คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2137/2554 ฉบับเต็ม

#510255
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2137/2554 พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี โจทก์ นายเมธีหรือแมน สิทธิสม กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 1 (3), มาตรา 1 (4), มาตรา 364, มาตรา 365 ผู้เสียหายใช้บ้านพักอาศัยส่วนหนึ่งเปิดเป็นร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ในเวลาที่ผู้เสียหายเปิดบริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ บริเวณดังกล่าวย่อมเป็นสาธารณสถาน ซึ่งประชาชนทั่วไปรวมทั้งจำเลยที่ 1 มีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้ แต่เมื่อผู้เสียหายปิดร้านหรือหมดเวลาให้บริการในแต่ละวันแล้ว บริเวณดังกล่าวจึงจะเป็นเคหสถานที่ใช้อยู่อาศัย ดังนั้น เมื่อขณะเกิดเหตุผู้เสียหายยังเปิดให้บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ การที่จำเลยที่ 1 เข้าไปในร้านดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกเคหสถาน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 364, 365, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) (2) (3) ประกอบด้วยมาตรา 364 ลงโทษจำคุก 1 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 เดือน พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 นับว่าร้ายแรง จึงไม่รอการลงโทษ ข้อหาอื่นของจำเลยที่ 1 นอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาบุกรุกสำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า นายชรายุทธ ผู้เสียหาย พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 1/1 หมู่ที่ 1 ตำบลดอนเจดีย์ อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งส่วนหนึ่งของบ้านดังกล่าวผู้เสียหายเปิดเป็นร้านรับซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองได้เข้าไปในบ้านผู้เสียหายบริเวณซึ่งเปิดเป็นร้านรับซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยจำเลยที่ 2 มีอาวุธปืนติดตัวเข้าไปด้วย ต่อมาจำเลยทั้งสองถูกจับกุมดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนดังกล่าวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้เสียหาย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ โจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานบุกรุกเคหสถานของผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้บ้านเกิดเหตุจะเป็นเคหสถานที่ผู้เสียหายใช้อาศัยแต่ผู้เสียหายก็ใช้ส่วนหนึ่งของบ้านดังกล่าวซึ่งได้แก่บริเวณที่เกิดเหตุ เปิดเป็นร้านรับซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วย ในเวลาที่ผู้เสียหายยังเปิดให้บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ บริเวณดังกล่าวจึงเป็นสาธารณสถาน ซึ่งประชาชนทั่วไปหรือแม้แต่จำเลยที่ 1 ก็ดีมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้ ต่อเมื่อผู้เสียหายปิดร้านหรือหมดเวลาให้บริการรับซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าในแต่ละวันแล้วเท่านั้น บริเวณดังกล่าวจึงจะเป็นเคหสถานที่ผู้เสียหายใช้อยู่อาศัย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความผู้เสียหายว่า ในเวลาที่จำเลยที่ 1 เข้าไปในบ้านผู้เสียหายนั้น ผู้เสียหายยังเปิดให้บริการรับซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ โดยมีนายทอนไม่ทราบนามสกุล และพระภิกษุอีก 2 รูปซึ่งเป็นลูกค้าอยู่ในร้านด้วย การที่จำเลยที่ 1 เข้าไปในร้านของผู้เสียหายในเวลาดังกล่าว จึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกเคหสถานของผู้เสียหายดังคำพิพากษาศาลชั้นต้นและฎีกาของโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (เฉลียว พลวิเศษ-ตรีวุฒิ สาขากร-ธีระพงศ์ จิระภาค) ศาลจังหวัดกาญจนบุรี - นายศักดิ์สิทธิ์ สุขสาคร ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายประยูร ณ ระนอง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2384/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ4119/2543 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ317/2547 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
510255
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดกาญจนบุรี",
        "judge": "นายศักดิ์สิทธิ์ สุขสาคร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายประยูร ณ ระนอง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081991132"
    }
}
date
2554
deka_no
2137/2554
deka_running_no
2137
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "เฉลียว พลวิเศษ",
    "ตรีวุฒิ สาขากร",
    "ธีระพงศ์ จิระภาค"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 1 (3)",
            "ม. 1 (4)",
            "ม. 364",
            "ม. 365"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเมธีหรือแมน สิทธิสม กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 364, 365, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) (2) (3) ประกอบด้วยมาตรา 364 ลงโทษจำคุก 1 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 เดือน พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 นับว่าร้ายแรง จึงไม่รอการลงโทษ ข้อหาอื่นของจำเลยที่ 1 นอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาบุกรุกสำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า นายชรายุทธ ผู้เสียหาย พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 1/1 หมู่ที่ 1 ตำบลดอนเจดีย์ อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งส่วนหนึ่งของบ้านดังกล่าวผู้เสียหายเปิดเป็นร้านรับซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองได้เข้าไปในบ้านผู้เสียหายบริเวณซึ่งเปิดเป็นร้านรับซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยจำเลยที่ 2 มีอาวุธปืนติดตัวเข้าไปด้วย ต่อมาจำเลยทั้งสองถูกจับกุมดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนดังกล่าวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้เสียหาย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ โจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานบุกรุกเคหสถานของผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้บ้านเกิดเหตุจะเป็นเคหสถานที่ผู้เสียหายใช้อาศัยแต่ผู้เสียหายก็ใช้ส่วนหนึ่งของบ้านดังกล่าวซึ่งได้แก่บริเวณที่เกิดเหตุ เปิดเป็นร้านรับซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วย ในเวลาที่ผู้เสียหายยังเปิดให้บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ บริเวณดังกล่าวจึงเป็นสาธารณสถาน ซึ่งประชาชนทั่วไปหรือแม้แต่จำเลยที่ 1 ก็ดีมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้ ต่อเมื่อผู้เสียหายปิดร้านหรือหมดเวลาให้บริการรับซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าในแต่ละวันแล้วเท่านั้น บริเวณดังกล่าวจึงจะเป็นเคหสถานที่ผู้เสียหายใช้อยู่อาศัย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความผู้เสียหายว่า ในเวลาที่จำเลยที่ 1 เข้าไปในบ้านผู้เสียหายนั้น ผู้เสียหายยังเปิดให้บริการรับซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ โดยมีนายทอนไม่ทราบนามสกุล และพระภิกษุอีก 2 รูปซึ่งเป็นลูกค้าอยู่ในร้านด้วย การที่จำเลยที่ 1 เข้าไปในร้านของผู้เสียหายในเวลาดังกล่าว จึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกเคหสถานของผู้เสียหายดังคำพิพากษาศาลชั้นต้นและฎีกาของโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ4119/2543
primary_red_case_no
อ317/2547
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000456.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2384/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554