คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1260/2546 ฉบับเต็ม

#50969
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1260/2546 นาย วัลโรจน์ ตันฤดี โจทก์ กรมทางหลวง จำเลย พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477 มาตรา 10, มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, มาตรา 18 (3), มาตรา 26 วรรคท้าย โจทก์ได้เช่าที่ดินซึ่งบางส่วนถูกเวนคืนโดยการเช่านั้นมีหลักฐานเป็นหนังสือและจดทะเบียนการเช่าไว้ก่อนวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ และในวันที่เจ้าหน้าที่ได้เข้าครอบครองที่ดินที่ถูกเวนคืนดังกล่าวการเช่าที่ดินนั้นยังไม่ระงับ การที่ที่ดินบางส่วนที่โจทก์เช่าถูกเวนคืนย่อมทำให้โจทก์ขาดประโยชน์แห่งสิทธิการเช่าหรือเสียสิทธิที่จะได้ใช้ที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืนนั้นหาผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้โดยชอบนับแต่วันที่เจ้าหน้าที่เข้าครอบครองที่ดินที่เช่าที่ถูกเวนคืนนั้นจนถึงวันครบกำหนดตามสัญญาเช่า ความเสียหายดังกล่าวเป็นความเสียหายจริงโดยเหตุที่ต้องออกจากที่ดินที่ถูกเวนคืน โจทก์ผู้เช่าจึงมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯมาตรา 18(3) คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ เฉพาะค่าโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างโดยมิได้กำหนดเงินค่าทดแทนในการเช่าให้แก่โจทก์และผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาฯ กับโจทก์ได้ทำบันทึกข้อตกลงยินยอมรับเงินค่าทดแทนโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างกันเมื่อวันที่ 24เมษายน 2540 ซึ่งเป็นกรณีที่มีการตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันได้ตามมาตรา 10แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ ซึ่งจำเลยจะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายใน 120 วัน คือภายในวันที่ 22 สิงหาคม 2540ตามมาตรา 11 วรรคหนึ่ง หากคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนในการเช่าซึ่งโจทก์มีสิทธิได้รับให้แก่โจทก์ด้วยแล้ว ผู้ได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาฯ กับโจทก์ก็จะทำข้อตกลงยินยอมรับเงินค่าทดแทนส่วนนี้ในวันเดียวกันกับที่ทำบันทึกข้อตกลงยินยอมฯ และต้องจ่ายเงินค่าทดแทนส่วนนี้ภายในวันที่ 22 สิงหาคม 2540 เช่นกัน แม้คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ไม่ได้กำหนดเงินค่าทดแทนส่วนนี้ให้แก่โจทก์แต่เมื่อศาลฎีกาคณะคดีปกครองได้กำหนดเงินค่าทดแทนส่วนนี้ให้แก่โจทก์แล้ว ถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนส่วนนี้เพิ่มขึ้นตามมาตรา 26 วรรคท้าย โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ต้องไม่เกินอัตราที่โจทก์ขอในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันที่ต้องมีการจ่าย คือวันที่ 22สิงหาคม 2540 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 9,196,273.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 8,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ถูกต้องและเป็นธรรมแล้ว ค่าขาดประโยชน์ที่ไม่สามารถนำที่ดินไปให้ผู้อื่นเช่าช่วงเป็นค่าขาดประโยชน์ในอนาคตที่โจทก์คาดหมายเอาเอง ไม่ใช่ค่าเสียหายหรือค่าขาดประโยชน์ที่แท้จริง อันเนื่องจากโจทก์จะต้องออกจากที่ดินที่เช่าดังกล่าว จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินค่าทดแทนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เช่าบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 150409 ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการจากนายมานพ อยู่ทอง มีกำหนด 23 ปี 3 เดือน นับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2529 เป็นต้นไปอัตราค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท ต่อมาที่ดินโฉนดเลขที่ 150409 ถูกเวนคืนบางส่วนโดยส่วนที่โจทก์เช่าถูกเวนคืนด้วย โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างบ้านไม้ชั้นเดียวรั้วสังกะสี ท่อระบายน้ำและค่าถมดินไปแล้วเท่านั้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนการเช่าอันเนื่องจากการไม่ได้ใช้ที่ดินที่เช่าจนครบกำหนดตามสัญญาเช่าหรือไม่ เพียงใดศาลฎีกาคณะคดีปกครอง เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 18(3) ให้กำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้เช่าที่ดิน โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นในที่ดินที่ต้องเวนคืนแต่การเช่านั้นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือซึ่งได้ทำไว้ก่อนวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 และการเช่านั้นยังมิได้ระงับไปในวันที่เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ได้เข้าครอบครองที่ดิน โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว แต่เงินค่าทดแทนในการเช่านี้พึงกำหนดให้เฉพาะที่ผู้เช่าได้เสียหายจริงโดยเหตุที่ต้องออกจากที่ดิน โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวก่อนสัญญาเช่าระงับ โจทก์ได้เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 150409 ซึ่งบางส่วนถูกเวนคืนโดยการเช่านั้นมีหลักฐานเป็นหนังสือและจดทะเบียนการเช่าไว้ก่อนวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ และในวันที่เจ้าหน้าที่ได้เข้าครอบครองที่ดินที่ถูกเวนคืนดังกล่าวการเช่าที่ดินนั้นยังไม่ระงับ การที่ที่ดินบางส่วนที่โจทก์เช่านั้น ถูกเวนคืนย่อมทำให้โจทก์ขาดประโยชน์แห่งสิทธิการเช่าหรือเสียสิทธิที่จะได้ใช้ที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืนนั้นหาผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้โดยชอบนับแต่วันที่เจ้าหน้าที่เข้าครอบครองที่ดินที่เช่าที่ถูกเวนคืนนั้นจนถึงวันครบกำหนดตามสัญญาเช่า ความเสียหายดังกล่าวจึงเป็นความเสียหายจริงโดยเหตุที่ต้องออกจากที่ดินที่ถูกเวนคืน กรณีเข้าหลักเกณฑ์ที่โจทก์ผู้เช่ามีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามมาตรา 18(3) จึงมีปัญหาต่อไปว่า โจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนส่วนนี้เท่าใด โจทก์มีนายวัลลภ ตันฤดี พี่ชายโจทก์เบิกความว่าเกี่ยวกับที่ดินพิพาท พยานเป็นผู้ติดต่อกับนายมานพ อยู่ทองเจ้าของที่ดิน โดยให้โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินเนื้อที่ 1,000 ตารางวา ในการนี้ โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้แก่นางวันนา แซ่ลิ้ม ผู้เช่าที่ดินพิพาทเดิมเพื่อเลิกสัญญาเป็นเงินประมาณ 2,500,000 บาท นอกจากนี้แล้วได้เสียค่าใช้จ่ายในการถมดิน จัดทำท่อระบายน้ำล้อมรั้วรอบที่ดิน ปลูกสร้างอาคารไม้ และทำถนนเชื่อมต่อกับถนนบางนา - ตราด เสียค่าใช้จ่ายไปทั้งสิ้น 3,500,000 บาท ต่อมาปี 2534 โจทก์ให้บริษัทวอลโว่ (ไทยแลนด์) จำกัด เช่าที่ดินแปลงนี้โดยได้ค่าเช่าเดือนละ 90,000 บาท ปี 2535 บริษัทดังกล่าวได้เลิกสัญญาเช่า โจทก์จึงให้นายเป้า แซ่เฮ้ง กับนางนคนารถ จำนงค์เช่าที่ดินแปลงนี้ต่อเพื่อใช้เก็บและจำหน่ายเสาเข็มมีกำหนด 5 ปี ปีที่ 1 ถึงปีที่ 3 ค่าเช่าเดือนละ 60,000 บาท ส่วนปีที่ 4 และปีที่ 5 ค่าเช่าเดือนละ 70,000 บาท ผู้เช่าทั้งสองได้สั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระค่าเช่าล่วงหน้าให้แก่โจทก์ 60 ฉบับ หลังจากทำสัญญาเช่าแล้ว 10 เดือน ผู้เช่าจึงขอเลิกสัญญาเช่าเนื่องจากที่ดินพิพาทถูกเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาในคดีนี้ ในระหว่างสัญญาเช่า 10 เดือนดังกล่าวนั้นโจทก์สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คได้ครบถ้วน นายวัลลภเบิกความดังกล่าวเพื่อให้เชื่อว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 150409 มีศักยภาพที่จะใช้ทำประโยชน์ให้ได้รับผลตอบแทนเป็นเงินจำนวนมาก แต่โจทก์มีพยานเพียง 2 ปาก คือ นายวัลลภและตัวโจทก์เท่านั้น โจทก์ไม่ได้นำบุคคลอื่นที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำสัญญาเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 150409 ในแต่ละครั้งตามที่นายวัลลภเบิกความถึงและหลักฐานการชำระเงินใด ๆ ดังกล่าว มาสนับสนุน ทั้งตัวโจทก์เองก็ไม่ได้เบิกความถึงเลยว่าโจทก์ได้เสียค่าใช้จ่ายให้แก่นางวันนาผู้เช่าเดิมเป็นค่าตอบแทนการยอมเลิกเช่าที่ดินดังกล่าวเพื่อให้โจทก์เป็นผู้เช่าต่อรวมกับค่าใช้จ่ายในการพัฒนาที่ดินส่วนที่เช่ารวมเป็นเงินถึง 6,000,000 บาท คำเบิกความของนายวัลลภในส่วนนี้จึงไม่น่าเชื่อ ส่วนที่เบิกความว่า ได้ให้บริษัทวอลโว่ (ไทยแลนด์) จำกัด เช่าช่วงที่ดินแปลงนี้เดือนละ 90,000 บาท ก็มีคำเบิกความลอย ๆ ของนายวัลลภเพียงผู้เดียวไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน และสัญญาแบ่งเช่าที่ดินบางส่วน ก็ไม่ได้จดทะเบียนการเช่าไว้ทั้งตามสัญญาดังกล่าวก็ระบุว่าทำกันในวันที่ 7 ธันวาคม 2536 ภายหลังวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ แล้วและเช็คที่อ้างว่าเป็นเช็คที่จ่ายเป็นเงินค่าเช่าช่วงตามสัญญาแบ่งเช่าที่ดินบางส่วน ก็ลงวันที่สั่งจ่ายภายหลังจากวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ เกินกว่า 1 ปี เป็นต้นไปทั้งสิ้น พยานหลักฐานส่วนนี้จึงเป็นพยานหลักฐานที่สามารถสร้างขึ้นเพื่อนำมาใช้ขอเรียกเงินค่าทดแทนให้สูงขึ้นได้ ประกอบกับโจทก์ไม่มีหลักฐานอื่นใดที่มาแสดงให้เห็นได้ว่าผู้ที่โจทก์อ้างว่าเป็นผู้เช่าช่วงที่ดินโฉนดเลขที่ 150409 ได้เข้ามาประกอบกิจการในที่ดินแปลงนี้และได้ผลตอบแทนจากการประกอบกิจการคุ้มค่ากับค่าเช่าตามสัญญาดังกล่าวทั้งตามรูปแผนที่โฉนดที่ดินเลขที่ 150409 และแผนผังแสดงบริเวณสิ่งปลูกสร้างถูกเขตทางด้านทิศใต้ของที่ดินแปลงนี้อยู่ติดลำรางสาธารณประโยชน์ และทิศใต้ของลำรางสาธารณประโยชน์ส่วนน้อยที่อยู่ติดถนนบางนา - ตราด นอกนั้นอยู่ติดที่ดินแปลงอื่นที่ดินโฉนดเลขที่ 150409ไม่ได้อยู่ติดต่อโดยตรงกับถนนบางนา - ตราด จากสภาพและที่ตั้งของที่ดินดังกล่าวกับข้อพิรุธของพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวกับอัตราค่าเช่าที่ดินที่โจทก์เสียให้แก่เจ้าของที่ดินเพียงเดือนละ 2,000 บาท จึงไม่เชื่อว่า โจทก์จะมีรายได้จากการให้เช่าช่วงที่ดินที่โจทก์เช่ามาดังกล่าวถึงปีละ 1,000,000 บาท ดังฟ้องโจทก์ ตามหนังสือสัญญาแบ่งเช่าที่ดิน นายมานพ อยู่ทอง เจ้าของที่ดินแปลงนี้แบ่งที่ดินให้โจทก์เช่าเนื้อที่ 2.51 ไร่หรือ 1,004 ตารางวา และแปลนสิ่งปลูกสร้างที่ดินส่วนที่โจทก์เช่ามาถูกเวนคืนเนื้อที่2 ไร่ 1 งาน 5 ตารางวา ยังเหลือที่ดินส่วนที่เช่าอีก 99 ตารางวา ส่วนวันที่เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ได้เข้าครอบครองที่ดินที่เช่าที่ถูกเวนคืนนั้น โจทก์และจำเลยไม่ได้นำสืบว่าเป็นวันใด แต่โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างเมื่อวันที่ 28พฤษภาคม 2540 ตามสำเนา อันเป็นวันที่เจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าครอบครองหรือใช้อสังหาริมทรัพย์ของโจทก์แล้วตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 13 วรรคสอง โจทก์จึงต้องออกจากสิ่งปลูกสร้างและที่ดินที่โจทก์เช่าในส่วนที่ถูกเวนคืนนับแต่วันดังกล่าวซึ่งก่อนหนังสือสัญญาแบ่งเช่าที่ดินระงับในวันที่ 6 มกราคม 2553 เป็นเวลา 12 ปี 7 เดือนเศษ ศาลฎีกาคณะคดีปกครองได้คำนึงถึงทำเลที่ตั้งและสภาพที่ดินที่โจทก์เช่า ซึ่งมีรั้วสังกะสีที่หักพัง ไม่ปรากฏร่องรอยการใช้ที่ดินแปลงนี้ประกอบธุรกิจใดเป็นหลัก ระยะเวลาที่โจทก์จะต้องออกจากที่ดินที่เช่าในส่วนที่ถูกเวนคืนก่อนสัญญาเช่าระงับดังกล่าวและอัตราค่าเช่าที่ดินที่โจทก์ต้องจ่ายให้แก่เจ้าของที่ดิน และเงินค่าทดแทนส่วนนี้ที่โจทก์จะได้รับในคราวเดียวพร้อมดอกเบี้ยแล้ว เห็นว่า เงินค่าทดแทนในการเช่าที่เป็นธรรมแก่โจทก์และสังคมคือจำนวน 1,200,000 บาท คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์เฉพาะค่าโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างโดยมิได้กำหนดเงินค่าทดแทนในการเช่าให้แก่โจทก์และผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาฯ กับโจทก์ได้ทำบันทึกข้อตกลงยินยอมรับเงินค่าทดแทนโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างกันเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2540 ซึ่งเป็นกรณีที่มีการตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันได้ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ซึ่งจำเลยจะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายใน 120 วัน คือภายในวันที่ 22 สิงหาคม 2540 ตามมาตรา 11 วรรคหนึ่ง หากคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนในการเช่าซึ่งโจทก์มีสิทธิได้รับให้แก่โจทก์ด้วยแล้ว ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาฯ กับโจทก์ก็น่าจะทำข้อตกลงยินยอมรับเงินค่าทดแทนส่วนนี้ในวันเดียวกันกับที่ทำบันทึกข้อตกลงยินยอมฯ และต้องจ่ายเงินค่าทดแทนส่วนนี้ภายในวันที่ 22 สิงหาคม 2540 เช่นกันแม้คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ไม่ได้กำหนดเงินค่าทดแทนส่วนนี้ให้แก่โจทก์แต่เมื่อศาลฎีกาคณะคดีปกครองได้กำหนดเงินค่าทดแทนส่วนนี้ให้แก่โจทก์แล้ว กรณีพอถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนส่วนนี้เพิ่มขึ้นตามมาตรา 26 วรรคท้าย โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ต้องไม่เกินอัตราที่โจทก์ขอด้วยในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันที่ต้องมีการจ่าย คือวันที่ 22 สิงหาคม2540 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาคณะคดีปกครองไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน" พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,200,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ต้องไม่เกินร้อยละ 12 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ (วิชัย วิวิตเสวี-กำพล ภู่สุดแสวง-ประพันธ์ ทรัพย์แสง) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ มีข้อพิจารณาว่าผู้เช่าที่ดิน โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างในที่ดินที่ต้องเวนคืนจะมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากการไม่ได้ใช้ที่ดินที่เช่าจนครบกำหนดตามสัญญาเช่าหรือไม่ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้เช่ามีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าทดแทนจากการที่ไม่ได้ใช้ที่ดิน โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น โดยวินิจฉัยไว้สองแนวทางคือ 1. อาศัยบทบัญญัติของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคท้าย คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7094/2542 2. อาศัยบทบัญญัติพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 18(3) คือ คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ ด้วยเหตุดังกล่าวจึงมีข้อน่าคิดว่าแนวคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวชอบด้วยหลักกฎหมายทั้งสองมาตราหรือไม่ พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 18 บัญญัติว่าเงินค่าทดแทนนั้น ให้กำหนดให้แก่บุคคลดังต่อไปนี้ (1) เจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งที่ดินที่ต้องเวนคืน (2) เจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นที่รื้อถอนไม่ได้ซึ่งมีอยู่ในที่ดินที่ต้องเวนคืนนั้นในวันใช้บังคับ พระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 หรือได้ปลูกสร้างขึ้นภายหลังโดยได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ (3) ผู้เช่าที่ดิน โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นในที่ดินที่ต้องเวนคืนแต่การเช่านั้นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ซึ่งได้ทำไว้ก่อนวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 หรือได้ทำขึ้นภายหลังโดยได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ และการเช่านั้นยังมิได้ระงับไปในวันที่เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ได้เข้าครอบครองที่ดินโรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว แต่เงินค่าทดแทนในการเช่านี้พึงกำหนดให้เฉพาะผู้เช่าได้เสียหายจริงโดยเหตุที่ต้องออกจากที่ดิน โรงเรือน หรือ สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวก่อนสัญญาเช่าระงับ (4) เจ้าของต้นไม้ยืนต้นที่ขึ้นอยู่ในที่ดินในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 (5) เจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นที่รื้อถอนได้ซึ่งมีอยู่ในที่ดินที่ต้องเวนคืนนั้นในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 แต่ต้องไม่เป็นผู้ซึ่งจำต้องรื้อถอนโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไปเมื่อได้รับแจ้งจากเจ้าของที่ดิน เงินค่าทดแทนตาม (5) นี้ พึงกำหนดให้เฉพาะค่ารื้อถอน ค่าขนย้าย และค่าปลูกสร้างใหม่ เท่านั้น (6) บุคคลผู้เสียสิทธิในการใช้ทาง วางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้า หรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันผ่านที่ดินที่ต้องเวนคืนนั้นตามมาตรา 1349 หรือมาตรา 1352 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในกรณีที่บุคคลเช่นว่านั้นได้จ่ายค่าทดแทนในการใช้สิทธิดังกล่าวให้แก่เจ้าของที่ดินที่ต้องเวนคืนแล้ว มาตรา 21 วรรคท้าย บัญญัติว่า ถ้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่อาศัยหรือประกอบการค้าขาย หรือการงานอันชอบด้วยกฎหมายอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนนั้น และบุคคลดังกล่าวได้รับความเสียหายเนื่องจากการที่ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์นั้น ให้กำหนดเงินค่าทดแทนให้สำหรับความเสียหายนั้นด้วย จากบทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าวจะเห็นได้ว่าที่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7099/2542 อ้างว่า ผู้เช่ามีสิทธิได้รับค่าทดแทนสำหรับความเสียหายตามมาตรา 21วรรคท้าย นั้น น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากมาตรา 21 วรรคท้าย บัญญัติถึงเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งหมายถึงบุคคลตามมาตรา 18(1)ส่วนผู้เช่าเป็นผู้มีสิทธิได้รับค่าทดแทนตามมาตรา 18(3) ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้อ้างถ้อยคำของมาตรา 18(3) ที่ว่า แต่เงินค่าทดแทนในการเช่านี้พึงกำหนดให้เฉพาะที่ผู้เช่าได้เสียหายจริงโดยเหตุที่ต้องออกจากที่ดิน โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวก่อนสัญญาเช่าระงับ จึงมีข้อพิจารณาว่าข้อความดังกล่าวนี้จะทำให้ผู้เช่ามีสิทธิได้รับค่าทดแทนในทำนองเดียวกับมาตรา 21 วรรคท้าย ซึ่งเป็นสิทธิที่ผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิได้รับหรือไม่ ผู้หมายเหตุเห็นว่าหากกฎหมายประสงค์เช่นนั้นจริงคงไม่ต้องบัญญัติข้อความดังกล่าวไว้ในมาตรา 18(3) อีก ควรจะนำไปรวมไว้ในมาตรา 21 วรรคท้าย การที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวเป็นการบัญญัติไว้จำกัดสิทธิของผู้เช่า ทั้งนี้ตามหลักกฎหมายแพ่งแล้ว ผู้เช่ามีสิทธิอยู่อาศัยหรือมีสิทธิใช้ทรัพย์สินที่เช่าเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งอันมีจำกัดเท่านั้น แม้จะไม่มีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ เมื่อสัญญาเช่าครบกำหนดผู้เช่าก็จะต้องขนย้ายทรัพย์สินออกไปอยู่แล้ว ทั้งมาตรา 18 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการกำหนดค่าทดแทนดังจะเห็นได้จากมาตรา 9 วรรคสี่ ซึ่งบัญญัติว่า ในการกำหนดราคาเบื้องต้นของอสังหาริมทรัพย์และจำนวนเงินค่าทดแทนให้คณะกรรมการกำหนดโดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 18 มาตรา 21,22 และมาตรา 24 และดำเนินการให้แล้วเสร็จและประกาศราคาที่กำหนดไว้ และสถานที่ตามมาตรา 7 ภายใน 180 วัน นับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า มาตรา 18 เป็นมาตราที่กำหนดจำนวนเงินค่าทดแทนไว้ เมื่อกรณีผู้ถูกเวนคืนไม่เป็นบุคคลตามมาตรา 18(1) จึงไม่สามารถนำมาตรา 21 วรรคท้าย มาใช้บังคับได้ คงมีเฉพาะมาตรา 18 เท่านั้น ซึ่งมาตรา 18 ได้บัญญัติถึงสิทธิของผู้ที่ถูกเวนคืนไว้ครบถ้วนทุกกรณี ดังจะเห็นได้ว่าเจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นที่รื้อถอนไม่ได้ตามมาตรา 18(2) กับเจ้าของโรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นที่รื้อถอนได้ตามมาตรา 18(5) ก็บัญญัติถึงสิทธิที่จะได้รับค่าทดแทนไว้แตกต่างจากกัน โดยเจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นที่รื้อถอนได้จะได้รับเงินค่าทดแทนเฉพาะค่ารื้อถอน ค่าขนย้าย และค่าปลูกสร้างใหม่เท่านั้น เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่าบุคคลตามมาตรา 18(5) มีสิทธิที่ดีกว่าผู้เช่าตามมาตรา 18(3) กลับได้รับค่าทดแทนเฉพาะค่ารื้อถอน ค่าขนย้ายและค่าปลูกสร้างใหม่ ส่วนผู้เช่ากลับมีสิทธิได้รับค่าทดแทนอันเนื่องมาจากการไม่ได้ใช้ที่ดินที่เช่าจนครบกำหนดตามสัญญาเช่าดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ซึ่งไม่น่าจะเป็นเช่นนั้นผู้หมายเหตุจึงเห็นว่าตามมาตรา 18(3) ที่บัญญัติว่าแต่เงินค่าทดแทนในการเช่านี้พึงกำหนดให้เฉพาะที่ผู้เช่าได้เสียหายจริงโดยเหตุที่ต้องออกจากที่ดิน โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวก่อนสัญญาเช่าระงับนั้น คงหมายถึงเฉพาะในเรื่องสิทธิที่จะได้รับจากการเช่า เช่น ค่าขนย้าย ค่าตกแต่ง ปรับปรุงโรงเรือนหรืออาคารที่เช่า และหากผู้เช่าได้ชำระค่าเช่าไว้ล่วงหน้าก็มีสิทธิได้รับคืนตามส่วนดังที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ในคดีที่หมายเหตุนี้ หากตีความว่าผู้เช่าสามารถเรียกค่าเสียหายได้เช่นเดียวกับเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 21 วรรคท้ายโดยอาศัยข้อความตามมาตรา 18(3) ในส่วนท้ายดังกล่าวข้างต้นมาสนับสนุนนั้น จะทำให้มีการจ่ายค่าทดแทนซ้ำซ้อน เช่น เจ้าของอาคารขนาดใหญ่ได้แบ่งอาคารให้บุคคลอื่นเช่าทำสำนักงาน เช่นนี้ ในเบื้องต้นเจ้าของที่ดินพร้อมอาคารเป็นผู้มีสิทธิได้รับค่าทดแทนตามมาตรา 18(1) มีสิทธิที่จะได้รับค่าทดแทนจากอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืน และค่าทดแทนความเสียหายอันเนื่องมาจากการที่ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์ตามมาตา 21 วรรคท้าย และยังต้องมาจ่ายค่าทดแทนประเภทเดียวกันอีกให้แก่ผู้เช่า จึงเป็นการจ่ายค่าทดแทนซ้ำซ้อน ทำให้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะต้องใช้ค่าใช้จ่ายที่มาจากภาษีอากรมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยเนื่องจากอยู่ในระหว่างการพัฒนา หากการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ทำให้รัฐต้องจ่ายเงินค่าทดแทนมากขึ้น จะกระทบกระเทือนต่อการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้เพราะการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์กระทำได้เฉพาะกิจการที่ทำเพื่อพัฒนาประเทศหรือเพื่อประโยชน์สาธารณะเท่านั้น นอกจากนี้ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้ในทำนองจำกัดสิทธิของผู้เช่าในเรื่องค่าทดแทนไว้ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 463/2541 ค่าโอนสิทธิการเช่าเป็นเงินค่าตอบแทนที่โจทก์ผู้เช่าจ่ายให้แก่ผู้เช่าเดิมเพื่อโจทก์จะได้รับโอนสิทธิการเช่าและเข้าครอบครองที่ดินและอาคารที่ถูกเวนคืน ซึ่งโจทก์ได้รับสิทธิตามสัญญาดังกล่าวไปแล้ว ดังนี้เงินค่าตอบแทนการโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวมิใช่ความเสียหายโดยตรงเนื่องจากการที่ต้องออกจากที่ดินและอาคารที่ถูกเวนคืน โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนความเสียหายส่วนนี้ ผู้หมายเหตุจึงเห็นด้วยความเคารพว่า ผู้เช่าไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนความเสียหายอันเนื่องมาจากการไม่ได้ใช้ที่ดินที่เช่าจนครบกำหนดตามสัญญาด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศิริชัย วัฒนโยธิน
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
50969
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082046776"
    }
}
date
2546
deka_no
1260/2546
deka_running_no
1260
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "วิชัย วิวิตเสวี",
    "กำพล ภู่สุดแสวง",
    "ประพันธ์ ทรัพย์แสง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477",
        "sections": [
            "ม. 10",
            "ม. 11 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 18 (3)",
            "ม. 26 วรรคท้าย"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย วัลโรจน์ ตันฤดี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กรมทางหลวง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 9,196,273.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 8,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ถูกต้องและเป็นธรรมแล้ว ค่าขาดประโยชน์ที่ไม่สามารถนำที่ดินไปให้ผู้อื่นเช่าช่วงเป็นค่าขาดประโยชน์ในอนาคตที่โจทก์คาดหมายเอาเอง ไม่ใช่ค่าเสียหายหรือค่าขาดประโยชน์ที่แท้จริง อันเนื่องจากโจทก์จะต้องออกจากที่ดินที่เช่าดังกล่าว จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินค่าทดแทนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เช่าบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 150409 ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการจากนายมานพ อยู่ทอง มีกำหนด 23 ปี 3 เดือน นับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2529 เป็นต้นไปอัตราค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท ต่อมาที่ดินโฉนดเลขที่ 150409 ถูกเวนคืนบางส่วนโดยส่วนที่โจทก์เช่าถูกเวนคืนด้วย โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างบ้านไม้ชั้นเดียวรั้วสังกะสี ท่อระบายน้ำและค่าถมดินไปแล้วเท่านั้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนการเช่าอันเนื่องจากการไม่ได้ใช้ที่ดินที่เช่าจนครบกำหนดตามสัญญาเช่าหรือไม่ เพียงใดศาลฎีกาคณะคดีปกครอง เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 18(3) ให้กำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้เช่าที่ดิน โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นในที่ดินที่ต้องเวนคืนแต่การเช่านั้นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือซึ่งได้ทำไว้ก่อนวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 และการเช่านั้นยังมิได้ระงับไปในวันที่เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ได้เข้าครอบครองที่ดิน โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว แต่เงินค่าทดแทนในการเช่านี้พึงกำหนดให้เฉพาะที่ผู้เช่าได้เสียหายจริงโดยเหตุที่ต้องออกจากที่ดิน โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวก่อนสัญญาเช่าระงับ โจทก์ได้เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 150409 ซึ่งบางส่วนถูกเวนคืนโดยการเช่านั้นมีหลักฐานเป็นหนังสือและจดทะเบียนการเช่าไว้ก่อนวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ และในวันที่เจ้าหน้าที่ได้เข้าครอบครองที่ดินที่ถูกเวนคืนดังกล่าวการเช่าที่ดินนั้นยังไม่ระงับ การที่ที่ดินบางส่วนที่โจทก์เช่านั้น ถูกเวนคืนย่อมทำให้โจทก์ขาดประโยชน์แห่งสิทธิการเช่าหรือเสียสิทธิที่จะได้ใช้ที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืนนั้นหาผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้โดยชอบนับแต่วันที่เจ้าหน้าที่เข้าครอบครองที่ดินที่เช่าที่ถูกเวนคืนนั้นจนถึงวันครบกำหนดตามสัญญาเช่า ความเสียหายดังกล่าวจึงเป็นความเสียหายจริงโดยเหตุที่ต้องออกจากที่ดินที่ถูกเวนคืน กรณีเข้าหลักเกณฑ์ที่โจทก์ผู้เช่ามีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามมาตรา 18(3) จึงมีปัญหาต่อไปว่า โจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนส่วนนี้เท่าใด โจทก์มีนายวัลลภ ตันฤดี พี่ชายโจทก์เบิกความว่าเกี่ยวกับที่ดินพิพาท พยานเป็นผู้ติดต่อกับนายมานพ อยู่ทองเจ้าของที่ดิน โดยให้โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินเนื้อที่ 1,000 ตารางวา ในการนี้ โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้แก่นางวันนา แซ่ลิ้ม ผู้เช่าที่ดินพิพาทเดิมเพื่อเลิกสัญญาเป็นเงินประมาณ 2,500,000 บาท นอกจากนี้แล้วได้เสียค่าใช้จ่ายในการถมดิน จัดทำท่อระบายน้ำล้อมรั้วรอบที่ดิน ปลูกสร้างอาคารไม้ และทำถนนเชื่อมต่อกับถนนบางนา - ตราด เสียค่าใช้จ่ายไปทั้งสิ้น 3,500,000 บาท ต่อมาปี 2534 โจทก์ให้บริษัทวอลโว่ (ไทยแลนด์) จำกัด เช่าที่ดินแปลงนี้โดยได้ค่าเช่าเดือนละ 90,000 บาท ปี 2535 บริษัทดังกล่าวได้เลิกสัญญาเช่า โจทก์จึงให้นายเป้า แซ่เฮ้ง กับนางนคนารถ จำนงค์เช่าที่ดินแปลงนี้ต่อเพื่อใช้เก็บและจำหน่ายเสาเข็มมีกำหนด 5 ปี ปีที่ 1 ถึงปีที่ 3 ค่าเช่าเดือนละ 60,000 บาท ส่วนปีที่ 4 และปีที่ 5 ค่าเช่าเดือนละ 70,000 บาท ผู้เช่าทั้งสองได้สั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระค่าเช่าล่วงหน้าให้แก่โจทก์ 60 ฉบับ หลังจากทำสัญญาเช่าแล้ว 10 เดือน ผู้เช่าจึงขอเลิกสัญญาเช่าเนื่องจากที่ดินพิพาทถูกเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาในคดีนี้ ในระหว่างสัญญาเช่า 10 เดือนดังกล่าวนั้นโจทก์สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คได้ครบถ้วน นายวัลลภเบิกความดังกล่าวเพื่อให้เชื่อว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 150409 มีศักยภาพที่จะใช้ทำประโยชน์ให้ได้รับผลตอบแทนเป็นเงินจำนวนมาก แต่โจทก์มีพยานเพียง 2 ปาก คือ นายวัลลภและตัวโจทก์เท่านั้น โจทก์ไม่ได้นำบุคคลอื่นที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำสัญญาเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 150409 ในแต่ละครั้งตามที่นายวัลลภเบิกความถึงและหลักฐานการชำระเงินใด ๆ ดังกล่าว มาสนับสนุน ทั้งตัวโจทก์เองก็ไม่ได้เบิกความถึงเลยว่าโจทก์ได้เสียค่าใช้จ่ายให้แก่นางวันนาผู้เช่าเดิมเป็นค่าตอบแทนการยอมเลิกเช่าที่ดินดังกล่าวเพื่อให้โจทก์เป็นผู้เช่าต่อรวมกับค่าใช้จ่ายในการพัฒนาที่ดินส่วนที่เช่ารวมเป็นเงินถึง 6,000,000 บาท คำเบิกความของนายวัลลภในส่วนนี้จึงไม่น่าเชื่อ ส่วนที่เบิกความว่า ได้ให้บริษัทวอลโว่ (ไทยแลนด์) จำกัด เช่าช่วงที่ดินแปลงนี้เดือนละ 90,000 บาท ก็มีคำเบิกความลอย ๆ ของนายวัลลภเพียงผู้เดียวไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน และสัญญาแบ่งเช่าที่ดินบางส่วน ก็ไม่ได้จดทะเบียนการเช่าไว้ทั้งตามสัญญาดังกล่าวก็ระบุว่าทำกันในวันที่ 7 ธันวาคม 2536 ภายหลังวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ แล้วและเช็คที่อ้างว่าเป็นเช็คที่จ่ายเป็นเงินค่าเช่าช่วงตามสัญญาแบ่งเช่าที่ดินบางส่วน ก็ลงวันที่สั่งจ่ายภายหลังจากวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ เกินกว่า 1 ปี เป็นต้นไปทั้งสิ้น พยานหลักฐานส่วนนี้จึงเป็นพยานหลักฐานที่สามารถสร้างขึ้นเพื่อนำมาใช้ขอเรียกเงินค่าทดแทนให้สูงขึ้นได้ ประกอบกับโจทก์ไม่มีหลักฐานอื่นใดที่มาแสดงให้เห็นได้ว่าผู้ที่โจทก์อ้างว่าเป็นผู้เช่าช่วงที่ดินโฉนดเลขที่ 150409 ได้เข้ามาประกอบกิจการในที่ดินแปลงนี้และได้ผลตอบแทนจากการประกอบกิจการคุ้มค่ากับค่าเช่าตามสัญญาดังกล่าวทั้งตามรูปแผนที่โฉนดที่ดินเลขที่ 150409 และแผนผังแสดงบริเวณสิ่งปลูกสร้างถูกเขตทางด้านทิศใต้ของที่ดินแปลงนี้อยู่ติดลำรางสาธารณประโยชน์ และทิศใต้ของลำรางสาธารณประโยชน์ส่วนน้อยที่อยู่ติดถนนบางนา - ตราด นอกนั้นอยู่ติดที่ดินแปลงอื่นที่ดินโฉนดเลขที่ 150409ไม่ได้อยู่ติดต่อโดยตรงกับถนนบางนา - ตราด จากสภาพและที่ตั้งของที่ดินดังกล่าวกับข้อพิรุธของพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวกับอัตราค่าเช่าที่ดินที่โจทก์เสียให้แก่เจ้าของที่ดินเพียงเดือนละ 2,000 บาท จึงไม่เชื่อว่า โจทก์จะมีรายได้จากการให้เช่าช่วงที่ดินที่โจทก์เช่ามาดังกล่าวถึงปีละ 1,000,000 บาท ดังฟ้องโจทก์ ตามหนังสือสัญญาแบ่งเช่าที่ดิน นายมานพ อยู่ทอง เจ้าของที่ดินแปลงนี้แบ่งที่ดินให้โจทก์เช่าเนื้อที่ 2.51 ไร่หรือ 1,004 ตารางวา และแปลนสิ่งปลูกสร้างที่ดินส่วนที่โจทก์เช่ามาถูกเวนคืนเนื้อที่2 ไร่ 1 งาน 5 ตารางวา ยังเหลือที่ดินส่วนที่เช่าอีก 99 ตารางวา ส่วนวันที่เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ได้เข้าครอบครองที่ดินที่เช่าที่ถูกเวนคืนนั้น โจทก์และจำเลยไม่ได้นำสืบว่าเป็นวันใด แต่โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างเมื่อวันที่ 28พฤษภาคม 2540 ตามสำเนา อันเป็นวันที่เจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าครอบครองหรือใช้อสังหาริมทรัพย์ของโจทก์แล้วตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 13 วรรคสอง โจทก์จึงต้องออกจากสิ่งปลูกสร้างและที่ดินที่โจทก์เช่าในส่วนที่ถูกเวนคืนนับแต่วันดังกล่าวซึ่งก่อนหนังสือสัญญาแบ่งเช่าที่ดินระงับในวันที่ 6 มกราคม 2553 เป็นเวลา 12 ปี 7 เดือนเศษ ศาลฎีกาคณะคดีปกครองได้คำนึงถึงทำเลที่ตั้งและสภาพที่ดินที่โจทก์เช่า ซึ่งมีรั้วสังกะสีที่หักพัง ไม่ปรากฏร่องรอยการใช้ที่ดินแปลงนี้ประกอบธุรกิจใดเป็นหลัก ระยะเวลาที่โจทก์จะต้องออกจากที่ดินที่เช่าในส่วนที่ถูกเวนคืนก่อนสัญญาเช่าระงับดังกล่าวและอัตราค่าเช่าที่ดินที่โจทก์ต้องจ่ายให้แก่เจ้าของที่ดิน และเงินค่าทดแทนส่วนนี้ที่โจทก์จะได้รับในคราวเดียวพร้อมดอกเบี้ยแล้ว เห็นว่า เงินค่าทดแทนในการเช่าที่เป็นธรรมแก่โจทก์และสังคมคือจำนวน 1,200,000 บาท คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์เฉพาะค่าโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างโดยมิได้กำหนดเงินค่าทดแทนในการเช่าให้แก่โจทก์และผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาฯ กับโจทก์ได้ทำบันทึกข้อตกลงยินยอมรับเงินค่าทดแทนโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างกันเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2540 ซึ่งเป็นกรณีที่มีการตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันได้ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ซึ่งจำเลยจะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายใน 120 วัน คือภายในวันที่ 22 สิงหาคม 2540 ตามมาตรา 11 วรรคหนึ่ง หากคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนในการเช่าซึ่งโจทก์มีสิทธิได้รับให้แก่โจทก์ด้วยแล้ว ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาฯ กับโจทก์ก็น่าจะทำข้อตกลงยินยอมรับเงินค่าทดแทนส่วนนี้ในวันเดียวกันกับที่ทำบันทึกข้อตกลงยินยอมฯ และต้องจ่ายเงินค่าทดแทนส่วนนี้ภายในวันที่ 22 สิงหาคม 2540 เช่นกันแม้คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ไม่ได้กำหนดเงินค่าทดแทนส่วนนี้ให้แก่โจทก์แต่เมื่อศาลฎีกาคณะคดีปกครองได้กำหนดเงินค่าทดแทนส่วนนี้ให้แก่โจทก์แล้ว กรณีพอถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนส่วนนี้เพิ่มขึ้นตามมาตรา 26 วรรคท้าย โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ต้องไม่เกินอัตราที่โจทก์ขอด้วยในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันที่ต้องมีการจ่าย คือวันที่ 22 สิงหาคม2540 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาคณะคดีปกครองไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,200,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ต้องไม่เกินร้อยละ 12 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
มีข้อพิจารณาว่าผู้เช่าที่ดิน โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างในที่ดินที่ต้องเวนคืนจะมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากการไม่ได้ใช้ที่ดินที่เช่าจนครบกำหนดตามสัญญาเช่าหรือไม่ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้เช่ามีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าทดแทนจากการที่ไม่ได้ใช้ที่ดิน โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น โดยวินิจฉัยไว้สองแนวทางคือ 1. อาศัยบทบัญญัติของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคท้าย คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7094/2542 2. อาศัยบทบัญญัติพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 18(3) คือ คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ ด้วยเหตุดังกล่าวจึงมีข้อน่าคิดว่าแนวคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวชอบด้วยหลักกฎหมายทั้งสองมาตราหรือไม่ พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 18 บัญญัติว่าเงินค่าทดแทนนั้น ให้กำหนดให้แก่บุคคลดังต่อไปนี้ (1) เจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งที่ดินที่ต้องเวนคืน (2) เจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นที่รื้อถอนไม่ได้ซึ่งมีอยู่ในที่ดินที่ต้องเวนคืนนั้นในวันใช้บังคับ พระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 หรือได้ปลูกสร้างขึ้นภายหลังโดยได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ (3) ผู้เช่าที่ดิน โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นในที่ดินที่ต้องเวนคืนแต่การเช่านั้นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ซึ่งได้ทำไว้ก่อนวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 หรือได้ทำขึ้นภายหลังโดยได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ และการเช่านั้นยังมิได้ระงับไปในวันที่เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ได้เข้าครอบครองที่ดินโรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว แต่เงินค่าทดแทนในการเช่านี้พึงกำหนดให้เฉพาะผู้เช่าได้เสียหายจริงโดยเหตุที่ต้องออกจากที่ดิน โรงเรือน หรือ สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวก่อนสัญญาเช่าระงับ (4) เจ้าของต้นไม้ยืนต้นที่ขึ้นอยู่ในที่ดินในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 (5) เจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นที่รื้อถอนได้ซึ่งมีอยู่ในที่ดินที่ต้องเวนคืนนั้นในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 แต่ต้องไม่เป็นผู้ซึ่งจำต้องรื้อถอนโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไปเมื่อได้รับแจ้งจากเจ้าของที่ดิน เงินค่าทดแทนตาม (5) นี้ พึงกำหนดให้เฉพาะค่ารื้อถอน ค่าขนย้าย และค่าปลูกสร้างใหม่ เท่านั้น (6) บุคคลผู้เสียสิทธิในการใช้ทาง วางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้า หรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันผ่านที่ดินที่ต้องเวนคืนนั้นตามมาตรา 1349 หรือมาตรา 1352 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในกรณีที่บุคคลเช่นว่านั้นได้จ่ายค่าทดแทนในการใช้สิทธิดังกล่าวให้แก่เจ้าของที่ดินที่ต้องเวนคืนแล้ว มาตรา 21 วรรคท้าย บัญญัติว่า ถ้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่อาศัยหรือประกอบการค้าขาย หรือการงานอันชอบด้วยกฎหมายอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนนั้น และบุคคลดังกล่าวได้รับความเสียหายเนื่องจากการที่ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์นั้น ให้กำหนดเงินค่าทดแทนให้สำหรับความเสียหายนั้นด้วย จากบทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าวจะเห็นได้ว่าที่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7099/2542 อ้างว่า ผู้เช่ามีสิทธิได้รับค่าทดแทนสำหรับความเสียหายตามมาตรา 21วรรคท้าย นั้น น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากมาตรา 21 วรรคท้าย บัญญัติถึงเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งหมายถึงบุคคลตามมาตรา 18(1)ส่วนผู้เช่าเป็นผู้มีสิทธิได้รับค่าทดแทนตามมาตรา 18(3) ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้อ้างถ้อยคำของมาตรา 18(3) ที่ว่า แต่เงินค่าทดแทนในการเช่านี้พึงกำหนดให้เฉพาะที่ผู้เช่าได้เสียหายจริงโดยเหตุที่ต้องออกจากที่ดิน โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวก่อนสัญญาเช่าระงับ จึงมีข้อพิจารณาว่าข้อความดังกล่าวนี้จะทำให้ผู้เช่ามีสิทธิได้รับค่าทดแทนในทำนองเดียวกับมาตรา 21 วรรคท้าย ซึ่งเป็นสิทธิที่ผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิได้รับหรือไม่ ผู้หมายเหตุเห็นว่าหากกฎหมายประสงค์เช่นนั้นจริงคงไม่ต้องบัญญัติข้อความดังกล่าวไว้ในมาตรา 18(3) อีก ควรจะนำไปรวมไว้ในมาตรา 21 วรรคท้าย การที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวเป็นการบัญญัติไว้จำกัดสิทธิของผู้เช่า ทั้งนี้ตามหลักกฎหมายแพ่งแล้ว ผู้เช่ามีสิทธิอยู่อาศัยหรือมีสิทธิใช้ทรัพย์สินที่เช่าเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งอันมีจำกัดเท่านั้น แม้จะไม่มีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ เมื่อสัญญาเช่าครบกำหนดผู้เช่าก็จะต้องขนย้ายทรัพย์สินออกไปอยู่แล้ว ทั้งมาตรา 18 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการกำหนดค่าทดแทนดังจะเห็นได้จากมาตรา 9 วรรคสี่ ซึ่งบัญญัติว่า ในการกำหนดราคาเบื้องต้นของอสังหาริมทรัพย์และจำนวนเงินค่าทดแทนให้คณะกรรมการกำหนดโดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 18 มาตรา 21,22 และมาตรา 24 และดำเนินการให้แล้วเสร็จและประกาศราคาที่กำหนดไว้ และสถานที่ตามมาตรา 7 ภายใน 180 วัน นับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า มาตรา 18 เป็นมาตราที่กำหนดจำนวนเงินค่าทดแทนไว้ เมื่อกรณีผู้ถูกเวนคืนไม่เป็นบุคคลตามมาตรา 18(1) จึงไม่สามารถนำมาตรา 21 วรรคท้าย มาใช้บังคับได้ คงมีเฉพาะมาตรา 18 เท่านั้น ซึ่งมาตรา 18 ได้บัญญัติถึงสิทธิของผู้ที่ถูกเวนคืนไว้ครบถ้วนทุกกรณี ดังจะเห็นได้ว่าเจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นที่รื้อถอนไม่ได้ตามมาตรา 18(2) กับเจ้าของโรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นที่รื้อถอนได้ตามมาตรา 18(5) ก็บัญญัติถึงสิทธิที่จะได้รับค่าทดแทนไว้แตกต่างจากกัน โดยเจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นที่รื้อถอนได้จะได้รับเงินค่าทดแทนเฉพาะค่ารื้อถอน ค่าขนย้าย และค่าปลูกสร้างใหม่เท่านั้น เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่าบุคคลตามมาตรา 18(5) มีสิทธิที่ดีกว่าผู้เช่าตามมาตรา 18(3) กลับได้รับค่าทดแทนเฉพาะค่ารื้อถอน ค่าขนย้ายและค่าปลูกสร้างใหม่ ส่วนผู้เช่ากลับมีสิทธิได้รับค่าทดแทนอันเนื่องมาจากการไม่ได้ใช้ที่ดินที่เช่าจนครบกำหนดตามสัญญาเช่าดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ซึ่งไม่น่าจะเป็นเช่นนั้นผู้หมายเหตุจึงเห็นว่าตามมาตรา 18(3) ที่บัญญัติว่าแต่เงินค่าทดแทนในการเช่านี้พึงกำหนดให้เฉพาะที่ผู้เช่าได้เสียหายจริงโดยเหตุที่ต้องออกจากที่ดิน โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวก่อนสัญญาเช่าระงับนั้น คงหมายถึงเฉพาะในเรื่องสิทธิที่จะได้รับจากการเช่า เช่น ค่าขนย้าย ค่าตกแต่ง ปรับปรุงโรงเรือนหรืออาคารที่เช่า และหากผู้เช่าได้ชำระค่าเช่าไว้ล่วงหน้าก็มีสิทธิได้รับคืนตามส่วนดังที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ในคดีที่หมายเหตุนี้ หากตีความว่าผู้เช่าสามารถเรียกค่าเสียหายได้เช่นเดียวกับเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 21 วรรคท้ายโดยอาศัยข้อความตามมาตรา 18(3) ในส่วนท้ายดังกล่าวข้างต้นมาสนับสนุนนั้น จะทำให้มีการจ่ายค่าทดแทนซ้ำซ้อน เช่น เจ้าของอาคารขนาดใหญ่ได้แบ่งอาคารให้บุคคลอื่นเช่าทำสำนักงาน เช่นนี้ ในเบื้องต้นเจ้าของที่ดินพร้อมอาคารเป็นผู้มีสิทธิได้รับค่าทดแทนตามมาตรา 18(1) มีสิทธิที่จะได้รับค่าทดแทนจากอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืน และค่าทดแทนความเสียหายอันเนื่องมาจากการที่ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์ตามมาตา 21 วรรคท้าย และยังต้องมาจ่ายค่าทดแทนประเภทเดียวกันอีกให้แก่ผู้เช่า จึงเป็นการจ่ายค่าทดแทนซ้ำซ้อน ทำให้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะต้องใช้ค่าใช้จ่ายที่มาจากภาษีอากรมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยเนื่องจากอยู่ในระหว่างการพัฒนา หากการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ทำให้รัฐต้องจ่ายเงินค่าทดแทนมากขึ้น จะกระทบกระเทือนต่อการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้เพราะการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์กระทำได้เฉพาะกิจการที่ทำเพื่อพัฒนาประเทศหรือเพื่อประโยชน์สาธารณะเท่านั้น นอกจากนี้ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้ในทำนองจำกัดสิทธิของผู้เช่าในเรื่องค่าทดแทนไว้ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 463/2541 ค่าโอนสิทธิการเช่าเป็นเงินค่าตอบแทนที่โจทก์ผู้เช่าจ่ายให้แก่ผู้เช่าเดิมเพื่อโจทก์จะได้รับโอนสิทธิการเช่าและเข้าครอบครองที่ดินและอาคารที่ถูกเวนคืน ซึ่งโจทก์ได้รับสิทธิตามสัญญาดังกล่าวไปแล้ว ดังนี้เงินค่าตอบแทนการโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวมิใช่ความเสียหายโดยตรงเนื่องจากการที่ต้องออกจากที่ดินและอาคารที่ถูกเวนคืน โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนความเสียหายส่วนนี้ ผู้หมายเหตุจึงเห็นด้วยความเคารพว่า ผู้เช่าไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนความเสียหายอันเนื่องมาจากการไม่ได้ใช้ที่ดินที่เช่าจนครบกำหนดตามสัญญาด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศิริชัย วัฒนโยธิน
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000956.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546