คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13839/2553 ฉบับเต็ม

#510244
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13839/2553 บริษัทไทยแอร์มูฟเมนต์ แอนด์ คอนโทรล จำกัด โจทก์ บริษัทแชงกรี-ลา โฮเต็ล จำกัด (มหาชน) จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1), มาตรา 474 ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง จำเลยได้บรรยายฟ้องแย้งให้เข้าใจได้แล้วว่า อุปกรณ์ที่สั่งซื้อจากโจทก์ซึ่งมีความบกพร่องต้องเสียค่าใช้จ่ายในการแก้ไขคือ อุปกรณ์ระบบควบคุมเครื่องปรับอากาศ อุปกรณ์ตรวจจับควัน และอุปกรณ์วาล์วผีเสื้อปิดเปิดน้ำ ซึ่งโจทก์ก็ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า สินค้าอุปกรณ์ดังกล่าวที่ส่งให้จำเลยมิได้ชำรุดบกพร่อง แต่สามารถใช้การได้ดี ความเสียหายที่เกิดขึ้นเกิดจากความผิดพลาดจากระบบติดตั้งของจำเลยเอง แสดงว่าโจทก์เข้าใจข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามฟ้องแย้งเป็นอย่างดี ส่วนค่าใช้จ่ายในการแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวที่จำเลยต้องว่าจ้างผู้ชำนาญรายใดมาดำเนินการแก้ไขเป็นรายละเอียดที่จำเลยสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา จำเลยได้บรรยายฟ้องแย้งไว้โดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ดังนั้น ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เคลือบคลุม ภายหลังจากจำเลยได้รับแจ้งจากบริษัท ซ. ให้ทราบถึงค่าใช้จ่ายในการแก้ไขความชำรุดบกพร่องของสินค้าตามหนังสือลงวันที่ 15 ตุลาคม 2542 เอกสารหมาย ล.9 และจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบถึงค่าใช้จ่ายนั้นแล้ว โจทก์ได้มาดำเนินการแก้ไขในระบบให้จำเลย แต่ไม่อาจแก้ไขให้สมบูรณ์ได้ ดังนี้ ถือได้ว่าโจทก์ผู้เป็นลูกหนี้ได้กระทำการใด ๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายแล้วว่าโจทก์ยอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของจำเลยแล้ว อายุความจึงสะดุดหยุดลงนับแต่เวลาดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) แม้จำเลยจะมิได้นำสืบให้เห็นว่าการกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นวันเวลาใดก็ตาม แต่ก็ถือได้ว่าเป็นระยะเวลาภายหลังวันที่ 15 ตุลาคม 2542 อันเป็นวันที่บริษัท ซ. เจ้าของสินค้ามีหนังสือแจ้งจำเลยถึงจำนวนเงินค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงแก้ไข เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้เป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2543 ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงนั้นสิ้นสุดลง จึงต้องเริ่มนับอายุความใหม่นับแต่วันดังกล่าวถึงวันที่ 27 มีนาคม 2543 อันเป็นวันฟ้องแย้ง จึงยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2543 และแม้จะนับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2542 ถึงวันที่ 27 มีนาคม 2543 อันเป็นวันฟ้องแย้ง ก็ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2542 เช่นกัน ดังนั้น สิทธิเรียกร้องให้โจทก์ผู้ขายรับผิดในความชำรุดบกพร่องของสินค้าที่จำเลยสั่งซื้อจากโจทก์ตามฟ้องแย้งของจำเลยจึงยังไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 474 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 313,580.06 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินแก่จำเลยจำนวน 910,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 350,000 บาท แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันพิพากษา (วันที่ 9 เมษายน 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า จำเลยได้บรรยายฟ้องแย้งให้เข้าใจได้แล้วว่าอุปกรณ์ที่สั่งซื้อจากโจทก์ซึ่งมีความบกพร่องต้องเสียค่าใช้จ่ายในการแก้ไขก็คืออุปกรณ์ระบบควบคุมเครื่องปรับอากาศ อุปกรณ์ตรวจจับควัน และอุปกรณ์วาล์วผีเสื้อปิดเปิดน้ำ ซึ่งโจทก์ก็ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า สินค้าอุปกรณ์ดังกล่าวที่ส่งให้จำเลยมิได้ชำรุดบกพร่อง แต่สามารถใช้การได้ดี ความเสียหายที่เกิดขึ้นเกิดจากความผิดพลาดจากระบบติดตั้งของจำเลยเอง แสดงว่าโจทก์เข้าใจข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามฟ้องแย้งเป็นอย่างดี ส่วนค่าใช้จ่ายในการแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวที่จำเลยต้องว่าจ้างผู้ชำนาญรายใดให้มาดำเนินการแก้ไขเป็นรายละเอียดที่จำเลยสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา จำเลยได้บรรยายฟ้องแย้งไว้โดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ดังนั้น ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เคลือบคลุม ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่าสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ผู้ขายรับผิดในความชำรุดบกพร่องของสินค้าที่จำเลยสั่งซื้อจากโจทก์ตามฟ้องแย้งของจำเลยขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 474 แล้วหรือไม่ เห็นว่า ภายหลังจากจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบค่าใช้จ่ายในการแก้ไขความชำรุดบกพร่องของสินค้าแล้ว โจทก์ได้มาดำเนินการแก้ไขความชำรุดบกพร่องดังกล่าว แต่โจทก์ไม่อาจแก้ไขให้สมบูรณ์ได้ แม้นายขจรศักดิ์หัวหน้าแผนกช่างบริษัทจำเลยในขณะนั้นเบิกความว่า เหตุที่จำเลยมิได้จ่ายค่าสินค้าให้โจทก์เนื่องจากจำเลยได้ติดต่อให้โจทก์มาดำเนินการแก้ไขแต่โจทก์เพิกเฉยดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่ก็ปรากฏว่านายขจรศักดิ์เบิกความด้วยว่า โจทก์ได้พยายามทำการแก้ไข เหตุที่โจทก์ไม่สามารถแก้ไขได้เนื่องจากโจทก์ไม่มีพนักงานที่มีความรู้พอที่จะทำการแก้ไข ส่วนโจทก์คงมีเพียงนางลักษณา มาเบิกความลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุน พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักและเหตุผลให้เชื่อว่าภายหลังจากจำเลยได้รับแจ้งจากบริษัทไซบ์เอ็นไวรอนเมนทอลคอนโทรลส์ จำกัดให้ทราบถึงค่าใช้จ่ายในการแก้ไขความชำรุดบกพร่องของสินค้าตามหนังสือลงวันที่ 15 ตุลาคม 2542 และจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบถึงค่าใช้จ่ายนั้นแล้ว โจทก์ได้มาดำเนินการแก้ไขในระบบให้จำเลย แต่ก็ไม่อาจแก้ไขให้สมบูรณ์ได้ดังนี้ ถือได้ว่าโจทก์ผู้เป็นลูกหนี้ได้กระทำการใด ๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายแล้วว่าโจทก์ยอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของจำเลยแล้ว อายุความจึงสะดุดหยุดลงนับแต่เวลาดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) แม้จำเลยจะมิได้นำสืบให้เห็นว่าการกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นวันเวลาใดก็ตาม แต่ก็ถือได้ว่าเป็นระยะเวลาภายหลังวันที่ 15 ตุลาคม 2542 อันเป็นวันที่บริษัทไซบ์เอ็นไวรอนเมนทอลคอนโทรลส์ จำกัด เจ้าของสินค้ามีหนังสือแจ้งจำเลยถึงจำนวนเงินค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงแก้ไข เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้เป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2543 ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงนั้นสิ้นสุดลง จึงต้องเริ่มนับอายุความใหม่ซึ่งนับแต่วันดังกล่าวถึงวันที่ 27 มีนาคม 2543 อันเป็นวันฟ้องแย้ง จึงยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2543 และแม้จะนับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2542 ถึงวันที่ 27 มีนาคม 2543 อันเป็นวันฟ้องแย้ง ก็ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2542 เช่นกัน ดังนั้น สิทธิเรียกร้องให้โจทก์ผู้ขายรับผิดในความชำรุดบกพร่องของสินค้าที่จำเลยสั่งซื้อจากโจทก์ตามฟ้องแย้งของจำเลยจึงยังไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 474 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นสำหรับคำฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลย โดยคงกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแทนจำเลย ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับคำฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลในอนาคตชั้นฎีกาจำนวน 100 บาท แก่โจทก์ (ปริญญา ดีผดุง-สมชาย สินเกษม-สู่บุญ วุฒิวงศ์) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายประยุทธ ไชยพิณ ศาลอุทธรณ์ - นายสัณธาน ขันทมณี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2453/2548 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ832/2543 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ3324/2545 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
510244
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นายประยุทธ ไชยพิณ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสัณธาน ขันทมณี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081992489"
    }
}
date
2553
deka_no
13839/2553
deka_running_no
13839
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "ปริญญา ดีผดุง",
    "สมชาย สินเกษม",
    "สู่บุญ วุฒิวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/14 (1)",
            "ม. 474"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 172 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทไทยแอร์มูฟเมนต์ แอนด์ คอนโทรล จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทแชงกรี-ลา โฮเต็ล จำกัด (มหาชน)"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 313,580.06 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินแก่จำเลยจำนวน 910,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 350,000 บาท แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันพิพากษา (วันที่ 9 เมษายน 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า จำเลยได้บรรยายฟ้องแย้งให้เข้าใจได้แล้วว่าอุปกรณ์ที่สั่งซื้อจากโจทก์ซึ่งมีความบกพร่องต้องเสียค่าใช้จ่ายในการแก้ไขก็คืออุปกรณ์ระบบควบคุมเครื่องปรับอากาศ อุปกรณ์ตรวจจับควัน และอุปกรณ์วาล์วผีเสื้อปิดเปิดน้ำ ซึ่งโจทก์ก็ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า สินค้าอุปกรณ์ดังกล่าวที่ส่งให้จำเลยมิได้ชำรุดบกพร่อง แต่สามารถใช้การได้ดี ความเสียหายที่เกิดขึ้นเกิดจากความผิดพลาดจากระบบติดตั้งของจำเลยเอง แสดงว่าโจทก์เข้าใจข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามฟ้องแย้งเป็นอย่างดี ส่วนค่าใช้จ่ายในการแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวที่จำเลยต้องว่าจ้างผู้ชำนาญรายใดให้มาดำเนินการแก้ไขเป็นรายละเอียดที่จำเลยสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา จำเลยได้บรรยายฟ้องแย้งไว้โดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ดังนั้น ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เคลือบคลุม

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่าสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ผู้ขายรับผิดในความชำรุดบกพร่องของสินค้าที่จำเลยสั่งซื้อจากโจทก์ตามฟ้องแย้งของจำเลยขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 474 แล้วหรือไม่ เห็นว่า ภายหลังจากจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบค่าใช้จ่ายในการแก้ไขความชำรุดบกพร่องของสินค้าแล้ว โจทก์ได้มาดำเนินการแก้ไขความชำรุดบกพร่องดังกล่าว แต่โจทก์ไม่อาจแก้ไขให้สมบูรณ์ได้ แม้นายขจรศักดิ์หัวหน้าแผนกช่างบริษัทจำเลยในขณะนั้นเบิกความว่า เหตุที่จำเลยมิได้จ่ายค่าสินค้าให้โจทก์เนื่องจากจำเลยได้ติดต่อให้โจทก์มาดำเนินการแก้ไขแต่โจทก์เพิกเฉยดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่ก็ปรากฏว่านายขจรศักดิ์เบิกความด้วยว่า โจทก์ได้พยายามทำการแก้ไข เหตุที่โจทก์ไม่สามารถแก้ไขได้เนื่องจากโจทก์ไม่มีพนักงานที่มีความรู้พอที่จะทำการแก้ไข ส่วนโจทก์คงมีเพียงนางลักษณา มาเบิกความลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุน พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักและเหตุผลให้เชื่อว่าภายหลังจากจำเลยได้รับแจ้งจากบริษัทไซบ์เอ็นไวรอนเมนทอลคอนโทรลส์ จำกัดให้ทราบถึงค่าใช้จ่ายในการแก้ไขความชำรุดบกพร่องของสินค้าตามหนังสือลงวันที่ 15 ตุลาคม 2542 และจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบถึงค่าใช้จ่ายนั้นแล้ว โจทก์ได้มาดำเนินการแก้ไขในระบบให้จำเลย แต่ก็ไม่อาจแก้ไขให้สมบูรณ์ได้ดังนี้ ถือได้ว่าโจทก์ผู้เป็นลูกหนี้ได้กระทำการใด ๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายแล้วว่าโจทก์ยอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของจำเลยแล้ว อายุความจึงสะดุดหยุดลงนับแต่เวลาดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) แม้จำเลยจะมิได้นำสืบให้เห็นว่าการกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นวันเวลาใดก็ตาม แต่ก็ถือได้ว่าเป็นระยะเวลาภายหลังวันที่ 15 ตุลาคม 2542 อันเป็นวันที่บริษัทไซบ์เอ็นไวรอนเมนทอลคอนโทรลส์ จำกัด เจ้าของสินค้ามีหนังสือแจ้งจำเลยถึงจำนวนเงินค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงแก้ไข เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้เป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2543 ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงนั้นสิ้นสุดลง จึงต้องเริ่มนับอายุความใหม่ซึ่งนับแต่วันดังกล่าวถึงวันที่ 27 มีนาคม 2543 อันเป็นวันฟ้องแย้ง จึงยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2543 และแม้จะนับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2542 ถึงวันที่ 27 มีนาคม 2543 อันเป็นวันฟ้องแย้ง ก็ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2542 เช่นกัน ดังนั้น สิทธิเรียกร้องให้โจทก์ผู้ขายรับผิดในความชำรุดบกพร่องของสินค้าที่จำเลยสั่งซื้อจากโจทก์ตามฟ้องแย้งของจำเลยจึงยังไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 474

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นสำหรับคำฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลย โดยคงกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแทนจำเลย ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับคำฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลในอนาคตชั้นฎีกาจำนวน 100 บาท แก่โจทก์
opensearch_id
primary_black_case_no
พ832/2543
primary_red_case_no
พ3324/2545
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000468.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2453/2548
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553