คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10756/2553 ฉบับเต็ม

#509376
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10756/2553 นางวราภรณ์ สุขเกษม โจทก์ นางมะระหรือมาลี โคววะนิช จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), มาตรา 224 วรรคสอง, มาตรา 246, มาตรา 247 คดีนี้เป็นคดีต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง ข้อห้ามอุทธรณ์ตามบทบัญญัตินี้ต้องใช้บังคับแก่การอุทธรณ์ทั้งในประเด็นเนื้อหาแห่งคดีตลอดจนปัญหาเรื่องอื่นๆ ที่เป็นสาขาคดี ซึ่งรวมถึงปัญหาในชั้นบังคับคดีด้วย โดยเหตุที่ทำให้ต้องห้ามอุทธรณ์ต้องถือตามเหตุต้องห้ามอุทธรณ์ในคดีตามคำฟ้องและคำให้การที่พิพาทกันแต่เดิมนั้นเป็นลำดับ หากมีเหตุอันต้องห้ามอุทธรณ์ดังกล่าวแล้วแม้ปัญหาในชั้นสาขาคดีในส่วนการบังคับคดีจะไม่มีเหตุต้องห้ามอุทธรณ์ก็ตาม ก็ต้องถือว่าเป็นคดีต้องห้ามอุทธรณ์ตามเหตุต้องห้ามในคดีแต่เดิมดังกล่าว การที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จากพยานหลักฐานในสำนวนน่าจะฟังข้อเท็จจริงได้ว่า จำเลยออกจากที่ดินตามฟ้องของโจทก์ภายในวันที่ 31 มกราคม 2538 ตามกำหนดในสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมในคดีนี้แล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจึงไม่อาจที่จะบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยได้ อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ย่อมต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วมีคำพิพากษามาจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้คู่ความไม่ได้ฎีกาขึ้นมาเมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรแล้วย่อมยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องเสียได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบมาตรา 246 และ 142 (5) ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้อง ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและการยึดทรัพย์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2542 ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีฉบับลงวันที่ 7 มีนาคม 2539 และการยึดทรัพย์ของจำเลยตามหมายบังคับคดีดังกล่าว โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 22 ธันวาคม 2542 ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องของโจทก์ ค่าคำร้องเป็นพับ โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องและไต่สวนคำร้องของโจทก์แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายบังคับคดีฉบับลงวันที่ 7 มีนาคม 2539 และการยึดทรัพย์ของจำเลยตามหมายบังคับคดีดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยต่อไปค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นยังมิได้ให้มีการรังวัดสอบเขตที่ดินให้ถูกต้องเสียก่อนเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาและพิพากษา ยกคำสั่งและคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้รังวัดตรวจสอบที่ดินให้ถูกต้องแน่นอนเสียก่อนว่าบริเวณที่ดินส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยยังครอบครองทำประโยชน์เนื้อที่ 80 ตารางวาอยู่ในเขตที่ดินพิพาทหรือไม่ แล้วให้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดราชบุรีดำเนินการรังวัดที่ดินพิพาทและมีการรังวัดเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2549 แล้ว ปรากฏว่า แผนที่ตามที่โจทก์นำชี้เขตและอ้างว่าจำเลยเคยครอบครองทำประโยชน์อยู่ในแนวเขตที่ดินของโจทก์ เนื้อที่ 54 ตารางวา แต่ขณะนั้นจำเลยไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์แล้วโจทก์แถลงไม่ติดใจดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยในส่วนการครอบครองที่ดินนี้ คงติดใจบังคับคดีเฉพาะค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยต่อไปค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่ดินตามฟ้องอันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาท ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง และข้อห้ามอุทธรณ์ตามบทบัญญัตินี้ต้องใช้บังคับแก่การอุทธรณ์ทั้งในประเด็นเนื้อหาแห่งคดีตลอดจนปัญหาเรื่องอื่น ๆ ที่เป็นสาขาของคดี ซึ่งรวมถึงปัญหาในชั้นบังคับคดีด้วย โดยเหตุที่ทำให้ต้องห้ามอุทธรณ์ต้องถือตามเหตุต้องห้ามอุทธรณ์ในคดีตามคำฟ้องและคำให้การที่พิพาทกันแต่เดิมนั้นเป็นสำคัญ ซึ่งหากมีเหตุอันต้องห้ามอุทธรณ์ดังกล่าวข้างต้นแล้ว แม้ปัญหาในชั้นสาขาคดีในส่วนการบังคับคดีนี้จะไม่มีเหตุต้องห้ามอุทธรณ์ก็ตาม ก็ต้องถือว่าเป็นคดีต้องห้ามอุทธรณ์ตามเหตุต้องห้ามในคดีแต่เดิมดังกล่าวแล้ว และปรากฏว่าในชั้นอุทธรณ์นั้น จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นสรุปได้ว่า จากพยานหลักฐานในสำนวนน่าจะฟังข้อเท็จจริงได้ว่า จำเลยออกจากที่ดินตามฟ้องของโจทก์ภายในวันที่ 31 มกราคม 2538 ตามกำหนดในสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมในคดีนี้แล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจึงไม่อาจที่จะบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยได้ อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ย่อมต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วมีคำพิพากษามาจึงไม่ชอบและปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้คู่ความไม่ได้ฎีกาขึ้นมา เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรแล้วย่อมยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องเสียได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบมาตรา 246และ 142 (5) และกรณีเช่นนี้จำเลยย่อมไม่มีสิทธิฎีกาต่อมาด้วย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลย พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 และยกฎีกาของจำเลย คงให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาทั้งหมดให้จำเลย ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ (ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร-ยงยุทธ สุเรนทร์รังสิกุล-ชัยยันต์ ศุขโชติ) ศาลจังหวัดราชบุรี - นายจุฬา อินอิว ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายเกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2721/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1444/2537 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1575/2537 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
509376
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดราชบุรี",
        "judge": "นายจุฬา อินอิว"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายเกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081993486"
    }
}
date
2553
deka_no
10756/2553
deka_running_no
10756
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร",
    "ยงยุทธ สุเรนทร์รังสิกุล",
    "ชัยยันต์ ศุขโชติ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 224 วรรคสอง",
            "ม. 246",
            "ม. 247"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางวราภรณ์ สุขเกษม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางมะระหรือมาลี โคววะนิช"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้อง ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและการยึดทรัพย์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2542 ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีฉบับลงวันที่ 7 มีนาคม 2539 และการยึดทรัพย์ของจำเลยตามหมายบังคับคดีดังกล่าว โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 22 ธันวาคม 2542 ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องของโจทก์ ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องและไต่สวนคำร้องของโจทก์แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายบังคับคดีฉบับลงวันที่ 7 มีนาคม 2539 และการยึดทรัพย์ของจำเลยตามหมายบังคับคดีดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยต่อไปค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นยังมิได้ให้มีการรังวัดสอบเขตที่ดินให้ถูกต้องเสียก่อนเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาและพิพากษา ยกคำสั่งและคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้รังวัดตรวจสอบที่ดินให้ถูกต้องแน่นอนเสียก่อนว่าบริเวณที่ดินส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยยังครอบครองทำประโยชน์เนื้อที่ 80 ตารางวาอยู่ในเขตที่ดินพิพาทหรือไม่ แล้วให้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดราชบุรีดำเนินการรังวัดที่ดินพิพาทและมีการรังวัดเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2549 แล้ว ปรากฏว่า แผนที่ตามที่โจทก์นำชี้เขตและอ้างว่าจำเลยเคยครอบครองทำประโยชน์อยู่ในแนวเขตที่ดินของโจทก์ เนื้อที่ 54 ตารางวา แต่ขณะนั้นจำเลยไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์แล้วโจทก์แถลงไม่ติดใจดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยในส่วนการครอบครองที่ดินนี้ คงติดใจบังคับคดีเฉพาะค่าเสียหาย

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยต่อไปค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่ดินตามฟ้องอันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาท ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง และข้อห้ามอุทธรณ์ตามบทบัญญัตินี้ต้องใช้บังคับแก่การอุทธรณ์ทั้งในประเด็นเนื้อหาแห่งคดีตลอดจนปัญหาเรื่องอื่น ๆ ที่เป็นสาขาของคดี ซึ่งรวมถึงปัญหาในชั้นบังคับคดีด้วย โดยเหตุที่ทำให้ต้องห้ามอุทธรณ์ต้องถือตามเหตุต้องห้ามอุทธรณ์ในคดีตามคำฟ้องและคำให้การที่พิพาทกันแต่เดิมนั้นเป็นสำคัญ ซึ่งหากมีเหตุอันต้องห้ามอุทธรณ์ดังกล่าวข้างต้นแล้ว แม้ปัญหาในชั้นสาขาคดีในส่วนการบังคับคดีนี้จะไม่มีเหตุต้องห้ามอุทธรณ์ก็ตาม ก็ต้องถือว่าเป็นคดีต้องห้ามอุทธรณ์ตามเหตุต้องห้ามในคดีแต่เดิมดังกล่าวแล้ว และปรากฏว่าในชั้นอุทธรณ์นั้น จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นสรุปได้ว่า จากพยานหลักฐานในสำนวนน่าจะฟังข้อเท็จจริงได้ว่า จำเลยออกจากที่ดินตามฟ้องของโจทก์ภายในวันที่ 31 มกราคม 2538 ตามกำหนดในสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมในคดีนี้แล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจึงไม่อาจที่จะบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยได้ อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ย่อมต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วมีคำพิพากษามาจึงไม่ชอบและปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้คู่ความไม่ได้ฎีกาขึ้นมา เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรแล้วย่อมยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องเสียได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบมาตรา 246และ 142 (5) และกรณีเช่นนี้จำเลยย่อมไม่มีสิทธิฎีกาต่อมาด้วย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 และยกฎีกาของจำเลย คงให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาทั้งหมดให้จำเลย ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1444/2537
primary_red_case_no
พ1575/2537
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000477.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2721/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553