คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9050/2553 ฉบับเต็ม

#510174
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9050/2553 พนักงานอัยการจังหวักพิจิตร โจทก์ นายนิรุตน์ วิถีไพร จำเลย พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 5, มาตรา 19 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 และ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอยู่ด้วย คดีนี้จึงเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 5 ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด และตามพ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ก็บัญญัติให้ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม จึงมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั่นเอง ดังนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว หากจำเลยจะฎีกาจะต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง อันเป็นการปฏิบัติตามแนวคำสั่งคำร้องของศาลฎีกาที่เคยวินิจฉัยว่า การกระทำตามฟ้องมิใช่ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม กรณีคำร้องดังกล่าวพอแปลได้ว่า จำเลยประสงค์ที่จะขอให้ศาลฎีกาพิจารณารับฎีกาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดไว้วินิจฉัยตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงพิจารณาว่าจะรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาหรือไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2551 เวลากลางวัน จำเลย ซึ่งได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถลากจูง ชนิดที่ 3 พจ.00008/50 จากนายทะเบียนสำนักงานขนส่งจังหวัดพิจิตร ได้เสพเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวนครึ่งเม็ด โดยวิธีเผาด้วยความร้อนแล้วสูดดมควันเข้าสู่ร่างกาย แล้วจำเลยได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถ โดยการขับรถยนต์บรรทุกลากจูง หมายเลขทะเบียน 80 - 6387 พิจิตร พ่วงรถบรรทุก หมายเลขทะเบียน 81 - 1105 พิจิตร แล่นไปตามถนนสายพิจิตร - กำแพงเพชร ในขณะที่มีสารเสพติดอยู่ในร่างกาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลบ้านนา อำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 และพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รถของจำเลย จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน พักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถของจำเลยเป็นเวลา 6 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติ ที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า ความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด และ "กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า กฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหย กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษและกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอยู่ด้วย คดีนี้จึงเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 5 ซึ่งศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด และตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ก็บัญญัติให้ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม จึงมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั่นเอง ดังนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว หากจำเลยจะฎีกาจะต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 แต่อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เนื่องจากเป็นการปฏิบัติตามแนวคำสั่งคำร้องของศาลฎีกาที่เคยวินิจฉัยว่า การกระทำตามฟ้องมิใช่ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม กรณีคำร้องดังกล่าวพอแปลได้ว่า จำเลยประสงค์ที่จะขอให้ศาลฎีกาพิจารณารับฎีกาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดไว้วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า ข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัย จึงไม่อนุญาตให้ฎีกา ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาและ รับฎีกาของจำเลยมานั้นจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษายกฎีกาของจำเลย (อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์-สนอง เล่าศรีวรกต-สุริยง ลิ้มสถิรานันท์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วขับรถยนต์บรรทุกแล่นไปตามถนนในขณะที่มีสารเสพติดอยู่ในร่างกาย มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ในเรื่องเขตอำนาจศาลถือว่าเป็นกรณีความผิดหลายเรื่องเกี่ยวพันกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 24 ที่จะฟ้องคดีทุกเรื่องต่อศาลซึ่งมีอำนาจชำระในความผิดซึ่งมีอัตราสูงกว่าก็ได้ คดีนี้จึงต้องฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจชำระในความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 เมื่อมีพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ออกใช้บังคับไม่มีผลกระทบต่อเขตอำนาจศาลของศาลชั้นต้น แต่มีผลกระทบต่อการอุทธรณ์ฎีกาโดยจะต้องอุทธรณ์คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดไปยังศาลอุทธรณ์และคำพิพากาษาศาลอุทธรณ์เป็นที่ดินตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 จะอุทธรณ์ไปศาลอุทธรณ์ภาคที่ศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจไม่ได้ การที่ศาลอุทธรณ์เป็นศาลเดียวที่มีอำนาจพิจารณาคดียาเสพติด ปัญหาเรื่องเขตศาลจึงไม่มีบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 24 วรรคสอง ที่ว่าต้องฟ้องต่อศาลซึ่งมีอำนาจชำระในความผิดซึ่งมีอัตราโทษสูงกว่าก็ได้ ย่อมไม่เป็นเหตุผลที่จะนำมาพิจารณา เมื่อศาลอุทธรณ์มีแผนกคดียาเสพติดพิจารณาพิพากษาคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดโดยเฉพาะจึงต้องให้แผนกคดียาเสพติดในศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าว รวมถึงความผิดที่ไม่เกี่ยวกับยาเสพติดที่อุทธรณ์มาด้วย ทั้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดในทุกฐานความผิด แต่คดีนี้ศาลฎีกาได้นำพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 5 มาวินิจฉัยว่าเป็นความผิดยาเสพติด เนื่องจากเป็นฟ้องในการกระทำกรรมเดียวซึ่งเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทที่มีคำขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอยู่ด้วยจึงเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาพิพากษา แสดงว่าไม่คำนึงถึงว่าความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 42 ทวิ, 157/1 เป็นความผิดที่มีโทษหนักที่สุด และเห็นว่าความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 42 ทวิ, 157/1 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดนั้นตามมาตรา 157/1 วรรคสอง ได้บัญญัติให้ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสามจึงมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั่นเอง อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นกรณีที่ไม่ต้องด้วยเหตุผลตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัย กล่าวคือ แม้จะเป็นกรณีความผิดหมายกรรม มิใช่กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท หรือกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดมิได้กำหนดให้ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติด ศาลอุทธรณ์ก็น่าจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษา และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดทั้งคดี อันเป็นการตีความตามความเห็นข้างต้นและแก้ปัญหามิให้เกิดความลักลั่นกันได้ ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
510174
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081994242"
    }
}
date
2553
deka_no
9050/2553
deka_running_no
9050
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์",
    "สนอง เล่าศรีวรกต",
    "สุริยง ลิ้มสถิรานันท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พุทธศักราช 2550",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550",
        "sections": [
            "ม. 5",
            "ม. 19"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวักพิจิตร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายนิรุตน์ วิถีไพร"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2551 เวลากลางวัน จำเลย ซึ่งได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถลากจูง ชนิดที่ 3 พจ.00008/50 จากนายทะเบียนสำนักงานขนส่งจังหวัดพิจิตร ได้เสพเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวนครึ่งเม็ด โดยวิธีเผาด้วยความร้อนแล้วสูดดมควันเข้าสู่ร่างกาย แล้วจำเลยได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถ โดยการขับรถยนต์บรรทุกลากจูง หมายเลขทะเบียน 80 - 6387 พิจิตร พ่วงรถบรรทุก หมายเลขทะเบียน 81 - 1105 พิจิตร แล่นไปตามถนนสายพิจิตร - กำแพงเพชร ในขณะที่มีสารเสพติดอยู่ในร่างกาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลบ้านนา อำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 และพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รถของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน พักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถของจำเลยเป็นเวลา 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติ ที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า ความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด และ "กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า กฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหย กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษและกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอยู่ด้วย คดีนี้จึงเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 5 ซึ่งศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด และตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ก็บัญญัติให้ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม จึงมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั่นเอง ดังนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว หากจำเลยจะฎีกาจะต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 แต่อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เนื่องจากเป็นการปฏิบัติตามแนวคำสั่งคำร้องของศาลฎีกาที่เคยวินิจฉัยว่า การกระทำตามฟ้องมิใช่ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม กรณีคำร้องดังกล่าวพอแปลได้ว่า จำเลยประสงค์ที่จะขอให้ศาลฎีกาพิจารณารับฎีกาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดไว้วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า ข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัย จึงไม่อนุญาตให้ฎีกา ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาและ รับฎีกาของจำเลยมานั้นจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วขับรถยนต์บรรทุกแล่นไปตามถนนในขณะที่มีสารเสพติดอยู่ในร่างกาย มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ในเรื่องเขตอำนาจศาลถือว่าเป็นกรณีความผิดหลายเรื่องเกี่ยวพันกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 24 ที่จะฟ้องคดีทุกเรื่องต่อศาลซึ่งมีอำนาจชำระในความผิดซึ่งมีอัตราสูงกว่าก็ได้ คดีนี้จึงต้องฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจชำระในความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 เมื่อมีพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ออกใช้บังคับไม่มีผลกระทบต่อเขตอำนาจศาลของศาลชั้นต้น แต่มีผลกระทบต่อการอุทธรณ์ฎีกาโดยจะต้องอุทธรณ์คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดไปยังศาลอุทธรณ์และคำพิพากาษาศาลอุทธรณ์เป็นที่ดินตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 จะอุทธรณ์ไปศาลอุทธรณ์ภาคที่ศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจไม่ได้ การที่ศาลอุทธรณ์เป็นศาลเดียวที่มีอำนาจพิจารณาคดียาเสพติด ปัญหาเรื่องเขตศาลจึงไม่มีบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 24 วรรคสอง ที่ว่าต้องฟ้องต่อศาลซึ่งมีอำนาจชำระในความผิดซึ่งมีอัตราโทษสูงกว่าก็ได้ ย่อมไม่เป็นเหตุผลที่จะนำมาพิจารณา เมื่อศาลอุทธรณ์มีแผนกคดียาเสพติดพิจารณาพิพากษาคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดโดยเฉพาะจึงต้องให้แผนกคดียาเสพติดในศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าว รวมถึงความผิดที่ไม่เกี่ยวกับยาเสพติดที่อุทธรณ์มาด้วย ทั้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดในทุกฐานความผิด แต่คดีนี้ศาลฎีกาได้นำพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 5 มาวินิจฉัยว่าเป็นความผิดยาเสพติด เนื่องจากเป็นฟ้องในการกระทำกรรมเดียวซึ่งเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทที่มีคำขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอยู่ด้วยจึงเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาพิพากษา แสดงว่าไม่คำนึงถึงว่าความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 42 ทวิ, 157/1 เป็นความผิดที่มีโทษหนักที่สุด และเห็นว่าความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 42 ทวิ, 157/1 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดนั้นตามมาตรา 157/1 วรรคสอง ได้บัญญัติให้ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสามจึงมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั่นเอง อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นกรณีที่ไม่ต้องด้วยเหตุผลตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัย กล่าวคือ แม้จะเป็นกรณีความผิดหมายกรรม มิใช่กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท หรือกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดมิได้กำหนดให้ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติด ศาลอุทธรณ์ก็น่าจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษา และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดทั้งคดี อันเป็นการตีความตามความเห็นข้างต้นและแก้ปัญหามิให้เกิดความลักลั่นกันได้ ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000484.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553