คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15232/2553 ฉบับเต็ม

#510260
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15232/2553 นางพัชรินทร์ พิมพ์ปรุ โจทก์ นายตั้ง หัตถกรรม จำเลย ป.อ. มาตรา 175, มาตรา 176 ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) จำเลยเอาความอันเป็นเท็จมาฟ้องโจทก์เป็นจำเลยที่ 1 และนาง ป. เป็นจำเลยที่ 2 แต่ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำเลยยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นอนุญาต ดังนั้น เมื่อจำเลยเอาความเท็จมาฟ้องคดีโจทก์ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหายและความผิดของจำเลยย่อมเกิดขึ้นทันทีที่จำเลยฟ้องคดี แม้จำเลยที่ 2 ในคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์จะให้การรับสารภาพก็หาใช่ว่าโจทก์มีส่วนร่วมรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 อันมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยดังข้อฎีกาของจำเลยไม่ บทบัญญัติตาม ป.อ. มาตรา 176 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการบรรเทาโทษให้แก่ผู้กระทำความผิด ดังนั้น เมื่อจำเลยถอนฟ้องในคดีอาญาที่เอาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์ก่อนมีคำพิพากษาย่อมถือได้ว่าจำเลยได้ลุแก่โทษต่อศาลแล้ว ควรได้รับการบรรเทาโทษตามบทบัญญัตินั้น ทั้งกฎหมายหาได้บัญญัติว่าจำเลยต้องให้การรับสารภาพจึงจะได้รับการบรรเทาโทษ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 จำคุก 2 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัย ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2548 จำเลยเอาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์และนางปรมาภรณ์ น้องจำเลย ต่อศาลชั้นต้นข้อหาปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1766/2548 ของศาลชั้นต้น ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2549 ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำเลยยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีอาญาดังกล่าว ศาลชั้นต้นอนุญาต มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการแรกว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่า จำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1766/2548 ของศาลชั้นต้น ให้การรับสารภาพมีผลเท่ากับว่าโจทก์มีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดตามที่จำเลยได้ยื่นฟ้องไว้ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) เห็นว่า เมื่อจำเลยเอาความเท็จมาฟ้องคดีโจทก์ทำให้โจทก์เสียหายโจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหายและความผิดของจำเลยย่อมเกิดขึ้นทันทีที่จำเลยฟ้องคดี แม้จำเลยที่ 2 ในคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์จะให้การรับสารภาพ ก็หาใช่ว่าโจทก์มีส่วนร่วมรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 อันมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยดังข้อฎีกาของจำเลยไม่ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการสุดท้ายว่า การที่จำเลยถอนฟ้องในคดีอาญาที่เอาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้หรือลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 176 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 176 บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา 175 แล้วลุแก่โทษต่อศาล และขอถอนฟ้องหรือแก้ฟ้องก่อนมีคำพิพากษา ให้ศาลลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้หรือศาลจะไม่ลงโทษเลยก็ได้" บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการบรรเทาโทษให้แก่ผู้กระทำความผิด ดังนี้ เมื่อจำเลยถอนฟ้องในคดีอาญาที่เอาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์ก่อนมีคำพิพากษาย่อมถือได้ว่าจำเลยได้ลุแก่โทษต่อศาลแล้ว ควรได้รับการบรรเทาโทษตามบทบัญญัตินั้น ทั้งกฎหมายหาได้บัญญัติว่าจำเลยต้องให้การรับสารภาพจึงจะได้รับการบรรเทาโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 (ประพันธ์ ทรัพย์แสง-ไมตรี ศรีอรุณ-ชำนาญ รวิวรรณพงษ์) ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายสัณพัชญ รัตนเมกุล ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายปัญญา ถนอมรอด แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.4512/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ229/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1698/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
510260
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครราชสีมา",
        "judge": "นายสัณพัชญ รัตนเมกุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายปัญญา ถนอมรอด"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081992268"
    }
}
date
2553
deka_no
15232/2553
deka_running_no
15232
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "ประพันธ์ ทรัพย์แสง",
    "ไมตรี ศรีอรุณ",
    "ชำนาญ รวิวรรณพงษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 175",
            "ม. 176"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 (4)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางพัชรินทร์ พิมพ์ปรุ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายตั้ง หัตถกรรม"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 จำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2548 จำเลยเอาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์และนางปรมาภรณ์ น้องจำเลย ต่อศาลชั้นต้นข้อหาปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1766/2548 ของศาลชั้นต้น ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2549 ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำเลยยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีอาญาดังกล่าว ศาลชั้นต้นอนุญาต มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการแรกว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่า จำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1766/2548 ของศาลชั้นต้น ให้การรับสารภาพมีผลเท่ากับว่าโจทก์มีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดตามที่จำเลยได้ยื่นฟ้องไว้ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) เห็นว่า เมื่อจำเลยเอาความเท็จมาฟ้องคดีโจทก์ทำให้โจทก์เสียหายโจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหายและความผิดของจำเลยย่อมเกิดขึ้นทันทีที่จำเลยฟ้องคดี แม้จำเลยที่ 2 ในคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์จะให้การรับสารภาพ ก็หาใช่ว่าโจทก์มีส่วนร่วมรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 อันมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยดังข้อฎีกาของจำเลยไม่ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการสุดท้ายว่า การที่จำเลยถอนฟ้องในคดีอาญาที่เอาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้หรือลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 176 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 176 บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา 175 แล้วลุแก่โทษต่อศาล และขอถอนฟ้องหรือแก้ฟ้องก่อนมีคำพิพากษา ให้ศาลลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้หรือศาลจะไม่ลงโทษเลยก็ได้" บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการบรรเทาโทษให้แก่ผู้กระทำความผิด ดังนี้ เมื่อจำเลยถอนฟ้องในคดีอาญาที่เอาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์ก่อนมีคำพิพากษาย่อมถือได้ว่าจำเลยได้ลุแก่โทษต่อศาลแล้ว ควรได้รับการบรรเทาโทษตามบทบัญญัตินั้น ทั้งกฎหมายหาได้บัญญัติว่าจำเลยต้องให้การรับสารภาพจึงจะได้รับการบรรเทาโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
opensearch_id
primary_black_case_no
อ229/2549
primary_red_case_no
อ1698/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000466.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.4512/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553