คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 160/2554 ฉบับเต็ม

#509367
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 160/2554 นางบุญศรี อัคคพงษ์กุล โจทก์ บริษัทเอสแอลซี ลิสซิ่ง จำกัด กับพวก จำเลย พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มาตรา โจทก์เป็นผู้ทรงตั๋วแลกเงิน ที่มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกตั๋วและจำเลยที่ 2 เป็นผู้อาวัล จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 มิได้มีนิติสัมพันธ์ใดๆ กับโจทก์ จำเลยที่ 3 ซึ่งจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มีหน้าที่ดำเนินการกับบริษัทเงินทุน บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์และสถาบันการเงินที่ถูกคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการ การที่โจทก์จะได้รับผลประโยชน์จากจำเลยที่ 3 จะต้องเข้าหลักเกณฑ์ตามที่กฎและระเบียบที่จำเลยที่ 3 กำหนดกล่าวคือ บุคคลที่จะรับการช่วยเหลือจะต้องเป็นเจ้าหนี้ที่เป็นผู้ทรงตั๋วเงินที่ออกโดยบริษัทเงินทุนบริษัทที่ถูกระงับกิจการ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ใช่บริษัทเงินทุน ส่วนที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ฝากเงินกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทเงินทุนที่ถูกระงับกิจการนั้นโจทก์ไม่มีบัตรเงินฝาก จึงไม่เข้าเงื่อนไขที่จำเลยที่ 3 จะช่วยเหลือ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 105,329,583.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 98,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 98,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 มกราคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนนี้ให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 98,000,000 บาท นับแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2540 ถึงวันที่ 8 มกราคม 2541 ด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้ทรงตั๋วเงินทั้งสองฉบับ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับอาวัลตั๋วเงินทั้งสองฉบับ ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 มิได้มีนิติสัมพันธ์อย่างใด ๆ กับโจทก์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเลยที่ 3 และที่ 4 จัดตั้งขึ้นภายหลังจากโจทก์มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้ว ดังนั้นโจทก์จะได้รับผลประโยชน์จากจำเลยที่ 3 ก็จะต้องเข้าหลักเกณฑ์ตามที่กฎและระเบียบที่จำเลยที่ 3 กำหนด กล่าวคือ บุคคลที่จะรับการช่วยเหลือจะต้องเป็นเจ้าหนี้ที่เป็นผู้ทรงตั๋วเงินที่ออกโดยบริษัทเงินทุน บริษัทที่ถูกระงับกิจการ แต่ตั๋วเงินที่โจทก์เป็นผู้ทรงออกโดยจำเลยที่ 1 หาใช่บริษัทเงินทุนดังกล่าว นอกจากนี้โจทก์อ้างว่าฝากเงินกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทเงินทุนที่ถูกระงับกิจการ แต่โจทก์ไม่มีบัตรเงินฝาก จึงไม่เข้าเงื่อนไขที่จำเลยที่ 3 จะช่วยเหลือ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ (ศิริชัย วัฒนโยธิน-อภิรัตน์ ลัดพลี-ทวีป ตันสวัสดิ์) ศาลแพ่ง - นายศิริศักดิ์ เหมาะทอง ศาลอุทธรณ์ - นายสุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1209/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ15752/2541 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ2586/2545 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
509367
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายศิริศักดิ์ เหมาะทอง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081991925"
    }
}
date
2554
deka_no
160/2554
deka_running_no
160
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "ศิริชัย วัฒนโยธิน",
    "อภิรัตน์ ลัดพลี",
    "ทวีป ตันสวัสดิ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540",
        "law_abbr": "พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางบุญศรี อัคคพงษ์กุล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทเอสแอลซี ลิสซิ่ง จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 105,329,583.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 98,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 98,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 มกราคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนนี้ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 98,000,000 บาท นับแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2540 ถึงวันที่ 8 มกราคม 2541 ด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้ทรงตั๋วเงินทั้งสองฉบับ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับอาวัลตั๋วเงินทั้งสองฉบับ ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 มิได้มีนิติสัมพันธ์อย่างใด ๆ กับโจทก์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเลยที่ 3 และที่ 4 จัดตั้งขึ้นภายหลังจากโจทก์มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้ว ดังนั้นโจทก์จะได้รับผลประโยชน์จากจำเลยที่ 3 ก็จะต้องเข้าหลักเกณฑ์ตามที่กฎและระเบียบที่จำเลยที่ 3 กำหนด กล่าวคือ บุคคลที่จะรับการช่วยเหลือจะต้องเป็นเจ้าหนี้ที่เป็นผู้ทรงตั๋วเงินที่ออกโดยบริษัทเงินทุน บริษัทที่ถูกระงับกิจการ แต่ตั๋วเงินที่โจทก์เป็นผู้ทรงออกโดยจำเลยที่ 1 หาใช่บริษัทเงินทุนดังกล่าว นอกจากนี้โจทก์อ้างว่าฝากเงินกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทเงินทุนที่ถูกระงับกิจการ แต่โจทก์ไม่มีบัตรเงินฝาก จึงไม่เข้าเงื่อนไขที่จำเลยที่ 3 จะช่วยเหลือ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ15752/2541
primary_red_case_no
พ2586/2545
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000463.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1209/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554