คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4162/2554 ฉบับเต็ม

#509361
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4162/2554 พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร ผู้ร้อง นายนอ แสนหาร ผู้คัดค้าน พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 32 วรรคสอง คดีอาญาโดยทั่วไปเมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปก็ตาม แต่ในการริบทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 นั้นเป็นบทบัญญัติของกฎหมายพิเศษที่บัญญัติใช้เป็นการเฉพาะว่า คดีไม่ระงับแต่ต้องดำเนินคดีต่อไปภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ฉะนั้นเมื่อจำเลยซึ่งเป็นผู้คัดค้านในคดีนี้ถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินตามคำร้องย่อมตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดโดยผลของกฎหมาย ___________________________ ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งริบทรัพย์สินดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 27, 28, 29, 31 ศาลชั้นต้นได้ประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินดังกล่าวยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินเข้ามาในคดี ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านมิได้กระทำความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษตามฟ้อง และทรัพย์สินที่ถูกยึดไว้ดังกล่าวไม่ใช่ของผู้คัดค้านและมิได้มาจากการเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ ขอให้ยกคำร้องและคืนทรัพย์สินแก่เจ้าของที่แท้จริง ศาลชั้นต้น มีคำสั่งยกคำร้อง ให้คืนเงินสดจำนวน 64,000 บาท และสร้อยคอทองคำ 3 เส้น ที่ยึดไว้แก่เจ้าของ ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ริบเงินจำนวน 64,000 บาท และสร้อยคอทองคำ 3 เส้น ของกลางตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 29, 31 ผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คดีอาญาโดยทั่วไปจำเลย (ผู้คัดค้าน) ถึงแก่ความตาย สิทธิในการฟ้องคดีอาญาย่อมระงับไปก็ตาม แต่ในการริบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั้น เป็นบทบัญญัติของกฎหมายพิเศษ ที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะว่า คดีไม่ระงับแต่ต้องดำเนินคดีต่อไปภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ฉะนั้น เมื่อจำเลย (ผู้คัดค้าน) ถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินตามคำร้องย่อมตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดโดยผลของกฎหมายและกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้คัดค้านอีกต่อไปเพราะไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคดีได้ พิพากษายืน (วิรุฬห์ แสงเทียน-ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล-นิยุต สุภัทรพาหิรผล) ศาลจังหวัดกำแพงเพชร - นางชมพูนุช สาตรเวหา ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นางพัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.5470/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ม23/2545 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ม11/2547 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
509361
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดกำแพงเพชร",
        "judge": "นางชมพูนุช สาตรเวหา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นางพัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081990355"
    }
}
date
2554
deka_no
4162/2554
deka_running_no
4162
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "วิรุฬห์ แสงเทียน",
    "ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล",
    "นิยุต สุภัทรพาหิรผล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 32 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "นายนอ แสนหาร"
    }
]
long_text
ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งริบทรัพย์สินดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 27, 28, 29, 31

ศาลชั้นต้นได้ประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินดังกล่าวยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินเข้ามาในคดี

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านมิได้กระทำความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษตามฟ้อง และทรัพย์สินที่ถูกยึดไว้ดังกล่าวไม่ใช่ของผู้คัดค้านและมิได้มาจากการเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ ขอให้ยกคำร้องและคืนทรัพย์สินแก่เจ้าของที่แท้จริง

ศาลชั้นต้น มีคำสั่งยกคำร้อง ให้คืนเงินสดจำนวน 64,000 บาท และสร้อยคอทองคำ 3 เส้น ที่ยึดไว้แก่เจ้าของ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ริบเงินจำนวน 64,000 บาท และสร้อยคอทองคำ 3 เส้น ของกลางตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 29, 31

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คดีอาญาโดยทั่วไปจำเลย (ผู้คัดค้าน) ถึงแก่ความตาย สิทธิในการฟ้องคดีอาญาย่อมระงับไปก็ตาม แต่ในการริบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั้น เป็นบทบัญญัติของกฎหมายพิเศษ ที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะว่า คดีไม่ระงับแต่ต้องดำเนินคดีต่อไปภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ฉะนั้น เมื่อจำเลย (ผู้คัดค้าน) ถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินตามคำร้องย่อมตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดโดยผลของกฎหมายและกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้คัดค้านอีกต่อไปเพราะไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคดีได้

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
ม23/2545
primary_red_case_no
ม11/2547
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000449.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.5470/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554