คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4410/2554 ฉบับเต็ม

#509364
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4410/2554 พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง โจทก์ นางเพชร์แก้ว ดาวเมืองปลูก ผู้ร้อง นายอนุพล ดวงน่าน กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 46, มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ป.อ. มาตรา 290 วรรคสอง, มาตรา 289 (4), มาตรา 83 คดีนี้ในส่วนอาญา ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะกำหนดโทษและเพียงแต่ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ถูกต้องโดยระบุวรรคของ มาตรา 290 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และบทบัญญัติที่อ้างอิงประกอบภายในวงเล็บ ถือเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และยังคงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง เมื่อคดีส่วนอาญาต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกใช้ไม้ ขวดสุรา และก้อนอิฐเป็นอาวุธทุบตีและร่วมกันชกต่อยทำร้ายผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามฟ้อง ตามป.วิ.อ. มาตรา 46 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้กระทำละเมิดจึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 290 จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานางเพชร์แก้ว มารดานายนิกร ผู้ตายซึ่งเป็นผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะให้แก่ผู้ร้องและเด็กชายวิธวัฒน์ บุตรของผู้ตาย รวมจำนวน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 29 เมษายน 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ และขอให้ยกคำร้องในคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 (ที่ถูก มาตรา 290 วรรคสอง ประกอบมาตรา 289 (4)), 83 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 8 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมาย มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 5 ปี 4 เดือน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 (ที่ถูกร่วมกัน) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องเป็นเงิน 370,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 เมษายน 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้อง (ที่ถูก และคำร้อง) สำหรับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ลงโทษจำคุกคนละ 6 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุกคนละ 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ในคดีส่วนอาญาศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะกำหนดโทษและเพียงแต่ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ถูกต้องโดยระบุวรรคของมาตรา 290 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และบทบัญญัติที่อ้างอิงประกอบภายในวงเล็บถือเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และยังคงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พยานโจทก์ยังมีเหตุระแวงสงสัย และไม่มีพยานโจทก์ปากใดชี้ชัดว่าจำเลยที่ 1 เข้าร่วมทำร้ายผู้ตายจนถึงแก่ความตาย พยานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 นั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ในคดีส่วนอาญานั้น เป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาในคดีส่วนแพ่งว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติว่า "ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" เมื่อคดีส่วนอาญาต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งดังที่วินิจฉัยไปแล้วข้างต้น ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกใช้ไม้ ขวดสุรา และก้อนอิฐเป็นอาวุธทุบตีและร่วมกันชกต่อยทำร้ายผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามฟ้องคดีส่วนแพ่งย่อมต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้กระทำละเมิดจึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องนั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ทวี ประจวบลาภ-ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์-ถมรัตน์ เลิศไพรวัน) ศาลจังหวัดลำปาง - นายชัยฤกษ์ หิมพานต์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายประพัฒน์ ไพทยาภรณ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.6968/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1006/2548 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ533/2550 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
509364
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดลำปาง",
        "judge": "นายชัยฤกษ์ หิมพานต์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นายประพัฒน์ ไพทยาภรณ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081990347"
    }
}
date
2554
deka_no
4410/2554
deka_running_no
4410
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "ทวี ประจวบลาภ",
    "ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์",
    "ถมรัตน์ เลิศไพรวัน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 46",
            "ม. 218 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 290 วรรคสอง",
            "ม. 289 (4)",
            "ม. 83"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นางเพชร์แก้ว ดาวเมืองปลูก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอนุพล ดวงน่าน กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 290

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางเพชร์แก้ว มารดานายนิกร ผู้ตายซึ่งเป็นผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะให้แก่ผู้ร้องและเด็กชายวิธวัฒน์ บุตรของผู้ตาย รวมจำนวน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 29 เมษายน 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ และขอให้ยกคำร้องในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 (ที่ถูก มาตรา 290 วรรคสอง ประกอบมาตรา 289 (4)), 83 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 8 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมาย มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 5 ปี 4 เดือน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 (ที่ถูกร่วมกัน) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องเป็นเงิน 370,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 เมษายน 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้อง (ที่ถูก และคำร้อง) สำหรับจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ลงโทษจำคุกคนละ 6 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุกคนละ 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ในคดีส่วนอาญาศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะกำหนดโทษและเพียงแต่ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ถูกต้องโดยระบุวรรคของมาตรา 290 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และบทบัญญัติที่อ้างอิงประกอบภายในวงเล็บถือเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และยังคงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พยานโจทก์ยังมีเหตุระแวงสงสัย และไม่มีพยานโจทก์ปากใดชี้ชัดว่าจำเลยที่ 1 เข้าร่วมทำร้ายผู้ตายจนถึงแก่ความตาย พยานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 นั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ในคดีส่วนอาญานั้น เป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาในคดีส่วนแพ่งว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติว่า "ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" เมื่อคดีส่วนอาญาต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งดังที่วินิจฉัยไปแล้วข้างต้น ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกใช้ไม้ ขวดสุรา และก้อนอิฐเป็นอาวุธทุบตีและร่วมกันชกต่อยทำร้ายผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามฟ้องคดีส่วนแพ่งย่อมต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้กระทำละเมิดจึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องนั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1006/2548
primary_red_case_no
อ533/2550
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000449.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.6968/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554