คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4667/2554 ฉบับเต็ม

#509720
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4667/2554 พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โจทก์ นายณัฐพลหรือกอล์ฟ ผิวนวล จำเลย ป.อ. มาตรา 83, มาตรา 276 วรรคสอง ตามพฤติการณ์ที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปส่งผู้เสียหายกลับบ้านหลังจากที่จำเลยร่วมประเวณีกับผู้เสียหายแล้วระหว่างทางพบ ต. กับพวก จำเลยจึงให้ ต. ไปส่งผู้เสียหายแทนโดยอ้างว่ามีธุระ แต่ ต. กลับพาผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง โดยจำเลยไปอยู่ในที่เกิดเหตุในขณะที่ผู้เสียหายถูก ต. กับพวกข่มขืนกระทำชำเราด้วยในลักษณะที่พร้อมจะช่วยเหลือได้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเชื่อว่าเป็นแผนการที่จำเลยกับพวกร่วมกันคบคิดพาผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเราในที่เกิดเหตุ แม้จำเลยจะไม่ได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายในขณะนั้นด้วย การกระทำของจำเลยดังกล่าวถือได้ว่าเป็นตัวการร่วมกับพวกข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 276 และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1722/2546 ของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุก 15 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1722/2546 ของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา เข้ากับโทษในคดีนี้รวมจำคุก 10 ปี 2 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง ประกอบมาตรา 86 ให้จำคุก 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1722/2546 ของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา เข้ากับโทษของจำเลยแล้ว รวมเป็นจำคุกจำเลย 6 ปี 10 เดือน โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2547 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา นายนัฐพงษ์หรือตั้มขับรถจักรยานยนต์ไปรับนางสาวกรรณิกา ผู้เสียหายที่บ้าน ต่อมาจำเลยได้มาพบผู้เสียหายและนายนัฐพงษ์ แล้วจำเลยขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายไปร่วมประเวณีที่บริเวณบ่อทราย หลังจากนั้นจึงขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายกลับ ระหว่างทางพบกับนายตั๊ก จำเลยให้นายตั๊กขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายไปส่งบ้าน แต่นายตั๊กกลับขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายไปที่บริเวณเพิงพักใกล้บ่อทรายที่จำเลยพาผู้เสียหายไปร่วมประเวณีในครั้งแรก หลังจากนั้นมีคนร้ายหลายคนร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยมีว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การร่วมประเวณีระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายที่จำเลยพาผู้เสียหายไปที่บ่อทรายในครั้งแรกจะยังมีข้อสงสัยอยู่ว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายหรือไม่ ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย แต่ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่าในขณะที่นายตั๊กกับพวกข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอยู่ที่เพิงพักที่เกิดเหตุนั้น จำเลยยืนอยู่ ไม่ได้ร่วมข่มขืนด้วย แต่จำเลยไม่ได้ช่วยเหลือและไม่ได้ร้องห้ามปราม แม้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากดวงจันทร์มีความสว่างไม่มากนัก แต่ผู้เสียหายและจำเลยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกันถึงขนาดมีการร่วมประเวณีกันในวันเกิดเหตุถึง 2 ครั้ง ได้แก่ ในตอนกลางวันของวันเกิดเหตุครั้งหนึ่ง และในช่วงก่อนเกิดเหตุไม่นานนักอีกครั้งหนึ่ง ผู้เสียหายให้การถึงจำเลยว่าอยู่ในที่เกิดเหตุในขณะถูกนายตั๊กกับพวกข่มขืนด้วยในวันรุ่งขึ้นทันทีหลังเกิดเหตุ โดยผู้เสียหายไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยจึงไม่มีเหตุที่จะปรักปรำจำเลยโดยไม่เป็นความจริง เชื่อว่าผู้เสียหายเห็นและจำจำเลยได้แน่ ดังนั้น ตามพฤติการณ์ที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปส่งผู้เสียหายกลับบ้านหลังจากที่จำเลยร่วมประเวณีกับผู้เสียหายแล้วระหว่างทางพบกับนายตั๊กกับพวก จำเลยจึงให้นายตั๊กไปส่งผู้เสียหายแทนโดยอ้างว่ามีธุระจะต้องทำในตอนเช้า แต่นายตั๊กกลับพาผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง โดยจำเลยไปอยู่ในที่เกิดเหตุในขณะที่ผู้เสียหายถูกนายตั๊กกับพวกข่มขืนกระทำชำเราด้วยในลักษณะที่พร้อมจะช่วยเหลือได้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเชื่อว่าเป็นแผนการที่จำเลยกับพวกร่วมกันคบคิดพาผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเราในที่เกิดเหตุ แม้จำเลยจะไม่ได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายในขณะนั้นด้วย การกระทำของจำเลยดังกล่าวถือได้ว่าเป็นตัวการร่วมกับพวกข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าจำเลยเป็นผู้สนับสนุนให้นายตั๊กกับพวกข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (สุริยง ลิ้มสถิรานันท์-ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์-ประทีป ดุลพินิจธรรมา) ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นายสุทัต บินรามัน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายวัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3677/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1465/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ2059/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
509720
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา",
        "judge": "นายสุทัต บินรามัน"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายวัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081990249"
    }
}
date
2554
deka_no
4667/2554
deka_running_no
4667
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "สุริยง ลิ้มสถิรานันท์",
    "ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์",
    "ประทีป ดุลพินิจธรรมา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 83",
            "ม. 276 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายณัฐพลหรือกอล์ฟ ผิวนวล"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 276 และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1722/2546 ของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุก 15 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1722/2546 ของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา เข้ากับโทษในคดีนี้รวมจำคุก 10 ปี 2 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง ประกอบมาตรา 86 ให้จำคุก 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1722/2546 ของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา เข้ากับโทษของจำเลยแล้ว รวมเป็นจำคุกจำเลย 6 ปี 10 เดือน

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2547 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา นายนัฐพงษ์หรือตั้มขับรถจักรยานยนต์ไปรับนางสาวกรรณิกา ผู้เสียหายที่บ้าน ต่อมาจำเลยได้มาพบผู้เสียหายและนายนัฐพงษ์ แล้วจำเลยขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายไปร่วมประเวณีที่บริเวณบ่อทราย หลังจากนั้นจึงขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายกลับ ระหว่างทางพบกับนายตั๊ก จำเลยให้นายตั๊กขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายไปส่งบ้าน แต่นายตั๊กกลับขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายไปที่บริเวณเพิงพักใกล้บ่อทรายที่จำเลยพาผู้เสียหายไปร่วมประเวณีในครั้งแรก หลังจากนั้นมีคนร้ายหลายคนร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยมีว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การร่วมประเวณีระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายที่จำเลยพาผู้เสียหายไปที่บ่อทรายในครั้งแรกจะยังมีข้อสงสัยอยู่ว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายหรือไม่ ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย แต่ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่าในขณะที่นายตั๊กกับพวกข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอยู่ที่เพิงพักที่เกิดเหตุนั้น จำเลยยืนอยู่ ไม่ได้ร่วมข่มขืนด้วย แต่จำเลยไม่ได้ช่วยเหลือและไม่ได้ร้องห้ามปราม แม้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากดวงจันทร์มีความสว่างไม่มากนัก แต่ผู้เสียหายและจำเลยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกันถึงขนาดมีการร่วมประเวณีกันในวันเกิดเหตุถึง 2 ครั้ง ได้แก่ ในตอนกลางวันของวันเกิดเหตุครั้งหนึ่ง และในช่วงก่อนเกิดเหตุไม่นานนักอีกครั้งหนึ่ง ผู้เสียหายให้การถึงจำเลยว่าอยู่ในที่เกิดเหตุในขณะถูกนายตั๊กกับพวกข่มขืนด้วยในวันรุ่งขึ้นทันทีหลังเกิดเหตุ โดยผู้เสียหายไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยจึงไม่มีเหตุที่จะปรักปรำจำเลยโดยไม่เป็นความจริง เชื่อว่าผู้เสียหายเห็นและจำจำเลยได้แน่ ดังนั้น ตามพฤติการณ์ที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปส่งผู้เสียหายกลับบ้านหลังจากที่จำเลยร่วมประเวณีกับผู้เสียหายแล้วระหว่างทางพบกับนายตั๊กกับพวก จำเลยจึงให้นายตั๊กไปส่งผู้เสียหายแทนโดยอ้างว่ามีธุระจะต้องทำในตอนเช้า แต่นายตั๊กกลับพาผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง โดยจำเลยไปอยู่ในที่เกิดเหตุในขณะที่ผู้เสียหายถูกนายตั๊กกับพวกข่มขืนกระทำชำเราด้วยในลักษณะที่พร้อมจะช่วยเหลือได้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเชื่อว่าเป็นแผนการที่จำเลยกับพวกร่วมกันคบคิดพาผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเราในที่เกิดเหตุ แม้จำเลยจะไม่ได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายในขณะนั้นด้วย การกระทำของจำเลยดังกล่าวถือได้ว่าเป็นตัวการร่วมกับพวกข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าจำเลยเป็นผู้สนับสนุนให้นายตั๊กกับพวกข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1465/2547
primary_red_case_no
อ2059/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000448.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.3677/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554