คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11096/2553 ฉบับเต็ม

#509394
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11096/2553 พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงคราม โจทก์ นางสาวณัฎฐา ตันหยง กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2), มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225 แม้ผู้เสียหายจะอ้างว่ายอมลงชื่อในเอกสารเพราะถูกจำเลยรบเร้า แต่ก็มิใช่ลงชื่อเพราะถูกกลฉ้อฉล หลอกลวง หรือถูกข่มขู่ การลงชื่อในเอกสารจึงสมบูรณ์เมื่อเอกสารดังกล่าวแสดงว่าผู้เสียหายตกลงยอมความกับจำเลยทั้งสอง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปทันทีที่ผู้เสียหายลงชื่อและเขียนข้อความในหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) การที่ผู้เสียหายยืนยันต่อศาลในภายหลังว่าความจริงแล้วยังติดใจเอาความแก่จำเลยทั้งสองและไม่ถอนคำร้องทุกข์นั้น หาทำให้สิทธินำคดีมาฟ้อง ซึ่งระงับไปแล้ว กลับเป็นไม่ระงับไปไม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 80, 83 จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษา จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เนื่องจากฎีกาของจำเลยทั้งสอง มีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงของผู้เสียหายเอกสารท้ายฎีกาหมายเลข 1 ที่มีข้อความระบุว่า "หลังเกิดเหตุ ผู้บริหารนิตยสารจักรวาลตำรวจและจำเลยทั้งสองได้มาชี้แจงให้ผู้เสียหายทราบว่า ที่จำเลยทั้งสองอ้างอิง "ผู้การ" คือ "ผู้การเฉลียว" หรือพลตำรวจตรีเฉลียว อักษรดี ประธานนิตยสารจักรวาลตำรวจ ไม่ใช่ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสงครามแต่อย่างใด ที่ผู้เสียหายดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสองเกิดจากความเข้าใจผิดในข้อเท็จจริง มิได้มีเจตนากลั่นแกล้งจำเลยทั้งสองแม้แต่น้อย และไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยทั้งสองอีกต่อไป" กับมีข้อความกำกับท้ายลายมือชื่อผู้เสียหายด้วยว่า "ขอยืนยันว่าไม่ติดใจเอาความ" ซึ่ง ข้อความข้อนี้ศาลฎีกาจึงจดรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2553 ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนข้อเท็จจริงให้ชัดเจนเสียก่อนว่าผู้เสียหายประสงค์จะถอนคำร้องทุกข์หรือไม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วได้ความตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 15 มิถุนายน 2553 ว่า ผู้เสียหายแถลงรับว่าลายมือชื่อและข้อความที่ว่าขอยืนยันว่า ไม่ติดใจเอาความที่ปรากฏในหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นลายมือชื่อของผู้เสียหาย ที่เขียนเอง เมื่อข้อความในหนังสือดังกล่าวมีถ้อยคำเป็นทำนองว่าผู้เสียหายกับจำเลยทั้งสองประสงค์ที่จะยอมความกันโดยไม่ติดใจดำเนินคดีกันต่อไป ทั้งเหตุที่ศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลชั้นต้น ไต่สวนข้อเท็จจริงตามหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงเอกสารท้ายฎีกาหมายเลข 1 ก็เพื่อให้ได้ความแน่ชัดว่าผู้เสียหายประสงค์ที่จะให้เกิดผลตามข้อความในหนังสือดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งผู้เสียหายก็มิได้โต้แย้งหรือแสดงความประสงค์ว่าไม่ต้องการให้เกิดผลดังข้อความในเอกสารดังกล่าวแต่อย่างใด แม้จะได้ความว่าเหตุที่ผู้เสียหายยอมลงลายมือชื่อก็เพราะผู้เสียหายทนจำเลยทั้งสองรบเร้าไม่ไหวก็ตาม ก็ไม่ทำให้ความประสงค์ตามข้อความในเอกสารดังกล่าวเสียไป เมื่อไม่ปรากฏว่าเอกสารดังกล่าวทำขึ้นโดยถูกกลฉ้อฉล หลอกลวงหรือข่มขู่ กรณีย่อมต้องถือว่าผู้เสียหายได้แสดงเจตนายอมความกับจำเลยทั้งสองโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว คดีนี้เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อผู้เสียหายตกลงยอมความกับจำเลยทั้งสองแล้ว สิทธินำคดีอาญา มาฟ้องย่อมระงับไปทันทีที่ผู้เสียหายลงชื่อและเขียนข้อความลงในหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ดังนั้น การที่ผู้เสียหายกลับมายืนยันต่อศาลชั้นต้นในภายหลังว่า ความจริงแล้วผู้เสียหายยังติดใจเอาความแก่จำเลยทั้งสองและไม่ถอนคำร้องทุกข์นั้น หามีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องซึ่งได้ระงับไปตามหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงดังกล่าว กลับเป็นไม่ระงับไปไม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 จึงให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลฎีกา (ชำนาญ รวิวรรณพงษ์-ไมตรี ศรีอรุณ-สุรพันธุ์ ละอองมณี) ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม - นายธาดา กษิตินนท์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายไมตรี ศิริเมธารักษ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.4266/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ924/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ729/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
509394
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม",
        "judge": "นายธาดา กษิตินนท์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายไมตรี ศิริเมธารักษ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081993367"
    }
}
date
2553
deka_no
11096/2553
deka_running_no
11096
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "ชำนาญ รวิวรรณพงษ์",
    "ไมตรี ศรีอรุณ",
    "สุรพันธุ์ ละอองมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 39 (2)",
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงคราม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวณัฎฐา ตันหยง กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 80, 83

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษา จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เนื่องจากฎีกาของจำเลยทั้งสอง มีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงของผู้เสียหายเอกสารท้ายฎีกาหมายเลข 1 ที่มีข้อความระบุว่า "หลังเกิดเหตุ ผู้บริหารนิตยสารจักรวาลตำรวจและจำเลยทั้งสองได้มาชี้แจงให้ผู้เสียหายทราบว่า ที่จำเลยทั้งสองอ้างอิง "ผู้การ" คือ "ผู้การเฉลียว" หรือพลตำรวจตรีเฉลียว อักษรดี ประธานนิตยสารจักรวาลตำรวจ ไม่ใช่ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสงครามแต่อย่างใด ที่ผู้เสียหายดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสองเกิดจากความเข้าใจผิดในข้อเท็จจริง มิได้มีเจตนากลั่นแกล้งจำเลยทั้งสองแม้แต่น้อย และไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยทั้งสองอีกต่อไป" กับมีข้อความกำกับท้ายลายมือชื่อผู้เสียหายด้วยว่า "ขอยืนยันว่าไม่ติดใจเอาความ" ซึ่ง ข้อความข้อนี้ศาลฎีกาจึงจดรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2553 ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนข้อเท็จจริงให้ชัดเจนเสียก่อนว่าผู้เสียหายประสงค์จะถอนคำร้องทุกข์หรือไม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วได้ความตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 15 มิถุนายน 2553 ว่า ผู้เสียหายแถลงรับว่าลายมือชื่อและข้อความที่ว่าขอยืนยันว่า ไม่ติดใจเอาความที่ปรากฏในหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นลายมือชื่อของผู้เสียหาย ที่เขียนเอง เมื่อข้อความในหนังสือดังกล่าวมีถ้อยคำเป็นทำนองว่าผู้เสียหายกับจำเลยทั้งสองประสงค์ที่จะยอมความกันโดยไม่ติดใจดำเนินคดีกันต่อไป ทั้งเหตุที่ศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลชั้นต้น ไต่สวนข้อเท็จจริงตามหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงเอกสารท้ายฎีกาหมายเลข 1 ก็เพื่อให้ได้ความแน่ชัดว่าผู้เสียหายประสงค์ที่จะให้เกิดผลตามข้อความในหนังสือดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งผู้เสียหายก็มิได้โต้แย้งหรือแสดงความประสงค์ว่าไม่ต้องการให้เกิดผลดังข้อความในเอกสารดังกล่าวแต่อย่างใด แม้จะได้ความว่าเหตุที่ผู้เสียหายยอมลงลายมือชื่อก็เพราะผู้เสียหายทนจำเลยทั้งสองรบเร้าไม่ไหวก็ตาม ก็ไม่ทำให้ความประสงค์ตามข้อความในเอกสารดังกล่าวเสียไป เมื่อไม่ปรากฏว่าเอกสารดังกล่าวทำขึ้นโดยถูกกลฉ้อฉล หลอกลวงหรือข่มขู่ กรณีย่อมต้องถือว่าผู้เสียหายได้แสดงเจตนายอมความกับจำเลยทั้งสองโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว คดีนี้เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อผู้เสียหายตกลงยอมความกับจำเลยทั้งสองแล้ว สิทธินำคดีอาญา มาฟ้องย่อมระงับไปทันทีที่ผู้เสียหายลงชื่อและเขียนข้อความลงในหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ดังนั้น การที่ผู้เสียหายกลับมายืนยันต่อศาลชั้นต้นในภายหลังว่า ความจริงแล้วผู้เสียหายยังติดใจเอาความแก่จำเลยทั้งสองและไม่ถอนคำร้องทุกข์นั้น หามีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องซึ่งได้ระงับไปตามหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงดังกล่าว กลับเป็นไม่ระงับไปไม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

จึงให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลฎีกา
opensearch_id
primary_black_case_no
อ924/2550
primary_red_case_no
อ729/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000476.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.4266/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553