คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7632/2553 ฉบับเต็ม

#509558
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7632/2553 นางอรวรรณ พลอยชาติตระกูล โจทก์ นายกองวี ศิริสว่าง กับพวก ผู้ร้อง นางจันทรอน ศิริสว่าง กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 42 คู่ความ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (11) หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาล ซึ่งในชั้นขอกันส่วน คู่ความคือ ผู้ร้องทั้งสองกับโจทก์ผู้ซึ่งยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดี ส่วนจำเลยทั้งสองนั้นหาได้เป็นคู่ความในชั้นขอกันส่วนไม่ คู่ความคงมีเฉพาะผู้ร้องกับโจทก์เท่านั้น ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายไปก่อนวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ก็มิใช่กรณีที่จะต้องเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาออกไป จนกว่าจะมีผู้เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 24 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 183,333.33 บาท ตามที่โจทก์ขอ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนจนครบ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ต่อมาจำเลยทั้งสองมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 5345, 27171, 27172 และ 27173 ตำบลวัดใหม่ อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 5345, 27171, 27172 และ 27173 ที่โจทก์นำยึด ผู้ร้องทั้งสองมีกรรมสิทธิ์รวมร่วมกับจำเลยทั้งสอง โดยผู้ร้องทั้งสองและจำเลยทั้งสองได้ตกลงแบ่งแยกที่ดินกันเป็นส่วนสัดแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิยึดที่ดินส่วนของผู้ร้องทั้งสองนำออกขายทอดตลาด ขอให้ศาลมีคำสั่งกันส่วนที่ดินของผู้ร้องทั้งสอง โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องทั้งสองและจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงร่วมกัน ไม่มีการแบ่งแยกการครอบครองกันเป็นส่วนสัด ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องทั้งสองฎีกา ในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาออกไปจนกว่าจะมีผู้เข้ามาเป็นคู่ความแทนขอให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาออกไปจนกว่าจะมีผู้เข้ามาเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คู่ความตามป.วิ.พ. มาตรา 1 (11) หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้อง ในคดีนี้ผู้ร้องขอกันส่วน จำเลยทั้งสองมิได้เป็นบุคคลยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้องในคดีนี้ กรณีจึงไม่ต้องเรียกคู่ความมาแทนที่ ยกคำร้อง ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นต้องเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาออกไปจนกว่าจะมีผู้เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกานั้น เห็นว่า การอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นในประเด็นนี้จะต้องอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 แต่เมื่อคดีมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยก่อน เห็นว่า คู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (11) หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาลซึ่งในชั้นร้องขอกันส่วน คู่ความ คือ ผู้ร้องทั้งสองกับโจทก์ผู้ซึ่งยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดี ส่วนจำเลยทั้งสองนั้นหาได้เป็นคู่ความในชั้นขอกันส่วนไม่ คู่ความคงมีเฉพาะผู้ร้องกับโจทก์เท่านั้น ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายไปก่อนวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ก็มิใช่กรณีที่จะขอให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาออกไปจนกว่าจะมีผู้เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สุมิตร สุภาดุลย์-สมศักดิ์ อเนกพุฒิ-ประยูร ณ ระนอง) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
509558
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081995012"
    }
}
date
2553
deka_no
7632/2553
deka_running_no
7632
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "สุมิตร สุภาดุลย์",
    "สมศักดิ์ อเนกพุฒิ",
    "ประยูร ณ ระนอง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 42"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางอรวรรณ พลอยชาติตระกูล"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นายกองวี ศิริสว่าง กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางจันทรอน ศิริสว่าง กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 24 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 183,333.33 บาท ตามที่โจทก์ขอ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนจนครบ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ต่อมาจำเลยทั้งสองมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 5345, 27171, 27172 และ 27173 ตำบลวัดใหม่ อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 5345, 27171, 27172 และ 27173 ที่โจทก์นำยึด ผู้ร้องทั้งสองมีกรรมสิทธิ์รวมร่วมกับจำเลยทั้งสอง โดยผู้ร้องทั้งสองและจำเลยทั้งสองได้ตกลงแบ่งแยกที่ดินกันเป็นส่วนสัดแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิยึดที่ดินส่วนของผู้ร้องทั้งสองนำออกขายทอดตลาด ขอให้ศาลมีคำสั่งกันส่วนที่ดินของผู้ร้องทั้งสอง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องทั้งสองและจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงร่วมกัน ไม่มีการแบ่งแยกการครอบครองกันเป็นส่วนสัด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองฎีกา

ในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาออกไปจนกว่าจะมีผู้เข้ามาเป็นคู่ความแทนขอให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาออกไปจนกว่าจะมีผู้เข้ามาเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คู่ความตามป.วิ.พ. มาตรา 1 (11) หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้อง ในคดีนี้ผู้ร้องขอกันส่วน จำเลยทั้งสองมิได้เป็นบุคคลยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้องในคดีนี้ กรณีจึงไม่ต้องเรียกคู่ความมาแทนที่ ยกคำร้อง

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นต้องเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาออกไปจนกว่าจะมีผู้เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกานั้น เห็นว่า การอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นในประเด็นนี้จะต้องอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 แต่เมื่อคดีมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยก่อน เห็นว่า คู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (11) หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาลซึ่งในชั้นร้องขอกันส่วน คู่ความ คือ ผู้ร้องทั้งสองกับโจทก์ผู้ซึ่งยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดี ส่วนจำเลยทั้งสองนั้นหาได้เป็นคู่ความในชั้นขอกันส่วนไม่ คู่ความคงมีเฉพาะผู้ร้องกับโจทก์เท่านั้น ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายไปก่อนวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ก็มิใช่กรณีที่จะขอให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาออกไปจนกว่าจะมีผู้เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000491.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553