ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1164/2546
พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
โจทก์
นาย ธรรมนูญ จันทร์มงคล
จำเลย
ป.วิ.อ. มาตรา 78, มาตรา 92, มาตรา 226
เจ้าพนักงานตำรวจได้ขอความยินยอมจาก น. มารดาจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของบ้านที่เกิดเหตุก่อนทำการค้น แสดงว่าการค้นกระทำขึ้นโดยอาศัยอำนาจความยินยอมของน. แม้การค้นจะกระทำโดยไม่มีหมายค้นที่ออกโดยศาลอนุญาตให้ค้นได้ ก็หาได้เป็นการค้นโดยมิชอบไม่ นอกจากนี้ก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะดำเนินการค้นได้เห็นจำเลยซึ่งอยู่ในห้องนอนโยนเมทแอมเฟตามีนออกไปนอกหน้าต่าง อันเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจพบจำเลยกำลังกระทำความผิด ซึ่งหน้าและได้กระทำลงในที่รโหฐาน เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจจับจำเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายจับหรือหมายค้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78(1),92(2) เมทแอมเฟตามีนที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จึงนำมารับฟังประกอบคำรับสารภาพของจำเลยได้
___________________________
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางวันจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 80 เม็ด น้ำหนัก 7.20 กรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายเหตุเกิดที่ตำบลบางกระสั้น อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 67, 91, 102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 และริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์
จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ต่อมาขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 1 ปี ปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 10 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาหรือไม่จำเลยฎีกาว่า การค้นของเจ้าพนักงานตำรวจเป็นไป โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจมิได้นำหมายค้นที่ออกโดยศาลมาแสดงก่อนที่จะเข้าทำการค้น โดยพันตำรวจเอกประภัทร์ บุญญลักษณ์ เพียงแต่แสดงบัตรประจำตัวเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดก่อนเข้าทำการค้นเท่านั้น พยานหลักฐานที่ได้มาจากการค้นจึงไม่อาจนำมารับฟังลงโทษจำเลยได้ ในปัญหานี้ได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกประจักษ์และนายดาบตำรวจจารึกพยานโจทก์ว่า เจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบว่ามีการลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ที่บ้านเลขที่ 5/1 หมู่ที่ 3 ตำบลบางกระสั้นอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ในวันเกิดเหตุพยานทั้งสองพร้อมด้วยพันตำรวจเอกประภัทร์กับพวกได้เดินทางไปที่บ้านดังกล่าวพบนางพรพิมลมารดาจำเลยซึ่งแจ้งว่าเป็นเจ้าของบ้าน พันตำรวจเอกประภัทร์จึงแสดงบัตรประจำตัวเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแก่นางพรพิมลและขอตรวจค้น นางพรพิมลยินยอมให้ค้นได้ ขณะขึ้นไปบนบ้านที่เกิดเหตุนายดาบตำรวจจารึกเห็นจำเลยหยิบสิ่งของออกมาจากใต้เตียงและโยนไปนอกหน้าต่างจึงมาตรวจสอบดูพบว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนจำนวน 80 เม็ด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติก 4 ใบ เห็นว่า การค้นบ้านที่เกิดเหตุนั้นแม้เจ้าพนักงานตำรวจผู้ทำการค้นจะได้แสดงบัตรประจำตัวเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแก่นางพรพิมลก่อนก็ตาม แต่ก่อนที่จะดำเนินการค้นก็ได้ขอความยินยอมจากนางพรพิมลเจ้าของบ้านที่เกิดเหตุก่อนซึ่งแสดงว่าการค้นดังกล่าวกระทำขึ้นโดยอาศัยอำนาจความยินยอมของนางพรพิมลมารดาจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของบ้านที่เกิดเหตุ เมื่อไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจได้ขู่เข็ญหรือหลอกลวงให้นางพรพิมลให้ความยินยอมในการค้นแต่ประการใด แม้การค้นดังกล่าวจะกระทำลงโดยไม่มีหมายค้นที่ออกโดยศาลอนุญาตให้ค้นได้ก็หาได้เป็นการค้นโดยมิชอบแต่อย่างใดไม่ นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังได้ความด้วยว่า ก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะดำเนินการค้นนั้นได้เห็นจำเลยซึ่งอยู่ในห้องนอนโยนสิ่งของออกไปนอกหน้าต่าง เมื่อไปตรวจสอบดูก็พบเมทแอมเฟตามีนอันเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจพบจำเลยกำลังกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองอันเป็นความผิดซึ่งหน้าและได้กระทำลงในที่รโหฐานเจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจจับจำเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายจับหรือหมายค้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78(1), 92(2) เมทแอมเฟตามีนจำนวน 80 เม็ด ที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จึงนำมารับฟังประกอบคำรับสารภาพของจำเลยได้ข้อเท็จจริงจึงฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 80 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 57, 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่), 91 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
(ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์-ธาดา กษิตินนท์-หัสดี ไกรทองสุก)
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
ในเรื่องความรับผิดในทางอาญานั้น มีหลักว่า หากยินยอมให้มีการกระทำเช่นหญิงที่อายุเกินสิบห้าปียอมให้ชายร่วมประเวณีด้วยโดยสมัครใจ การกระทำของชายก็ไม่เป็นข่มขืนกระทำชำเรา หรือหากผู้ครอบครองทรัพย์อนุญาตให้ผู้กระทำเอาทรัพย์ไปการกระทำก็ไม่เป็นการแบ่งการครอบครองจึงไม่เป็นการเอาทรัพย์ไปจากการครอบครองของผู้อื่น การกระทำก็ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ หรือหากผู้ครอบครองที่รโหฐานยินยอมให้มีการเข้าไป ผู้ที่เข้าในที่รโหฐานนั้นก็ไม่มีความผิดฐานบุกรุกเป็นต้น กรณีต่าง ๆ เหล่านี้ การกระทำไม่เป็นความผิดเพราะ "ขาดองค์ประกอบภายนอก" เช่น กรณีที่ผู้ครอบครองทรัพย์อนุญาตให้เอาไป ผู้ที่หยิบทรัพย์นั้นไปไม่ผิดฐานลักทรัพย์ โดยถือว่า ไม่มีการ "เอาไป" เพราะ "เอาไป" หมายความว่า เอาไปโดยการแย่งการครอบครอง ในเรื่องความรับผิดในทางอาญานั้น ยังมีความยินยอมอีกประเภทหนึ่งซึ่งต่างกับกรณีข้างต้น ความยินยอมในกรณีหลังนี้ เป็นความยินยอมที่ทำให้การกระทำของผู้กระทำที่ครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดแล้ว ไม่เป็นความผิด เช่นการที่แพทย์ตัดขาคนได้โดยคนไข้ยินยอมเพื่อรักษาโรคร้าย การกระทำของแพทย์ "ครบองค์ประกอบภายนอก"ของความผิดฐาน "ทำร้ายรับอันตรายสาหัส" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297แล้ว แต่แพทย์ไม่ต้องรับผิดเพราะความยินยอมดังกล่าวของคนไข้ ยกเว้นความผิดให้แก่แพทย์ได้ เพราะมี "หลักกฎหมายทั่วไป" ว่า หากความยินยอมไม่ขัดต่อสำนึกในศีลธรรมอันดี และเป็นความยินยอมที่มีอยู่จนถึงขณะกระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดความยินยอมนั้นยกเว้นความผิดได้ (ฎีกาที่ 1403/2508) ในส่วนที่เกี่ยวกับกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้น "ความยินยอม" เป็นอีกความหมายหนึ่ง เพราะเป็นประเด็นเรื่องการ "รับฟัง" พยานหลักฐาน เช่น ผู้ต้องหาที่ยินยอมให้การรับสารภาพแก่พนักงานสอบสวน คำรับสารภาพนั้นจะ "รับฟัง" เป็นพยานหลักฐานลงโทษผู้ต้องหานั้นซึ่งต่อมาตกเป็นจำเลยได้หรือไม่ซึ่งต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 เป็นที่เข้าใจกันโดยตลอดว่า สิทธิต่าง ๆ ที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้แก่ผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญานั้น โดยหลักแล้ว "ผู้ทรงสิทธิ" ย่อม"สละสิทธิ" นั้น ๆ ได้ เว้นแต่กฎหมายจะบัญญัติโดยแจ้งชัดห้ามการสละสิทธิ เช่นรัฐธรรมนูญมาตรา 243 ให้ "สิทธิไม่ให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองอันอาจทำให้ตนถูกฟ้องคดีอาญา" ซึ่งผู้ต้องหามีสิทธิที่จะไม่ให้การต่อพนักงานสอบสวนได้โดยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 169 แต่หากผู้ต้องหายินยอมสละสิทธิดังกล่าวโดยการรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวน คำรับสารภาพนั้นก็ "รับฟัง" เป็นพยานหลักฐานลงโทษผู้ต้องหานั้น ซึ่งต่อมาตกเป็นจำเลยในคดีนั้นได้ อย่างไรก็ตาม หากกฎหมายบัญญัติห้ามการสละสิทธิผู้ทรงสิทธิก็ไม่อาจสละสิทธินั้นได้ เช่น สิทธิที่จะมีทนายความในชั้นพิจารณาในคดีที่มีโทษประหารชีวิต ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 จำเลยไม่อาจสละสิทธินั้นได้ แต่หากเป็นคดีที่มีโทษจำคุก จำเลยย่อมสละสิทธินั้นได้ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 173 วรรคสอง เป็นต้น รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันให้สิทธิผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญาไว้หลายประการเช่น สิทธิที่จะไม่ถูก "ค้น" ที่รโหฐาน เว้นแต่มีหมายค้นที่ออกโดยศาลหรือเว้นแต่จะเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นเช่นกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 92 เป็นต้น ประเด็นก็คือ ผู้ทรงสิทธิ ซึ่งได้แก่ "ผู้ครอบครอง" ที่รโหฐาน (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 102 ใช้คำว่า "ผู้ครอบครอง") จะสละสิทธิดังกล่าวได้หรือไม่ กล่าวคือ ในกรณีที่ต้องมีหมายค้น แต่เจ้าพนักงานไม่มีหมายค้น แต่ผู้ครอบครองที่รโหฐานยินยอมให้มีการค้น จะถือว่าเป็นการค้นที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ในแง่ของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หากเป็นการค้นที่ไม่ชอบพยานหลักฐานที่ได้มาจากการค้นก็ถือว่าได้มา "โดยมิชอบประการอื่น" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ทำให้ "รับฟัง" เป็นพยานหลักฐานลงโทษจำเลยไม่ได้ตรงกันข้าม หากไม่ถือว่าเป็นการค้นที่ไม่ชอบ พยานหลักฐานที่ได้มาจากการค้นนั้น ก็รับฟังได้ มีข้อสังเกตว่า หากกฎหมายบัญญัติว่าต้องมีหมายค้น "การค้นที่ชอบ" คือการค้นโดยมีหมายค้นเท่านั้น ส่วนกรณีที่ผู้ครอบครองที่รโหฐานยินยอมให้มีการค้น การค้นนั้นจะเรียกว่าเป็นการค้นที่ชอบไม่ได้ จะต้องพิจารณาแต่เพียงว่า "จะถือว่าเป็นการค้นที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย" หรือไม่เท่านั้น คำพิพากษาฎีกาเรื่องนี้ จึงเป็นการยืนยันหลักที่เข้าใจกันมาโดยตลอดว่า สิทธิต่าง ๆ ที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้แก่ผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญานั้นโดยหลักแล้ว "ผู้ทรงสิทธิ" ย่อมสละสิทธิได้ เช่น สิทธิที่จะไม่ถูกค้นที่รโหฐานโดยไม่มีหมายค้นที่ออกโดยศาลอันเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 268 บัญญัติไว้ ข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาฎีกาเรื่องนี้ปรากฏชัดเจนว่าเจ้าพนักงานซึ่งไม่มีหมายค้นได้ขอความยินยอมเจ้าของที่รโหฐานซึ่งให้ความยินยอมโดยสมัครใจเพราะไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานได้ "ขู่เข็ญ" หรือ "หลอกลวง" ให้เจ้าของให้ความยินยอมในการค้นแต่ประการใด โดยศาลฎีกากล่าวว่า "แม้การค้นดังกล่าวจะกระทำลงโดยไม่มีหมายค้นที่ออกโดยศาลอนุญาตให้ค้นได้ ก็หาได้เป็นการค้นโดยมิชอบแต่อย่างใดไม่" มีข้อสังเกตว่าศาลฎีกามิได้วินิจฉัยว่า เป็นการค้นที่ชอบ เพราะจะเป็นการค้นที่ชอบต้องมีหมายค้น โดยศาลฎีกาใช้คำว่า "หาได้เป็นการค้นโดยมิชอบแต่อย่างใด" ดังนั้น พยานหลักฐานที่ได้จากการค้นจึง "รับฟัง" ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 มีข้อสังเกตว่า ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยด้วยว่านอกจากจะถือว่าเจ้าของที่รโหฐานยินยอมให้มีการค้นแล้วเจ้าพนักงานยังมีอำนาจค้นโดยอาศัยเหตุอื่นอีก กล่าวคือเข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 92(2) ให้ค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเคร่งครัดมากว่า การค้นที่รโหฐานต้องมีหมายค้นที่ออกโดยศาล ยังยอมรับหลักในเรื่องความยินยอมให้ค้น โดยศาลฎีกาของสหรัฐอเมริกาได้ตัดสินไว้ในคดี Schnecklothv.Bustamonte412U.S218(1973) ว่า เจ้าพนักงานมีอำนาจค้นได้โดยไม่มีหมายหากมีการให้ความยินยอมโดยสมัครใจ(voluntary) และโดยเข้าใจ (intelligent) เมื่อยอมรับหลักในเรื่องการค้นโดยความยินยอมแล้วประเด็นที่ตามมาก็คือ ความยินยอมนั้นเป็นความยินยอมโดย "สมัครใจ" หรือไม่ ประเด็นต่อมาก็คือใครบ้างที่มีอำนาจให้ความยินยอม สำหรับประเด็นเรื่อง "ความสมัครใจ" นั้น คงไม่ต่างไปจากกรณีคำรับสารภาพของผู้ต้องหา ซึ่งศาลได้วินิจฉัยประเด็นนี้มามากมายแล้ว ส่วนประเด็นเรื่องผู้มีอำนาจให้ความยินยอมนั้น คงไม่ได้จำกัดเฉพาะเจ้าของที่รโหฐานเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 102 ก็ให้เจ้าพนักงานค้นต่อหน้า "ผู้ครอบครอง" สถานที่หรือบุคคลในครอบครัวของผู้นั้น ก็น่าจะถือเป็นแนวทางได้ว่าบุคคลเหล่านี้ให้ความยินยอมได้นอกเหนือจากเจ้าของที่รโหฐาน ในประเทศสหรัฐอเมริกา ศาลฎีกาของสหรัฐอเมริกาในคดี Illinoisv.Rodriguez,497U.S. 177(1990) วินิจฉัยถึงขนาดที่ว่า พยานหลักฐานที่ได้มาจากการค้นโดยไม่มีหมายค้นรับฟังได้ แม้ผู้ให้ความยินยอมในการค้นอพาร์ทเมนท์จะเป็นแต่เพียงเพื่อนหญิงของผู้ครอบครองซึ่งมิได้พักอาศัยในสถานที่นั้นก็ตาม เพราะผู้ให้ความยินยอมมีกุญแจไขเข้าห้องสู่ห้องพักได้และกล่าวต่อเจ้าพนักงานว่าสถานที่นั้นคือ "อพาร์ทเมนท์ของเรา"(ourapartment) เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์