ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1443/2554
พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
โจทก์
นายเสนอ เสื่อมมี
จำเลย
ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6)
ป.อ. มาตรา 80, มาตรา 81, มาตรา 95 (3), มาตรา 95 (5), มาตรา 289 (4)
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง
จำเลยใช้อาวุธปืนแก๊ปยิงผู้เสียหายขณะขับรถจักรยานยนต์เลี้ยวเข้าปากซอยทางเข้าบ้านในระยะห่างไม่เกิน 5 เมตร กระสุนปืนถูกผู้เสียหายเป็นแผลทะลุบริเวณต้นขาขวา บาดแผลผู้เสียหายมีเลือดออกเป็นจำนวนมากย่อมแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของอาวุธปืนและความรุนแรงของกระสุนปืน หากกระสุนปืนที่จำเลยยิงถูกอวัยวะสำคัญของร่างกาย ก็อาจทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ แต่เนื่องจากจำเลยยิงขณะผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์เลี้ยวปากซอยทางเข้าบ้าน ทำให้ยิงไม่แม่นยำกระสุนปืนจึงไม่ถูกอวัยวะสำคัญของร่างกาย ดังนี้ กรณีหาใช่การกระทำของจำเลยไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ เพราะเหตุอาวุธปืนที่เป็นปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตา 81 การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80
ความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองและฐานพาอาวุธปืนตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง 72 ทวิ วรรคสอง กับความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 มีอายุความ 10 ปี และ 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (3) และ (5) ตามลำดับ คดีนี้จำเลยที่กระทำความผิดวันที่ 14 กรกฎาคม 2539 นับถึงรับฟ้องคือวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 เกิน 10 ปีแล้ว คดีของโจทก์ในความผิดทั้งสองข้อหาดังกล่าวจึงขาดอายุความสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. 39 (6)
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 289 (4), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 9 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 81 วรรคหนึ่ง, 52 จำคุก 4 ปี ยกฟ้องฐานมีและพาอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และฐานพาอาวุธตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 14 นาฬิกา จำเลยไปขอยืมรถจักรยานยนต์จากนางกันธิชา ภริยาผู้เสียหาย แต่นางกันธิชาไม่ให้ยืมจำเลยจึงทำร้ายร่างกายนางกันธิชาจนได้รับบาดเจ็บ ต่อมาเมื่อผู้เสียหายกลับมาที่บ้าน นางกันธิชาได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ผู้เสียหายฟัง ผู้เสียหายจึงพานางกันธิชาไปแจ้งความต่อนายเริง ผู้ใหญ่บ้าน นายเริงเรียกจำเลยไปสอบถาม จำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้ทำร้ายแล้วจำเลยเดินออกจากบ้านผู้ใหญ่บ้านไป หลังจากนั้นเวลาประมาณ 20.30 นาฬิกา ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์พานางกันธิชานั่งซ้อนท้ายออกจากบ้านผู้ใหญ่บ้าน เมื่อขับรถไปถึงที่เกิดเหตุ จำเลยใช้อาวุธปืนแก๊ปยิงผู้เสียหายขณะขับรถจักรยานยนต์เลี้ยวเข้าปากซอยทางเข้าบ้านในระยะห่างไม่เกิน 5 เมตร กระสุนปืนถูกผู้เสียหายเป็นแผลทะลุบริเวณต้นขาขวามีเศษโลหะคล้ายลูกปืนในรูแผลนับได้ 6 เม็ด อยู่บริเวณเนื้อต้นขา ใช้เวลารักษาบาดแผล 10 วันหาย ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อน ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 มิใช่มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 81 วรรคหนึ่งดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า ที่จำเลยใช้อาวุธปืนแก๊ปยิงผู้เสียหายขณะขับรถจักรยานยนต์เลี้ยวเข้าปากซอยทางเข้าบ้านในระยะห่างไม่เกิน 5 เมตร กระสุนปืนถูกผู้เสียหายเป็นแผลทะลุบริเวณต้นขาขวา มีเศษโลหะคล้ายลูกปืนในรูแผลนับได้ 6 เม็ดอยู่บริเวณเนื้อต้นขานั้น ได้ความจากคำเบิกความของนางกันธิชาภริยาผู้เสียหายพยานโจทก์ว่า บาดแผลของผู้เสียหายมีเลือดออกมาเป็นจำนวนมาก ย่อมแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของอาวุธปืนและความรุนแรงของกระสุนปืน ที่สามารถทะลุเนื้อต้นขาจนเป็นรูและมีเลือดออกมาเป็นจำนวนมาก หากกระสุนปืนที่จำเลยยิงถูกอวัยวะที่สำคัญของร่างกายก็อาจทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ แต่เนื่องจากจำเลยยิงขณะผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์เลี้ยวเข้าปากซอยทางเข้าบ้าน ทำให้ยิงไม่แม่นยำ กระสุนปืนจึงไม่ถูกอวัยวะสำคัญของร่างกาย ดังนี้ กรณีย่อมเป็นการกระทำที่ไม่บรรลุผลเพราะกระสุนปืนที่จำเลยยิงนั้นไม่ถูกอวัยวะสำคัญของร่างกายหาใช่การกระทำของจำเลยไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้เพราะเหตุอาวุธปืนที่เป็นปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำดังข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 81 วรรคหนึ่งนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของนี้ของโจทก์ฟังขึ้น
มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 หรือไม่ เห็นว่า ความผิดข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคสามโดยพิพากษายกฟ้องโจทก์ฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง และโจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองตามมาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครอง และฐานพาอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ซึ่งมีระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท อีกบทหนึ่งด้วยนั้น มีอายุความ 10 ปี และ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (3) และ (5) ตามลำดับ คดีนี้จำเลยกระทำความผิดวันที่ 14 กรกฎาคม 2539 นับถึงวันฟ้องคือวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 เกิน 10 ปี แล้ว คดีของโจทก์ในความผิดทั้งสองข้อหาดังกล่าวจึงขาดอายุความ ดังนั้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ชอบที่ศาลจะต้องยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดทั้งสองข้อหาดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยในความผิดทั้งสองข้อหาดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 จำคุกตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
(วีระวัฒน์ ปวราจารย์-เมทินี ชโลธร-ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร)
ศาลจังหวัดสุรินทร์ - นายสุทธิพงษ์ โอวาสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายเมธี ประจงการ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.200/2552
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ418/2550
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ977/2550
หมายเหตุ