คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7608/2553 ฉบับเต็ม

#510216
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7608/2553 นางพวงผกา แซ่เยี่ยง โจทก์ นายวิจิตต์ ผิวงาม ผู้ร้อง นางกานต์หรือเบญจวรรณ ผิวงาม จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 287 ทางนำสืบของผู้ร้องไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้รู้ข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องไม่รู้เห็นยินยอมในการที่จำเลยนำที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องและจำเลยไปจำนองไว้กับโจทก์แต่อย่างใด เมื่อที่ดินพิพาทมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวต้องถือว่าโจทก์รับจำนองไว้โดยสุจริต การจำนองจึงสมบูรณ์มีผลผูกพันทรัพย์จำนองทั้งหมดทุกส่วน เมื่อโจทก์ฟ้องบังคับจำนองและศาลพิพากษาให้บังคับตามสัญญาจำนองแล้วเช่นนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้ ส่วนการที่จำเลยนำทรัพย์ส่วนของผู้ร้องเข้าร่วมจำนองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ร้องนั้น หากเป็นเหตุให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายอย่างไร ผู้ร้องก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวเอาแก่จำเลยเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก จะมาร้องขอกันส่วนให้การบังคับคดีมีผลผิดไปจากคำพิพากษาหาได้ไม่ ___________________________ คดีสืบเนื่องจากศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ แต่จำเลยมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอหมายบังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 30439 ตำบลบางพึ่ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเพื่อบังคับ ชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดออกขายทอดตลาดนั้นเป็นสินสมรสที่ผู้ร้องกับจำเลยร่วมกันซื้อมา แต่ใส่ชื่อจำเลยเพียงผู้เดียว ผู้ร้องจึงมีกรรมสิทธิ์อยู่ครึ่งหนึ่ง ผู้ร้องไม่รู้เห็นยินยอมในการที่จำเลยนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปจำนองและไม่ได้ถูกฟ้องด้วย ขอให้กันส่วนครึ่งหนึ่งอันเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องออกจากทรัพย์ที่ถูกยึด หรือกันเงินครึ่งหนึ่งของเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้แก่ผู้ร้อง โจทก์คัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้ผู้ร้องใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนโจทก์ ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ร้องกับจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยจำนองไว้กับโจทก์และโจทก์ดำเนินการบังคับคดีนำยึดในคดีนี้เป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องและจำเลยได้มาระหว่างสมรส โดยมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอกันส่วนทรัพย์จำนองที่โจทก์นำยึดดังกล่าวหรือไม่ ที่ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องยอมให้ใส่ชื่อจำเลยเป็นเจ้าของเพียงผู้เดียวในที่ดินพิพาทเพราะไว้ใจจำเลยเนื่องจากเป็นสามีภริยากัน แต่ผู้ร้องไม่รู้เห็นยินยอมในการที่จำเลยนำที่ดินพิพาทไปจำนองไว้กับโจทก์นั้น เห็นว่า ทางนำสืบของผู้ร้องไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รู้ข้อเท็จจริงดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้างแต่อย่างใด เมื่อที่ดินพิพาทมีชื่อ จำเลยเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวต้องถือว่าโจทก์รับจำนองไว้โดยสุจริต การจำนองจึงสมบูรณ์มีผลผูกพันทรัพย์จำนองทั้งหมดทุกส่วน เมื่อโจทก์ฟ้องบังคับจำนองและศาลพิพากษาให้บังคับตามสัญญาจำนองแล้วเช่นนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้ ส่วนการที่จำเลยนำทรัพย์ส่วนของผู้ร้องเข้าร่วมจำนองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ร้องนั้น หากเป็นเหตุให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายอย่างไร ผู้ร้องก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวเอาแก่จำเลยเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก จะมาร้องขอกันส่วนให้การบังคับคดีมีผลผิดไปจากคำพิพากษาหาได้ไม่ ฎีกาข้ออื่นของผู้ร้องไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว-นพพร โพธิรังสิยากร-สุทธิโชค เทพไตรรัตน์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
510216
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081995013"
    }
}
date
2553
deka_no
7608/2553
deka_running_no
7608
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว",
    "นพพร โพธิรังสิยากร",
    "สุทธิโชค เทพไตรรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 287"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางพวงผกา แซ่เยี่ยง"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นายวิจิตต์ ผิวงาม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางกานต์หรือเบญจวรรณ ผิวงาม"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ แต่จำเลยมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอหมายบังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 30439 ตำบลบางพึ่ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเพื่อบังคับ

ชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดออกขายทอดตลาดนั้นเป็นสินสมรสที่ผู้ร้องกับจำเลยร่วมกันซื้อมา แต่ใส่ชื่อจำเลยเพียงผู้เดียว ผู้ร้องจึงมีกรรมสิทธิ์อยู่ครึ่งหนึ่ง ผู้ร้องไม่รู้เห็นยินยอมในการที่จำเลยนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปจำนองและไม่ได้ถูกฟ้องด้วย ขอให้กันส่วนครึ่งหนึ่งอันเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องออกจากทรัพย์ที่ถูกยึด หรือกันเงินครึ่งหนึ่งของเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้แก่ผู้ร้อง

โจทก์คัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้ผู้ร้องใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนโจทก์

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ร้องกับจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยจำนองไว้กับโจทก์และโจทก์ดำเนินการบังคับคดีนำยึดในคดีนี้เป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องและจำเลยได้มาระหว่างสมรส โดยมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอกันส่วนทรัพย์จำนองที่โจทก์นำยึดดังกล่าวหรือไม่ ที่ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องยอมให้ใส่ชื่อจำเลยเป็นเจ้าของเพียงผู้เดียวในที่ดินพิพาทเพราะไว้ใจจำเลยเนื่องจากเป็นสามีภริยากัน แต่ผู้ร้องไม่รู้เห็นยินยอมในการที่จำเลยนำที่ดินพิพาทไปจำนองไว้กับโจทก์นั้น เห็นว่า ทางนำสืบของผู้ร้องไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รู้ข้อเท็จจริงดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้างแต่อย่างใด เมื่อที่ดินพิพาทมีชื่อ

จำเลยเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวต้องถือว่าโจทก์รับจำนองไว้โดยสุจริต การจำนองจึงสมบูรณ์มีผลผูกพันทรัพย์จำนองทั้งหมดทุกส่วน เมื่อโจทก์ฟ้องบังคับจำนองและศาลพิพากษาให้บังคับตามสัญญาจำนองแล้วเช่นนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้ ส่วนการที่จำเลยนำทรัพย์ส่วนของผู้ร้องเข้าร่วมจำนองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ร้องนั้น หากเป็นเหตุให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายอย่างไร ผู้ร้องก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวเอาแก่จำเลยเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก จะมาร้องขอกันส่วนให้การบังคับคดีมีผลผิดไปจากคำพิพากษาหาได้ไม่ ฎีกาข้ออื่นของผู้ร้องไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000491.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553