คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 674/2554 ฉบับเต็ม

#509356
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 674/2554 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายธีระชัย ภิบาลบุตร จำเลย ป.อ. มาตรา 340 แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า จำเลยกับพวกเข้าไปทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนได้รับบาดเจ็บและบังคับเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไปเท่าที่คิดว่าพอกับค่าจ้างที่ผู้เสียหายเป็นหนี้พวกจำเลยอยู่เท่านั้น ไม่ได้เอาทรัพย์สินอื่นๆ ที่มีค่ามากไปด้วยก็ตามแต่การกระทำของจำเลยกับพวกดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เป็นการกระทำโดยมีเจตนาทุจริตแล้ว การกระทำของจำเลยกับพวกเป็นการร่วมกันปล้นทรัพย์ของผู้เสียหาย (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 9/2553) ___________________________ โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ราคา 10,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตารา 340 วรรคแรก จำคุก 10 ปี ทางนำสืบและคำให้การในชั้นจับกุมของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน และให้คืนหรือใช้ราคาเงินสด 1,100 บาท บัตรเอ.ที.เอ็ม. และโทรศัพท์เคลื่อนที่ราคา 10,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 6 เดือน และปรับ 3,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาและคำขออื่นให้ยก โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกับพวกอีก 2 คน ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหาย เพื่อมิให้ผู้เสียหายขัดขืน เพื่อให้ความสะดวกแก่การลักเงินสด 1,100 บาท บัตรเอ.ที.เอ็ม. และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายไป หรือการพาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์ ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ หรือให้พ้นจากการจับกุม แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า จำเลยกับพวกเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไปเท่าที่คิดว่าพอกับค่าจ้างที่ผู้เสียหายเป็นหนี้พวกจำเลยอยู่เท่านั้น ไม่ได้เอาทรัพย์สินอื่นๆ ที่มีค่ามากไปด้วยก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยกับพวกดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เป็นการกระทำโดยมีเจตนาทุจริตแล้ว การกระทำของจำเลยกับพวกเป็นการร่วมกันปล้นทรัพย์ของผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น (ทวีป ตันสวัสดิ์-ศิริชัย วัฒนโยธิน-อภิรัตน์ ลัดพลี) ศาลอาญา - นายสุรัตน์ชัย ศิลาภากุล ศาลอุทธรณ์ - นายปกรณ์ วงศาโรจน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก (ประชุมใหญ่) หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3375/2548 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1446/2546 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1959/2547 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
509356
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "นายสุรัตน์ชัย ศิลาภากุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายปกรณ์ วงศาโรจน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081991705"
    }
}
date
2554
deka_no
674/2554
deka_running_no
674
deka_year
2554
department
(ประชุมใหญ่)
judges
[
    "ทวีป ตันสวัสดิ์",
    "ศิริชัย วัฒนโยธิน",
    "อภิรัตน์ ลัดพลี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 340"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายธีระชัย ภิบาลบุตร"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ราคา 10,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตารา 340 วรรคแรก จำคุก 10 ปี ทางนำสืบและคำให้การในชั้นจับกุมของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน และให้คืนหรือใช้ราคาเงินสด 1,100 บาท บัตรเอ.ที.เอ็ม. และโทรศัพท์เคลื่อนที่ราคา 10,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 6 เดือน และปรับ 3,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกับพวกอีก 2 คน ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหาย เพื่อมิให้ผู้เสียหายขัดขืน เพื่อให้ความสะดวกแก่การลักเงินสด 1,100 บาท บัตรเอ.ที.เอ็ม. และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายไป หรือการพาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์ ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ หรือให้พ้นจากการจับกุม แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า จำเลยกับพวกเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไปเท่าที่คิดว่าพอกับค่าจ้างที่ผู้เสียหายเป็นหนี้พวกจำเลยอยู่เท่านั้น ไม่ได้เอาทรัพย์สินอื่นๆ ที่มีค่ามากไปด้วยก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยกับพวกดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เป็นการกระทำโดยมีเจตนาทุจริตแล้ว การกระทำของจำเลยกับพวกเป็นการร่วมกันปล้นทรัพย์ของผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง

พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1446/2546
primary_red_case_no
อ1959/2547
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000461.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.3375/2548
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554