คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15492/2553 ฉบับเต็ม

#509357
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15492/2553 พนักงานอัยการจังหวัดตาก โจทก์ นางคำปอง วราโภค โจทก์ร่วม นายประจักร สีสูงเนิน จำเลย ป.อ. มาตรา 72, มาตรา 288 แม้โจทก์ร่วมจะกีดกันไม่ยอมให้จำเลยพูดคุยกับผู้ตายและด่าว่าจำเลยจนทำให้เกิดโทสะและฆ่าผู้ตายก็ตาม จำเลยก็อ้างบันดาลโทสะไม่ได้ เพราะในขณะนั้นผู้ตายมิใช่ผู้ข่มเหงจำเลยหรือมีส่วนสนับสนุนให้โจทก์ร่วมด่าว่าจำเลยแต่ประการใด การที่จำเลยฆ่าผู้ตายจึงมิใช่เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 288, 289 ริบมีดของกลาง และนับโทษจำเลยต่อกับโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 28/2548 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การว่ากระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณา นางคำปอง วราโภค มารดาของนางหรือนางสาวนิภรวราโภค ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 ลงโทษจำคุก 12 ปี คำเบิกความของจำเลยในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี ริบมีดของกลางส่วนข้อหาอื่นให้ยก และให้นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 28/2548 ของศาลชั้นต้น โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 72 นอกจากผู้กระทำถูกข่มเหงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมแล้ว ยังต้องเป็นการกระทำต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้นด้วย หากกระทำต่อผู้อื่นจะอ้างบันดาลโทสะไม่ได้ คดีนี้ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมประกอบกับคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.10 ว่า วันเกิดเหตุจำเลยเข้าไปในบ้านของโจทก์ร่วมโดยพกมีดปลายแหลมไปด้วย พบโจทก์ร่วมอยู่กับผู้ตายและบุตรผู้ตาย จำเลยขอพูดคุยกับผู้ตายแต่โจทก์ร่วมไม่ยอมกับด่าว่าจำเลยและขู่ว่าจะโทรศัพท์แจ้งความว่าจำเลยบุกรุก จำเลยโมโหจึงชักมีดปลายแหลมจากเอวตัดสายโทรศัพท์ในบ้านและวิ่งไปหาผู้ตายซึ่งอุ้มบุตรผู้ตายอยู่ แล้วใช้มือรัดคอผู้ตายทำให้บุตรผู้ตายหล่นลงไปที่พื้นและลากผู้ตายเข้าไปในห้องน้ำแต่ผู้ตายขัดขืน จำเลยจึงใช้มีดปลายแหลมดังกล่าวปาดคอและแทงผู้ตายยโดยไม่ปรากฏว่าผู้ตายได้ด่าว่าจำเลยและบอกว่าจะไปมีสามีใหม่ซึ่งรวยกว่าจำเลยดังที่จำเลยกล่าวอ้าง ประกอบกับขณะที่โจทก์ร่วมด่าว่าจำเลยนั้น เชื่อว่าผู้ตายได้อุ้มบุตรผู้ตายปลีกตัวออกไปก่อนแล้วเพราะจำเลยอาจเข้ามาทำร้ายและพรากบุตรผู้ตายไปอีกก็ได้ ดังนั้น แม้โจทก์ร่วมจะกีดกันไม่ยอมให้จำเลยพูดคุยกับผู้ตายและด่าว่าจำเลยจนทำให้เกิดโทสะและฆ่าผู้ตายก็ตาม จำเลยก็อ้างบันดาลโทสะไม่ได้เพราะในขณะนั้นผู้ตายมิใช่ผู้ข่มเหงจำเลยหรือมีส่วนสนับสนุนให้โจทก์ร่วมด่าว่าจำเลยแต่ประการใด การที่จำเลยฆ่าผู้ตายจึงมิใช่เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ... พิพากษายืน (วีระวัฒน์ ปวราจารย์-เมทินี ชโลธร-ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร) ศาลจังหวัดตาก - นางณัฐสิรี นิตยะประภา ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายวุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.435/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ951/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ295/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
509357
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดตาก",
        "judge": "นางณัฐสิรี นิตยะประภา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายวุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081992257"
    }
}
date
2553
deka_no
15492/2553
deka_running_no
15492
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "วีระวัฒน์ ปวราจารย์",
    "เมทินี ชโลธร",
    "ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 72",
            "ม. 288"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดตาก"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นางคำปอง วราโภค"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายประจักร สีสูงเนิน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 288, 289 ริบมีดของกลาง และนับโทษจำเลยต่อกับโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 28/2548 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การว่ากระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นางคำปอง วราโภค มารดาของนางหรือนางสาวนิภรวราโภค ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 ลงโทษจำคุก 12 ปี คำเบิกความของจำเลยในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี ริบมีดของกลางส่วนข้อหาอื่นให้ยก และให้นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 28/2548 ของศาลชั้นต้น

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 72 นอกจากผู้กระทำถูกข่มเหงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมแล้ว ยังต้องเป็นการกระทำต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้นด้วย หากกระทำต่อผู้อื่นจะอ้างบันดาลโทสะไม่ได้ คดีนี้ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมประกอบกับคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.10 ว่า วันเกิดเหตุจำเลยเข้าไปในบ้านของโจทก์ร่วมโดยพกมีดปลายแหลมไปด้วย พบโจทก์ร่วมอยู่กับผู้ตายและบุตรผู้ตาย จำเลยขอพูดคุยกับผู้ตายแต่โจทก์ร่วมไม่ยอมกับด่าว่าจำเลยและขู่ว่าจะโทรศัพท์แจ้งความว่าจำเลยบุกรุก จำเลยโมโหจึงชักมีดปลายแหลมจากเอวตัดสายโทรศัพท์ในบ้านและวิ่งไปหาผู้ตายซึ่งอุ้มบุตรผู้ตายอยู่ แล้วใช้มือรัดคอผู้ตายทำให้บุตรผู้ตายหล่นลงไปที่พื้นและลากผู้ตายเข้าไปในห้องน้ำแต่ผู้ตายขัดขืน จำเลยจึงใช้มีดปลายแหลมดังกล่าวปาดคอและแทงผู้ตายยโดยไม่ปรากฏว่าผู้ตายได้ด่าว่าจำเลยและบอกว่าจะไปมีสามีใหม่ซึ่งรวยกว่าจำเลยดังที่จำเลยกล่าวอ้าง ประกอบกับขณะที่โจทก์ร่วมด่าว่าจำเลยนั้น เชื่อว่าผู้ตายได้อุ้มบุตรผู้ตายปลีกตัวออกไปก่อนแล้วเพราะจำเลยอาจเข้ามาทำร้ายและพรากบุตรผู้ตายไปอีกก็ได้ ดังนั้น แม้โจทก์ร่วมจะกีดกันไม่ยอมให้จำเลยพูดคุยกับผู้ตายและด่าว่าจำเลยจนทำให้เกิดโทสะและฆ่าผู้ตายก็ตาม จำเลยก็อ้างบันดาลโทสะไม่ได้เพราะในขณะนั้นผู้ตายมิใช่ผู้ข่มเหงจำเลยหรือมีส่วนสนับสนุนให้โจทก์ร่วมด่าว่าจำเลยแต่ประการใด การที่จำเลยฆ่าผู้ตายจึงมิใช่เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ...

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ951/2547
primary_red_case_no
อ295/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000466.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.435/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553