คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8537/2553 ฉบับเต็ม

#510204
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8537/2553 นายโกศล ทัศนภักดิ์ โจทก์ นายรัตติกรหรือรัตติกรณ์ ทัศนภักดิ์ ผู้เข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย ผู้ร้อง นายวัชรเทพ ทิพย์วิชิน จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 5, มาตรา 29 นาย ก. สามีชอบด้วยกฎหมายของนาง ล. ผู้ตาย เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นาง ล. ถึงแก่ความตาย ตาม ป.อ. มาตรา 291 นาง ล. จึงเป็นผู้เสียหายซึ่งถูกทำร้ายถึงตาย และโจทก์เป็นเพียงผู้จัดการแทนผู้จัดการแทนผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 3 (2) และมาตรา 5 (2) เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องแล้วตายลงระหว่างการพิจารณาสืบพยานโจทก์ของศาลชั้นต้น การพิจารณาของศาลชั้นต้นก่อนโจทก์ถึงแก่ความตายย่อมไม่เสื่อมเสียไปเพราะความตายของโจทก์ และถือว่าโจทก์ฟ้องนั้นเป็นกระทำการแทนรัฐด้วยส่วนหนึ่ง ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่จากพยานหลักฐานที่โจทก์จำเลยได้สืบไว้แล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงชอบแล้ว โจทก์เป็นเพียงผู้จัดการแทนผู้เสียหาย มิใช่ผู้เสียหายที่แท้จริงที่ยื่นฟ้องแล้วตายลงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 29 วรรคหนึ่ง แม้ผู้ร้องจะเป็นผู้สืบสันดานของผู้เสียหายกับโจทก์ ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์ซึ่งถึงแก่ความตายตามบทบัญญัติดังกล่าว ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2540 เวลากลางวัน จำเลยขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ป - 2607 มหาสารคาม วิ่งไปตามถนนสายร้อยเอ็ด - ธวัชบุรี มุ่งหน้าไปทางอำเภอธวัชบุรีด้วยความเร็วสูงและปราศจากความระมัดระวัง เมื่อจำเลยขับรถยนต์คันดังกล่าวไปถึงที่เกิดเหตุ นางละม้าย ภริยาโจทก์กำลังขับรถจักรยานยนต์เปลี่ยนช่องเดินรถจากช่องเดินรถที่ 1 ไปช่องเดินรถที่ 3 เพื่อเลี้ยวกลับรถบริเวณเกาะกลางถนน จำเลยมองเห็นรถจักรยานยนต์ของนางละม้ายอยู่ข้างหน้า ต้องเว้นระยะพอสมควรเพื่อหยุดรถได้ทัน แต่จำเลยหาได้ใช้ความระมัดระวังเพียงพอไม่ จำเลยกลับขับรถยนต์ด้วยความเร็วสูงในลักษณะมึนเมา เป็นเหตุให้รถยนต์ของจำเลยชนท้ายรถจักรยานยนต์ของนางละม้าย ทำให้นางละม้ายถึงแก่ความตายทันที และคนซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนางละม้ายได้รับอันตรายสาหัส ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่ความตาย นายรัตติกรหรือรัตติกรณ์ ผู้ร้อง บุตรโจทก์ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งเดิมแล้วพิพากษายกฟ้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งเพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์ ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามพยานหลักฐานที่โจทก์จำเลยได้นำสืบไว้ต่อไปตามรูปคดี ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ผู้ร้องและจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า นายโกศล สามีชอบด้วยกฎหมายของนางละม้าย ผู้ตาย เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นางละม้ายถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 นางละม้ายจึงเป็นผู้เสียหายซึ่งถูกทำร้ายถึงตาย และโจทก์เป็นเพียงผู้จัดการแทนผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3 (2) และมาตรา 5 (2) เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องแล้วตายลงเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2543 คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาสืบพยานโจทก์ของศาลชั้นต้น การพิจารณาของศาลชั้นต้นก่อนโจทก์ถึงแก่ความตายย่อมไม่เสื่อมเสียไปเพราะความตายของโจทก์ และถือว่าโจทก์ฟ้องนั้นเป็นกระทำการแทนรัฐด้วยส่วนหนึ่ง ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่จากพยานหลักฐานที่โจทก์จำเลยได้สืบไว้แล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 นั้น จึงชอบแล้ว เมื่อโจทก์เป็นเพียงผู้จัดการแทนผู้เสียหายเท่านั้น มิใช่ผู้เสียหายที่แท้จริงที่ยื่นฟ้องแล้วตายลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 29 วรรคหนึ่ง แม้ผู้ร้องจะเป็นผู้สืบสันดานของผู้เสียหายกับโจทก์ก็ตาม ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์ซึ่งถึงแก่ความตายตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์นั้นจึงไม่ชอบ ดังนี้ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยใหม่โดยยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยและพิพากษายกฟ้องโจทก์ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลย ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยและผู้ร้องที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย เนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกฎีกาของผู้ร้องและจำเลย (พิศาล อัยยะวรากูล-สมศักดิ์ อเนกพุฒิ-ประยูร ณ ระนอง) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
510204
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081994471"
    }
}
date
2553
deka_no
8537/2553
deka_running_no
8537
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "พิศาล อัยยะวรากูล",
    "สมศักดิ์ อเนกพุฒิ",
    "ประยูร ณ ระนอง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 5",
            "ม. 29"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายโกศล ทัศนภักดิ์"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นายรัตติกรหรือรัตติกรณ์ ทัศนภักดิ์"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "ผู้เข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวัชรเทพ ทิพย์วิชิน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2540 เวลากลางวัน จำเลยขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ป - 2607 มหาสารคาม วิ่งไปตามถนนสายร้อยเอ็ด - ธวัชบุรี มุ่งหน้าไปทางอำเภอธวัชบุรีด้วยความเร็วสูงและปราศจากความระมัดระวัง เมื่อจำเลยขับรถยนต์คันดังกล่าวไปถึงที่เกิดเหตุ นางละม้าย ภริยาโจทก์กำลังขับรถจักรยานยนต์เปลี่ยนช่องเดินรถจากช่องเดินรถที่ 1 ไปช่องเดินรถที่ 3 เพื่อเลี้ยวกลับรถบริเวณเกาะกลางถนน จำเลยมองเห็นรถจักรยานยนต์ของนางละม้ายอยู่ข้างหน้า ต้องเว้นระยะพอสมควรเพื่อหยุดรถได้ทัน แต่จำเลยหาได้ใช้ความระมัดระวังเพียงพอไม่ จำเลยกลับขับรถยนต์ด้วยความเร็วสูงในลักษณะมึนเมา เป็นเหตุให้รถยนต์ของจำเลยชนท้ายรถจักรยานยนต์ของนางละม้าย ทำให้นางละม้ายถึงแก่ความตายทันที และคนซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนางละม้ายได้รับอันตรายสาหัส ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่ความตาย นายรัตติกรหรือรัตติกรณ์ ผู้ร้อง บุตรโจทก์ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งเดิมแล้วพิพากษายกฟ้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งเพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์ ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามพยานหลักฐานที่โจทก์จำเลยได้นำสืบไว้ต่อไปตามรูปคดี

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

ผู้ร้องและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า นายโกศล สามีชอบด้วยกฎหมายของนางละม้าย ผู้ตาย เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นางละม้ายถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 นางละม้ายจึงเป็นผู้เสียหายซึ่งถูกทำร้ายถึงตาย และโจทก์เป็นเพียงผู้จัดการแทนผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3 (2) และมาตรา 5 (2) เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องแล้วตายลงเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2543 คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาสืบพยานโจทก์ของศาลชั้นต้น การพิจารณาของศาลชั้นต้นก่อนโจทก์ถึงแก่ความตายย่อมไม่เสื่อมเสียไปเพราะความตายของโจทก์ และถือว่าโจทก์ฟ้องนั้นเป็นกระทำการแทนรัฐด้วยส่วนหนึ่ง ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่จากพยานหลักฐานที่โจทก์จำเลยได้สืบไว้แล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 นั้น จึงชอบแล้ว เมื่อโจทก์เป็นเพียงผู้จัดการแทนผู้เสียหายเท่านั้น มิใช่ผู้เสียหายที่แท้จริงที่ยื่นฟ้องแล้วตายลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 29 วรรคหนึ่ง แม้ผู้ร้องจะเป็นผู้สืบสันดานของผู้เสียหายกับโจทก์ก็ตาม ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์ซึ่งถึงแก่ความตายตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์นั้นจึงไม่ชอบ ดังนี้ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยใหม่โดยยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยและพิพากษายกฟ้องโจทก์ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลย ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยและผู้ร้องที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย เนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกฎีกาของผู้ร้องและจำเลย
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000486.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553