คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12518/2553 ฉบับเต็ม

#509366
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12518/2553 นางนันทวัน จันทรกูล กับพวก โจทก์ นายถ่าย เนียมแตง โดยนางบังอร เนียมแตง หรือสิงห์อยู่ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/30, มาตรา 1012 แม้ชื่อสัญญาระบุว่าเป็นสัญญาร่วมหุ้นซื้อที่ดิน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนเสมอไป เพราะการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนนั้นจะต้องมีการกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการนั้น แต่ตามสัญญาพิพาทมีเนื้อหาสาระเพียงว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยร่วมลงทุนซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 637 ในราคา 2,656,000 บาท วางมัดจำไว้ 1,000,000 บาท เป็นเงินของจำเลย 500,000 บาท และเงินของโจทก์ทั้งสองคนละ 250,000 บาท โดยตกลงกันให้ผู้ถือหุ้นแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามอัตราส่วนของจำนวนเงินที่ลงหุ้นวางมัดจำไว้เท่านั้น อันเป็นสัญญารูปแบบหนึ่ง ไม่ใช่เป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนแต่อย่างใด สัญญาร่วมหุ้นซื้อที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสอง ไม่ใช่สัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนแต่เป็นสัญญารูปแบบหนึ่งซึ่ง ป.พ.พ. หรือกฎหมายอื่นไม่ได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ___________________________ โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินลงหุ้นคืนโจทก์ทั้งสองคนละ 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 908,562 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 660,772.50 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,183,562 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 860,772.50 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 592, 593 และ 9736 ตำบลปลายบาง (ศีศะคู) อำเภอบางกรวย (บางใหญ่) จังหวัดนนทบุรี ให้แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมทั้งไปจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทั้งสามแปลง โดยบรรยายส่วนให้โจทก์ทั้งสองมีกรรมสิทธิ์รวมคนละหนึ่งในสี่ส่วนของที่ดิน หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากพ้นวิสัยจะดำเนินการได้ให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 10,299,375 บาท โดยคิดจากราคาที่ดินไร่ละ 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนางบังอร ทายาทของจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 พฤษภาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 660,772.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2535 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 247,789.68 บาท ตามที่ขอ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 860,772.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2535 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 322,789.68 บาท ตามที่ขอ ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 592, 593 และ 9736 ตำบลปลายบาง (ศีศะคู) อำเภอบางกรวย (บางใหญ่) จังหวัดนนทบุรี ให้แก่โจทก์ทั้งสองและให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในโฉนดที่ดินดังกล่าวคนละหนึ่งในสี่ส่วน หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่บังคับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองและจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า แม้ชื่อสัญญาระบุว่าเป็นสัญญาร่วมหุ้นซื้อที่ดิน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนเสมอไป เพราะการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนนั้นจะต้องมีการกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการนั้น มีเนื้อหาสาระเพียงว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยร่วมลงทุนซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 637 ในราคา 2,656,000 บาท วางมัดจำไว้ 1,000,000 บาท เป็นเงินของจำเลย 500,000 บาท และเงินโจทก์ทั้งสองคนละ 250,000 บาท กับร่วมลงทุนซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 592, 593 และ 9736 โดยตกลงกันให้ผู้ถือหุ้นแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามอัตราส่วนของจำนวนเงินที่ลงหุ้นวางมัดจำไว้เท่านั้น อันเป็นสัญญารูปแบบหนึ่ง ไม่ใช่เป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนแต่อย่างใด สำหรับเงินที่โจทก์ทั้งสองออกไปคนละ 250,000 บาท ปรากฏว่าจำเลยได้จ่ายเป็นค่ามัดจำให้แก่พันจ่าอากาศเอกสนั่นตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำแล้ว แม้ต่อมาพันจ่าอากาศเอกสนั่นผิดสัญญายังไม่โอนที่ดินให้แก่จำเลย แต่ก็ไม่ปรากฏว่าพันจ่าอากาศเอกสนั่นได้คืนเงินมัดจำให้แก่จำเลยแล้ว จึงไม่มีเงินมัดจำอยู่กับจำเลยอันจะต้องคืนให้แก่โจทก์ทั้งสอง กรณีไม่ต้องด้วยเรื่องผู้เป็นหุ้นส่วนเรียกเอาส่วนของตนคืนจากผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่นตามที่โจทก์ทั้งสองฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น สัญญาร่วมหุ้นซื้อที่ดินระหว่างโจทก์ทั้งสองกับไม่ใช่สัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนแต่เป็นสัญญารูปแบบหนึ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นไม่ได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โดยให้เริ่มนับแต่ขณะที่โจทก์ทั้งสองอาจบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ธนฤกษ์ นิติเศรณี-สิริรัตน์ จันทรา-สมยศ เข็มทอง) ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายทรงพล อยู่สำราญ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสุรพันธุ์ ละอองมณี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1095/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1928/2543 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ419/2546 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
509366
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนนทบุรี",
        "judge": "นายทรงพล อยู่สำราญ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายสุรพันธุ์ ละอองมณี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081992915"
    }
}
date
2553
deka_no
12518/2553
deka_running_no
12518
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "ธนฤกษ์ นิติเศรณี",
    "สิริรัตน์ จันทรา",
    "สมยศ เข็มทอง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/30",
            "ม. 1012"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางนันทวัน จันทรกูล กับพวก"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นายถ่าย เนียมแตง โดยนางบังอร เนียมแตง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "หรือสิงห์อยู่ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินลงหุ้นคืนโจทก์ทั้งสองคนละ 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 908,562 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 660,772.50 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,183,562 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 860,772.50 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 592, 593 และ 9736 ตำบลปลายบาง (ศีศะคู) อำเภอบางกรวย (บางใหญ่) จังหวัดนนทบุรี ให้แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมทั้งไปจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทั้งสามแปลง โดยบรรยายส่วนให้โจทก์ทั้งสองมีกรรมสิทธิ์รวมคนละหนึ่งในสี่ส่วนของที่ดิน หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากพ้นวิสัยจะดำเนินการได้ให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 10,299,375 บาท โดยคิดจากราคาที่ดินไร่ละ 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนางบังอร ทายาทของจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 พฤษภาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 660,772.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2535 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 247,789.68 บาท ตามที่ขอ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 860,772.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2535 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 322,789.68 บาท ตามที่ขอ ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 592, 593 และ 9736 ตำบลปลายบาง (ศีศะคู) อำเภอบางกรวย (บางใหญ่) จังหวัดนนทบุรี ให้แก่โจทก์ทั้งสองและให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในโฉนดที่ดินดังกล่าวคนละหนึ่งในสี่ส่วน หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่บังคับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า แม้ชื่อสัญญาระบุว่าเป็นสัญญาร่วมหุ้นซื้อที่ดิน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนเสมอไป เพราะการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนนั้นจะต้องมีการกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการนั้น มีเนื้อหาสาระเพียงว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยร่วมลงทุนซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 637 ในราคา 2,656,000 บาท วางมัดจำไว้ 1,000,000 บาท เป็นเงินของจำเลย 500,000 บาท และเงินโจทก์ทั้งสองคนละ 250,000 บาท กับร่วมลงทุนซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 592, 593 และ 9736 โดยตกลงกันให้ผู้ถือหุ้นแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามอัตราส่วนของจำนวนเงินที่ลงหุ้นวางมัดจำไว้เท่านั้น อันเป็นสัญญารูปแบบหนึ่ง ไม่ใช่เป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนแต่อย่างใด สำหรับเงินที่โจทก์ทั้งสองออกไปคนละ 250,000 บาท ปรากฏว่าจำเลยได้จ่ายเป็นค่ามัดจำให้แก่พันจ่าอากาศเอกสนั่นตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำแล้ว แม้ต่อมาพันจ่าอากาศเอกสนั่นผิดสัญญายังไม่โอนที่ดินให้แก่จำเลย แต่ก็ไม่ปรากฏว่าพันจ่าอากาศเอกสนั่นได้คืนเงินมัดจำให้แก่จำเลยแล้ว จึงไม่มีเงินมัดจำอยู่กับจำเลยอันจะต้องคืนให้แก่โจทก์ทั้งสอง กรณีไม่ต้องด้วยเรื่องผู้เป็นหุ้นส่วนเรียกเอาส่วนของตนคืนจากผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่นตามที่โจทก์ทั้งสองฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

สัญญาร่วมหุ้นซื้อที่ดินระหว่างโจทก์ทั้งสองกับไม่ใช่สัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนแต่เป็นสัญญารูปแบบหนึ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นไม่ได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โดยให้เริ่มนับแต่ขณะที่โจทก์ทั้งสองอาจบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1928/2543
primary_red_case_no
พ419/2546
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000472.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1095/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553