คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1375/2546 ฉบับเต็ม

#50971
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1375/2546 นางสาว ชฎารัตน์ จิระธนาไพบูลย์ โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที. เอส. โอเวอร์ซีส์ เอ็กปอร์ต แอนด์ อิมปอร์ต กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 900, มาตรา 904, มาตรา 987, มาตรา 989 ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง, มาตรา 183, มาตรา 225 วรรคหนึ่ง คำให้การของจำเลยที่ 2 ที่ว่าโจทก์ได้เช็คพิพาทไว้ในครอบครองโดยทุจริตนั้นทุจริตอย่างไรก็ไม่ได้กล่าวไว้ชัด ที่ว่าคบคิดกับบุคคลอื่น บุคคลอื่นนั้น เป็นผู้ทรงเช็คคนก่อนหรือไม่ หรือเป็นผู้ใดไม่ปรากฏ ที่ว่าโจทก์ควรรู้ว่าเช็คพิพาทมีการชำระหนี้แล้ว ก็ไม่ใช่คำยืนยันว่าโจทก์รู้ แปลความว่าอาจไม่รู้ก็ได้เช่นกันแล้วให้การว่าโจทก์ได้เช็คพิพาทมาด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นคำให้การไม่ชัดแจ้ง ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่าโจทก์ได้รับโอนเช็คพิพาทจาก ร. โดยคบคิดกันฉ้อฉล จึงไม่มีประเด็นที่จะนำสืบ ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นพิพาท จำเลยที่ 2 ให้ ร. นำเช็คแลกเงินสดจากโจทก์และมีการเปลี่ยนเช็คเรื่อยมาต่อมาได้รวมจำนวนเงินที่เป็นหนี้และกู้เงินเพิ่มอีกแล้วจำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้ไว้แก่โจทก์โดยเป็นการกู้เงินและการแลกเปลี่ยนเช็ค โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ได้ติดต่อกันโดยตรงแต่ติดต่อผ่าน ร. เช็คพิพาทจึงมีมูลหนี้โดยชอบ โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาท จำเลยทั้งสองเป็นผู้สั่งจ่าย เมื่อธนาคารผู้จ่ายปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900,987และ 989 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 202,098.96 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 200,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 165,000 บาท นับแต่วันที่23 เมษายน 2541 และของต้นเงินจำนวน 35,000 บาท นับแต่วันที่ 4 พฤษภาคม2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่าการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าโจทก์รับโอนเช็คพิพาทโดยคบคิดกันฉ้อฉล จึงไม่ใช่ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นการฟังข้อเท็จจริงนอกเหนือจากที่จำเลยที่ 2 นำสืบนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามเช็คพิพาทจากจำเลยทั้งสองผู้สั่งจ่ายในฐานะที่โจทก์เป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่นางรัตตาเพื่อแลกเงินสด โจทก์ได้เช็คพิพาทไว้ในครอบครองโดยทุจริตคบคิดกับบุคคลอื่นซึ่งโจทก์ควรรู้ว่าเช็คพิพาทนั้นชำระหนี้เรียบร้อยแล้วหรือมิฉะนั้นโจทก์ก็ได้มาด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามคำให้การดังนี้ที่ว่าโจทก์ได้เช็คพิพาทไว้ในครอบครองโดยทุจริตนั้นทุจริตอย่างไรก็ไม่ได้กล่าวไว้ชัด ที่ว่าคบคิดกับบุคคลอื่น บุคคลอื่นนั้นเป็นผู้ทรงเช็คคนก่อนหรือไม่ หรือเป็นผู้ใดก็ไม่ปรากฏ ที่ว่าโจทก์ควรรู้ว่าเช็คพิพาทมีการชำระหนี้แล้วก็ไม่ใช่คำยืนยันว่าโจทก์รู้ แปลความว่าอาจไม่รู้ก็ได้เช่นกัน แล้วยังให้การว่าโจทก์ได้เช็คพิพาทมาด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นคำให้การไม่ชัดแจ้ง ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่า โจทก์ได้รับโอนเช็คพิพาทจากนางรัตตาโดยคบคิดกันฉ้อฉลจึงไม่มีประเด็นที่จะนำสืบ ยิ่งกว่านั้นในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 ก็นำสืบแต่เพียงว่าจำเลยที่ 2 ออกเช็คพิพาทให้แก่นางรัตตาไม่ได้นำสืบถึงเรื่องการโอนเช็คพิพาท ดังนั้นเมื่อเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งโดยไม่มีประเด็นที่จะนำสืบแล้ว แม้จำเลยที่ 2 จะยกปัญหาการโอนเช็คพิพาทโดยคบคิดกันฉ้อฉลขึ้นมาในอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นพิพาท ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ฎีกาของโจทก์อีกข้อหนึ่งว่าเช็คพิพาทมีมูลหนี้โดยชอบนั้น โจทก์มีโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า จำเลยที่ 2 ให้นางรัตตานำเช็คแลกเงินสดจากโจทก์และมีการเปลี่ยนเช็คเรื่อยมา ต่อมาได้รวมจำนวนเงินที่เป็นหนี้และกู้เงินเพิ่มอีกแล้วจำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้ไว้แก่โจทก์โดยเป็นการกู้เงินและการแลกเปลี่ยนเช็คโจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ได้ติดต่อกันโดยตรงแต่ติดต่อผ่านนางรัตตา นางรัตตาพยานโจทก์เบิกความว่า นำเช็คของจำเลยทั้งสองไปแลกเงินสดจากโจทก์มาให้แก่จำเลยทั้งสองเป็นเวลาหลายปีแล้วมีการรวมเงินที่เป็นหนี้กับกู้เพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทให้แก่โจทก์จนเกิดกรณีพิพาทเป็นคดีนี้ เห็นว่า นอกจากโจทก์จะมีเช็คพิพาทเป็นหลักฐานแล้ว นางรัตตาซึ่งเป็นบุคคลที่รู้เรื่องดีที่สุดเบิกความสมข้างโจทก์ว่า เจ้าหนี้คือโจทก์ และจำเลยทั้งสองยังไม่ได้ชำระเงินตามเช็คพิพาท แม้คำเบิกความของนางรัตตาจะผิดไปจากคำเบิกความของโจทก์บ้างก็ไม่ใช่ในข้อสาระสำคัญ ส่วนฝ่ายจำเลยทั้งสองมีจำเลยที่ 2 เบิกความว่า ออกเช็คแลกเงินสดจากนางรัตตามาตั้งแต่ปี 2537 ถึงปี 2539 มีการรวมหนี้เป็นเงิน 165,000 บาท กู้เพิ่มอีก 35,000 บาทรวมเป็นเงิน 200,000 บาท จำเลยที่ 2 ออกเช็คพิพาทให้เพราะผ่อนชำระหนี้ให้แก่นางรัตตาเกินกว่าจำนวนหนี้แล้ว แต่นางรัตตาไม่คืนเช็คฉบับเก่าให้จากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 เป็นเรื่องขัดต่อเหตุผล เป็นการผิดวิสัยที่จำเลยที่ 2 ซึ่งอ้างว่าชำระหนี้จนเกินจำนวนหนี้แล้วยังออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่นางรัตตาอีก พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเช็คพิพาทมีมูลหนี้โดยชอบ โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาท จำเลยทั้งสองเป็นผู้สั่งจ่าย เมื่อธนาคารผู้จ่ายปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 900, 987 และ 989 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (สายันต์ สุรสมภพ-วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์-เรวัตร อิศราภรณ์) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
50971
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082046763"
    }
}
date
2546
deka_no
1375/2546
deka_running_no
1375
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "สายันต์ สุรสมภพ",
    "วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์",
    "เรวัตร อิศราภรณ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 900",
            "ม. 904",
            "ม. 987",
            "ม. 989"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 177 วรรคสอง",
            "ม. 183",
            "ม. 225 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาว ชฎารัตน์ จิระธนาไพบูลย์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที. เอส. โอเวอร์ซีส์ เอ็กปอร์ต แอนด์ อิมปอร์ต กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 202,098.96 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 200,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 165,000 บาท นับแต่วันที่23 เมษายน 2541 และของต้นเงินจำนวน 35,000 บาท นับแต่วันที่ 4 พฤษภาคม2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่าการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าโจทก์รับโอนเช็คพิพาทโดยคบคิดกันฉ้อฉล จึงไม่ใช่ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นการฟังข้อเท็จจริงนอกเหนือจากที่จำเลยที่ 2 นำสืบนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามเช็คพิพาทจากจำเลยทั้งสองผู้สั่งจ่ายในฐานะที่โจทก์เป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่นางรัตตาเพื่อแลกเงินสด โจทก์ได้เช็คพิพาทไว้ในครอบครองโดยทุจริตคบคิดกับบุคคลอื่นซึ่งโจทก์ควรรู้ว่าเช็คพิพาทนั้นชำระหนี้เรียบร้อยแล้วหรือมิฉะนั้นโจทก์ก็ได้มาด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามคำให้การดังนี้ที่ว่าโจทก์ได้เช็คพิพาทไว้ในครอบครองโดยทุจริตนั้นทุจริตอย่างไรก็ไม่ได้กล่าวไว้ชัด ที่ว่าคบคิดกับบุคคลอื่น บุคคลอื่นนั้นเป็นผู้ทรงเช็คคนก่อนหรือไม่ หรือเป็นผู้ใดก็ไม่ปรากฏ ที่ว่าโจทก์ควรรู้ว่าเช็คพิพาทมีการชำระหนี้แล้วก็ไม่ใช่คำยืนยันว่าโจทก์รู้ แปลความว่าอาจไม่รู้ก็ได้เช่นกัน แล้วยังให้การว่าโจทก์ได้เช็คพิพาทมาด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นคำให้การไม่ชัดแจ้ง ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่า โจทก์ได้รับโอนเช็คพิพาทจากนางรัตตาโดยคบคิดกันฉ้อฉลจึงไม่มีประเด็นที่จะนำสืบ ยิ่งกว่านั้นในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 ก็นำสืบแต่เพียงว่าจำเลยที่ 2 ออกเช็คพิพาทให้แก่นางรัตตาไม่ได้นำสืบถึงเรื่องการโอนเช็คพิพาท ดังนั้นเมื่อเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งโดยไม่มีประเด็นที่จะนำสืบแล้ว แม้จำเลยที่ 2 จะยกปัญหาการโอนเช็คพิพาทโดยคบคิดกันฉ้อฉลขึ้นมาในอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นพิพาท ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ฎีกาของโจทก์อีกข้อหนึ่งว่าเช็คพิพาทมีมูลหนี้โดยชอบนั้น โจทก์มีโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า จำเลยที่ 2 ให้นางรัตตานำเช็คแลกเงินสดจากโจทก์และมีการเปลี่ยนเช็คเรื่อยมา ต่อมาได้รวมจำนวนเงินที่เป็นหนี้และกู้เงินเพิ่มอีกแล้วจำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้ไว้แก่โจทก์โดยเป็นการกู้เงินและการแลกเปลี่ยนเช็คโจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ได้ติดต่อกันโดยตรงแต่ติดต่อผ่านนางรัตตา นางรัตตาพยานโจทก์เบิกความว่า นำเช็คของจำเลยทั้งสองไปแลกเงินสดจากโจทก์มาให้แก่จำเลยทั้งสองเป็นเวลาหลายปีแล้วมีการรวมเงินที่เป็นหนี้กับกู้เพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทให้แก่โจทก์จนเกิดกรณีพิพาทเป็นคดีนี้ เห็นว่า นอกจากโจทก์จะมีเช็คพิพาทเป็นหลักฐานแล้ว นางรัตตาซึ่งเป็นบุคคลที่รู้เรื่องดีที่สุดเบิกความสมข้างโจทก์ว่า เจ้าหนี้คือโจทก์ และจำเลยทั้งสองยังไม่ได้ชำระเงินตามเช็คพิพาท แม้คำเบิกความของนางรัตตาจะผิดไปจากคำเบิกความของโจทก์บ้างก็ไม่ใช่ในข้อสาระสำคัญ ส่วนฝ่ายจำเลยทั้งสองมีจำเลยที่ 2 เบิกความว่า ออกเช็คแลกเงินสดจากนางรัตตามาตั้งแต่ปี 2537 ถึงปี 2539 มีการรวมหนี้เป็นเงิน 165,000 บาท กู้เพิ่มอีก 35,000 บาทรวมเป็นเงิน 200,000 บาท จำเลยที่ 2 ออกเช็คพิพาทให้เพราะผ่อนชำระหนี้ให้แก่นางรัตตาเกินกว่าจำนวนหนี้แล้ว แต่นางรัตตาไม่คืนเช็คฉบับเก่าให้จากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 เป็นเรื่องขัดต่อเหตุผล เป็นการผิดวิสัยที่จำเลยที่ 2 ซึ่งอ้างว่าชำระหนี้จนเกินจำนวนหนี้แล้วยังออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่นางรัตตาอีก พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเช็คพิพาทมีมูลหนี้โดยชอบ โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาท จำเลยทั้งสองเป็นผู้สั่งจ่าย เมื่อธนาคารผู้จ่ายปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 900, 987 และ 989 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000956.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546