คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1032/2554 ฉบับเต็ม

#509373
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1032/2554 นางเพ็ญศรี กวักแก้วหรือสีปากดี โจทก์ นายปรีชา กวักแก้ว ในฐานะผู้จัดการมรดกของ นายจู้ กวักแก้ว จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 5 โจทก์ซื้อที่ดินเนื้อที่ประมาณ 80 ไร่ เป็นที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารแสดงสิทธิในที่ดิน ต่อมา สำนักงานที่ดินอำเภอกันตังได้ประกาศและออกสำรวจที่ดินเพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน แต่มีระเบียบคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ซึ่งออกโดยอาศัยประมวลกฎหมายที่ดินได้กำหนดหลักเกณฑ์การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ครอบครองทำประโยชน์ได้ไม่เกิน 50 ไร่ เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด โจทก์จึงขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็น 2 แปลง แปลงแรกจำนวน 50 ไร่ ให้สามีโจทก์มีชื่อถือแทน และอีกแปลงหนึ่งคือที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนที่เกินจาก 50 ไร่ ให้มีชื่อบิดาสามีโจทก์ถือแทน ดังนี้ ขณะโจทก์ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โจทก์รู้อยู่ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิจะขอออก เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด การที่โจทก์ให้บุคคลอื่นมีชื่อถือแทน และต่อมาโจทก์ฟ้องร้องขอให้โอนที่ดินคืนแก่โจทก์ จึงเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงหลักเกณฑ์การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของทางราชการ ถือเป็นการที่โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 605 เล่ม 7 ก หน้า 5 ตำบลบางสัก อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดตรัง สาขาตรัง (ที่ถูก สาขากันตัง) หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายจู้ จดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 605 เล่ม 7 ก หน้า 5 ตำบลบางสัก อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดตรัง สาขากันตัง ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายจู้ จดทะเบียนโอนที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 605 ตำบลบางสัก อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ฟ้องและนำสืบว่า ที่ดินพิพาทดังกล่าวมีเนื้อที่ 29 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา เดิมเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่โจทก์ซื้อมาเมื่อปี 2514 รวมเนื้อที่ประมาณ 80 ไร่ เป็นที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารแสดงสิทธิในที่ดิน จนต่อมาปี 2520 สำนักงานที่ดินอำเภอกันตังได้ประกาศและออกสำรวจที่ดินเพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน แต่โดยที่มีระเบียคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ซึ่งออกโดยอาศัยประมวลกฎหมายที่ดินได้กำหนดหลักเกณฑ์การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ครอบครองทำประโยชน์ได้ไม่เกิน 50 ไร่ เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด โจทก์ซึ่งครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินจึงขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็น 2 แปลง แปลงแรกจำนวน 50 ไร่ ให้นายบุญช่วย สามีของโจทก์มีชื่อถือแทน และอีกแปลงคือที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนที่เกินจาก 50 ไร่ ให้มีชื่อนายจู้บิดาของนายบุญช่วยถือแทน ดังนี้ จึงเห็นได้ว่าขณะโจทก์ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาท โจทก์รู้อยู่ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิจะขอออกเว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด การที่โจทก์ให้บุคคลอื่นมีชื่อถือแทน และต่อมาฟ้องร้องขอให้โอนที่ดินคืนแก่โจทก์ จึงเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงหลักเกณฑ์การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของทางราชการ ถือเป็นการที่โจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริต ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สนอง เล่าศรีวรกต-ประทีป ดุลพินิจธรรมา-สุริยง ลิ้มสถิรานันท์) ศาลจังหวัดตรัง - นายวิทยา หะยีหมัด ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2412/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ458/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ424/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
509373
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดตรัง",
        "judge": "นายวิทยา หะยีหมัด"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9",
        "judge": "นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081991584"
    }
}
date
2554
deka_no
1032/2554
deka_running_no
1032
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "สนอง เล่าศรีวรกต",
    "ประทีป ดุลพินิจธรรมา",
    "สุริยง ลิ้มสถิรานันท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 5"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางเพ็ญศรี กวักแก้วหรือสีปากดี"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นายปรีชา กวักแก้ว ในฐานะผู้จัดการมรดกของ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายจู้ กวักแก้ว"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 605 เล่ม 7 ก หน้า 5 ตำบลบางสัก อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดตรัง สาขาตรัง (ที่ถูก สาขากันตัง) หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายจู้ จดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 605 เล่ม 7 ก หน้า 5 ตำบลบางสัก อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดตรัง สาขากันตัง ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายจู้ จดทะเบียนโอนที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 605 ตำบลบางสัก อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ฟ้องและนำสืบว่า ที่ดินพิพาทดังกล่าวมีเนื้อที่ 29 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา เดิมเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่โจทก์ซื้อมาเมื่อปี 2514 รวมเนื้อที่ประมาณ 80 ไร่ เป็นที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารแสดงสิทธิในที่ดิน จนต่อมาปี 2520 สำนักงานที่ดินอำเภอกันตังได้ประกาศและออกสำรวจที่ดินเพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน แต่โดยที่มีระเบียคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ซึ่งออกโดยอาศัยประมวลกฎหมายที่ดินได้กำหนดหลักเกณฑ์การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ครอบครองทำประโยชน์ได้ไม่เกิน 50 ไร่ เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด โจทก์ซึ่งครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินจึงขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็น 2 แปลง แปลงแรกจำนวน 50 ไร่ ให้นายบุญช่วย สามีของโจทก์มีชื่อถือแทน และอีกแปลงคือที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนที่เกินจาก 50 ไร่ ให้มีชื่อนายจู้บิดาของนายบุญช่วยถือแทน ดังนี้ จึงเห็นได้ว่าขณะโจทก์ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาท โจทก์รู้อยู่ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิจะขอออกเว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด การที่โจทก์ให้บุคคลอื่นมีชื่อถือแทน และต่อมาฟ้องร้องขอให้โอนที่ดินคืนแก่โจทก์ จึงเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงหลักเกณฑ์การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของทางราชการ ถือเป็นการที่โจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริต ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ458/2547
primary_red_case_no
พ424/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000460.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2412/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554