คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1898/2554 ฉบับเต็ม

#509406
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1898/2554 นางสาวศรัญญา จิรนพวุฒิ โจทก์ นายมนัส บุตรที กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 15, มาตรา 172 ป.อ. มาตรา 51, มาตรา 341, มาตรา 350 ป.วิ.พ. มาตรา 27, มาตรา 249 ปัญหาว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้คู่ความถือเอาคำให้การของโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาเป็นส่วนหนึ่งของคำเบิกความในชั้นพิจารณาแล้วให้ทนายจำเลยที่ 1 ถามค้าน เป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง เพราะไม่ได้กระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลยหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์จะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ ก็สามารถยกขึ้นเป็นเหตุฎีกาได้ และคู่ความฝ่ายที่เสียหายจากการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบอาจยกปัญหานั้นขึ้นว่ากล่าวได้ในเวลาใดๆ ก่อนศาลมีคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ก่อนเบิกความโจทก์เป็นฝ่ายเสนอโดยแถลงว่าจะขอถือคำให้การพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำให้การของพยานในชั้นพิจารณาเพราะทนายโจทก์จะถามพยานเช่นเดียวกับในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ทนายจำเลยทั้งสามยอมรับ และศาลชั้นต้นอนุญาตให้คู่ความปฏิบัติตามที่ตกลงกัน โดยทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านและทนายโจทก์ถามติงแล้วต่างฝ่ายต่างสืบพยานมาจนเสร็จสิ้น โจทก์ไม่เคยโต้แย้งคัดค้านก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งการดำเนินกระบวนพิจารณาในการสืบพยานปากนั้นเป็นการกระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลยเพียงแต่โจทก์ขอให้ถือเอาคำเบิกความของโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณา ก็เป็นวิธีการของโจทก์เองที่เลือกเสนอพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยด้วยวิธีนี้ ศาลไม่มีหน้าที่ต้องทักท้วงเสนอแนะว่าพยานหลักฐานเช่นนี้ใช้ลงโทษจำเลยได้หรือไม่ ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 350, 91 ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 หลบหนี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้คู่ความถือเอาคำให้การของโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2543 เป็นส่วนหนึ่งของคำเบิกความในชั้นพิจารณา แล้วให้ทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านในวันที่ 19 มีนาคม 2545 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ได้กระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง เห็นว่า ข้อที่ฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์จะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ ก็สามารถยกเป็นเหตุฎีกาได้ แต่คู่ความฝ่ายที่เสียหายจากการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบอาจยกกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นขึ้นว่ากล่าวได้ในเวลาใดๆ ก่อนศาลมีคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 สำหรับปัญหาที่โจทก์ฎีกานั้นได้ความว่า เมื่อศาลชั้นต้นจดบันทึกว่า "ก่อนเบิกความโจทก์เป็นฝ่ายเสนอโดยแถลงว่า จะขอถือคำให้การพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องลงวันที่ 24 มกราคม 2543 เป็นคำให้การของพยานในชั้นพิจารณา เพราะทนายโจทก์จะถามพยานเช่นเดียวกันกับที่พยานได้ให้การไว้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ทนายจำเลยที่ 1 และทนายจำเลยที่ 2 ที่ 3 ยอมรับ ศาลอนุญาต" ต่อมาคู่ความปฏิบัติตามที่ตกลงกันดังกล่าวโดยทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านและทนายโจทก์ถามติงเพิ่มเติม แล้วต่างสืบพยานฝ่ายของตนเรื่อยมาจนเสร็จสิ้น โดยโจทก์ไม่เคยโต้แย้งคัดค้านก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นการกระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เพียงแต่โจทก์ขอให้ถือเอาคำเบิกความของโจทก์ในชั้นไต่สวนเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณา ก็เป็นวิธีการของโจทก์เอง ที่เลือกเสนอพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยโดยวิธีนี้ ศาลไม่มีหน้าที่ต้องทักท้วงเสนอแนะว่าพยานหลักฐานเช่นนี้ใช้ลงโทษจำเลยได้หรือไม่ได้ ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาโจทก์ (เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์-นพวรรณ อินทรัมพรรย์-ไชยยงค์ คงจันทร์) ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายสมบูรณ์ ศรีมณี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.789/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1149/2542 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ2114/2546 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
509406
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครราชสีมา",
        "judge": "นายสมบูรณ์ ศรีมณี"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081991143"
    }
}
date
2554
deka_no
1898/2554
deka_running_no
1898
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์",
    "นพวรรณ อินทรัมพรรย์",
    "ไชยยงค์ คงจันทร์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 172"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 51",
            "ม. 341",
            "ม. 350"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 27",
            "ม. 249"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวศรัญญา จิรนพวุฒิ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายมนัส บุตรที กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 350, 91

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 หลบหนี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้คู่ความถือเอาคำให้การของโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2543 เป็นส่วนหนึ่งของคำเบิกความในชั้นพิจารณา แล้วให้ทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านในวันที่ 19 มีนาคม 2545 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ได้กระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง เห็นว่า ข้อที่ฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์จะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ ก็สามารถยกเป็นเหตุฎีกาได้ แต่คู่ความฝ่ายที่เสียหายจากการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบอาจยกกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นขึ้นว่ากล่าวได้ในเวลาใดๆ ก่อนศาลมีคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 สำหรับปัญหาที่โจทก์ฎีกานั้นได้ความว่า เมื่อศาลชั้นต้นจดบันทึกว่า "ก่อนเบิกความโจทก์เป็นฝ่ายเสนอโดยแถลงว่า จะขอถือคำให้การพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องลงวันที่ 24 มกราคม 2543 เป็นคำให้การของพยานในชั้นพิจารณา เพราะทนายโจทก์จะถามพยานเช่นเดียวกันกับที่พยานได้ให้การไว้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ทนายจำเลยที่ 1 และทนายจำเลยที่ 2 ที่ 3 ยอมรับ ศาลอนุญาต" ต่อมาคู่ความปฏิบัติตามที่ตกลงกันดังกล่าวโดยทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านและทนายโจทก์ถามติงเพิ่มเติม แล้วต่างสืบพยานฝ่ายของตนเรื่อยมาจนเสร็จสิ้น โดยโจทก์ไม่เคยโต้แย้งคัดค้านก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นการกระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เพียงแต่โจทก์ขอให้ถือเอาคำเบิกความของโจทก์ในชั้นไต่สวนเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณา ก็เป็นวิธีการของโจทก์เอง ที่เลือกเสนอพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยโดยวิธีนี้ ศาลไม่มีหน้าที่ต้องทักท้วงเสนอแนะว่าพยานหลักฐานเช่นนี้ใช้ลงโทษจำเลยได้หรือไม่ได้ ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาโจทก์
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1149/2542
primary_red_case_no
อ2114/2546
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000456.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.789/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554