คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2472/2554 ฉบับเต็ม

#509372
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2472/2554 บริษัทเลิศพรชัย จำกัด โจทก์ บริษัทไทยสกายลาร์ค จำกัด จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 189 (1), มาตรา 191 วรรคสอง คดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ไม่เกิน 300,000 บาท เป็นคดีมโนสาเร่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 189 (1) ซึ่งกรณีโจทก์ยื่นคำฟ้องเป็นหนังสือ หากศาลเห็นว่าคำฟ้องดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องในส่วนนั้นให้ชัดเจนขึ้นก็ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 191 วรรคสอง ซึ่งเป็นวิธีพิจารณาความที่กำหนดไว้สำหรับการพิจารณาคดีมโนสาเร่ บทบัญญัติดังกล่าวเป็นการให้ดุลพินิจศาลที่จะสั่งหรือไม่สั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 22,751.08 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 22,470 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นให้แก่โจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 191 วรรคสอง แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกค่าจ้างที่โจทก์จัดหาพนักงานรักษาความปลอดภัยมาทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้แก่จำเลย โดยค่าจ้างและดอกเบี้ยคิดถึง วันฟ้องเป็นเงิน 22,751.08 บาท เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ไม่เกิน 300,000 บาท จึงเป็นคดีมโนสาเร่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 189 (1) ซึ่งกรณีโจทก์ยื่นคำฟ้องเป็นหนังสือ หากศาลเห็นว่าคำฟ้องดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องในส่วนนั้นให้ถูกต้องชัดเจนขึ้นก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 191 วรรคสอง ซึ่งเป็นวิธีพิจารณาพิเศษที่กำหนดไว้สำหรับการพิจารณาคดีมโนสาเร่ ตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นการให้ดุลพินิจศาลที่จะสั่งหรือไม่สั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง อย่างไรก็ดีตามคำฟ้องโจทก์ที่ระบุว่า โจทก์ใช้ชื่อในการประกอบกิจการว่าบริษัทพิพัฒน์ ซิเคียวริตี้การ์ด จำกัดนั้น คงมีระบุไว้เพียงแห่งเดียว แต่แห่งอื่น ๆ ทุกแห่งรวมทั้งสำเนาหนังสือรับรองเอกสารท้ายฟ้องโจทก์ ล้วนใช้ชื่อถูกต้องว่าบริษัทเลิศพรชัย จำกัด แสดงชัดเจนในตัวว่าน่าจะเป็นการพิมพ์ชื่อผิดไป จะไม่แก้ไขหรือแก้ไขก็เป็นเรื่องเล็กน้อยไม่มีผลแก่คดี ซึ่งก็ได้ความว่าโจทก์แก้ไขส่วนนี้แล้ว และในส่วนของการว่าจ้างซึ่งเป็นสัญญาจ้างทำของ คำฟ้องบรรยายเข้าใจได้แล้วว่า จำเลยจ้างโจทก์ทำอะไรให้ ระหว่างเวลาใด และโจทก์ทำงานตามที่จ้างแล้วเป็นค่าจ้างค้างชำระเท่าใด ย่อมชัดเจนเรื่องสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับแล้ว คำฟ้องจึงไม่เคลือบคลุมด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 191 วรรคสอง แม้จะไม่จำเป็นแต่ก็ไม่ได้ทำให้เสียหายแก่สิทธิที่คู่ความฝ่ายใดมีอยู่ ถือได้ว่าชอบแล้ว แม้ศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานคู่ความเสร็จแล้ว แต่ในประเด็นอื่นผลการวินิจฉัยอาจต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาได้ จึงยังไม่สมควรจะวินิจฉัยในชั้นนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์กล่าวมาในคำแก้ฎีกาเป็นการตั้งประเด็นใหม่ ทำไม่ได้ในคำแก้ฎีกา จึงไม่มีข้อให้ต้องวินิจฉัย พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ถมรัตน์ เลิศไพรวัน-ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์-ทวี ประจวบลาภ) ศาลแขวงสมุทรปราการ - นายวรรณรัตน์ ชลวิชิต ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายเกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2118/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ6526/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ3966/2550 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
509372
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงสมุทรปราการ",
        "judge": "นายวรรณรัตน์ ชลวิชิต"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9",
        "judge": "นายเกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081990930"
    }
}
date
2554
deka_no
2472/2554
deka_running_no
2472
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "ถมรัตน์ เลิศไพรวัน",
    "ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์",
    "ทวี ประจวบลาภ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 189 (1)",
            "ม. 191 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทเลิศพรชัย จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทไทยสกายลาร์ค จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 22,751.08 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 22,470 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นให้แก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 191 วรรคสอง แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกค่าจ้างที่โจทก์จัดหาพนักงานรักษาความปลอดภัยมาทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้แก่จำเลย โดยค่าจ้างและดอกเบี้ยคิดถึง วันฟ้องเป็นเงิน 22,751.08 บาท เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ไม่เกิน 300,000 บาท จึงเป็นคดีมโนสาเร่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 189 (1) ซึ่งกรณีโจทก์ยื่นคำฟ้องเป็นหนังสือ หากศาลเห็นว่าคำฟ้องดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องในส่วนนั้นให้ถูกต้องชัดเจนขึ้นก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 191 วรรคสอง ซึ่งเป็นวิธีพิจารณาพิเศษที่กำหนดไว้สำหรับการพิจารณาคดีมโนสาเร่ ตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นการให้ดุลพินิจศาลที่จะสั่งหรือไม่สั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง อย่างไรก็ดีตามคำฟ้องโจทก์ที่ระบุว่า โจทก์ใช้ชื่อในการประกอบกิจการว่าบริษัทพิพัฒน์ ซิเคียวริตี้การ์ด จำกัดนั้น คงมีระบุไว้เพียงแห่งเดียว แต่แห่งอื่น ๆ ทุกแห่งรวมทั้งสำเนาหนังสือรับรองเอกสารท้ายฟ้องโจทก์ ล้วนใช้ชื่อถูกต้องว่าบริษัทเลิศพรชัย จำกัด แสดงชัดเจนในตัวว่าน่าจะเป็นการพิมพ์ชื่อผิดไป จะไม่แก้ไขหรือแก้ไขก็เป็นเรื่องเล็กน้อยไม่มีผลแก่คดี ซึ่งก็ได้ความว่าโจทก์แก้ไขส่วนนี้แล้ว และในส่วนของการว่าจ้างซึ่งเป็นสัญญาจ้างทำของ คำฟ้องบรรยายเข้าใจได้แล้วว่า จำเลยจ้างโจทก์ทำอะไรให้ ระหว่างเวลาใด และโจทก์ทำงานตามที่จ้างแล้วเป็นค่าจ้างค้างชำระเท่าใด ย่อมชัดเจนเรื่องสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับแล้ว คำฟ้องจึงไม่เคลือบคลุมด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 191 วรรคสอง แม้จะไม่จำเป็นแต่ก็ไม่ได้ทำให้เสียหายแก่สิทธิที่คู่ความฝ่ายใดมีอยู่ ถือได้ว่าชอบแล้ว แม้ศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานคู่ความเสร็จแล้ว แต่ในประเด็นอื่นผลการวินิจฉัยอาจต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาได้ จึงยังไม่สมควรจะวินิจฉัยในชั้นนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์กล่าวมาในคำแก้ฎีกาเป็นการตั้งประเด็นใหม่ ทำไม่ได้ในคำแก้ฎีกา จึงไม่มีข้อให้ต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ6526/2549
primary_red_case_no
พ3966/2550
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000454.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2118/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554