจดแจ้งรายงานการนั่งพิจารณาหรือกระบวนพิจารณาอื่น ๆ ของศาลไว้ทุกครั้ง และรายงานนั้นต้องมีข้อความโดยย่อเกี่ยวด้วยเรื่องที่กระทำและรายการข้อสำคัญอื่น ๆ และลงลายมือชื่อผู้พิพากษาไว้ด้วย ทั้งตามมาตรา 50 บัญญัติด้วยว่า ถ้าคู่ความฝ่ายใดจะต้องลงลายมือชื่อ หากเป็นการลงลายมือพิมพ์นิ้วมือ แกงได หรือเครื่องหมายอย่างอื่นที่ได้ทำต่อหน้าศาลนั้น ไม่จำต้องมีลายมือชื่อของพยานสองคนรับรอง ดังเช่นที่ได้บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 9 ซึ่งเห็นได้ชัดว่า รายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเป็นเรื่องศาลชั้นต้นจะต้องทำตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ที่ต้องลงลายมือชื่อผู้พิพากษาและรวมถึงลายมือชื่อผู้พิพากษาสมทบในคดีศาลคดีเยาวชนและครอบครัวด้วย การที่ผู้พิพากษาสมทบลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับที่จำเลยทั้งสองอ้าง จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือให้มีการหย่าโดยความยินยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1514 วรรคสองแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์ไปจดทะเบียนการหย่าได้ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหานี้มาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1214/2548
primary_red_case_no
พ1086/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000464.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ยช.(พ)34/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553