คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3465/2554 ฉบับเต็ม

#510269
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3465/2554 พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด โจทก์ นายพัลลภ วังโน กับพวก จำเลย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, มาตรา 66 ป.อ. มาตรา 86 ป.วิ.อ. มาตรา 192 ในการซื้อเมทแอมเฟตามีน อ.ตกลงกับจำเลยที่ 2 โดยนำแหวนเงินไปแลกเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ตีราคาแลกเปลี่ยนแหวนเป็นเมทแอมเฟตามีน 9 เม็ด และหยิบเมทแอมเฟตามีนซึ่งวางอยู่บนหน้าตักของจำเลยที่ 2 ให้แก่ อ. ในขณะที่ อ. เจรจาแลกแหวนกับเมทแอมเฟตามีนกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 เดินออกไปนอกบ้าน ไม่ได้อยู่ด้วย การตีราคาแหวนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ตัดสินใจแต่เพียงลำพัง น่าเชื่อว่าเมทแอมเฟตามีนเป็นของจำเลยที่ 2 แต่การที่จำเลยที่ 1 ยินยอมให้จำเลยที่ 2 ใช้บ้านเป็นสถานที่ติดต่อจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายของจำเลยที่ 2 แม้โจทก์จะมิได้ฟ้องในข้อหานี้ ศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 57, 66, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ต่อมาจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วขอแก้ไขคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน แต่ยังคงให้การปฏิเสธในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่), 91 (ที่ถูก มาตรา 91 ที่แก้ไขใหม่) (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 7 ปี รวมจำคุก 7 ปี 6 เดือน และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจหลายนายของสถานีตำรวจภูธรอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เดินทางไปยังบ้านของจำเลยที่ 1 เลขที่ 138 อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด พบนางอุทัยอยู่ห่างจากบ้านของจำเลยที่ 1 ประมาณ 20 เมตร จึงเข้าไปตรวจค้นตัวนางอุทัย พบเมทแอมเฟตามีน 9 เม็ด จากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวจึงเข้าไปตรวจค้นภายในบ้านซึ่งมีจำเลยทั้งสองอยู่ในห้องนอน พบเมทแอม-เฟตามีน 80 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ใต้ผ้าห่มบนเตียงนอนของจำเลยที่ 1 ทั้งยังพบธนบัตรฉบับต่าง ๆ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,740 บาท ชั้นจับกุมแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่าร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ส่วนชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาเพิ่มเติมว่าร่วมกันเสพยาเสพติดให้โทษและจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพข้อหาเสพยาเสพติดให้โทษ ส่วนข้อหาอื่นยังคงให้การปฏิเสธ มีข้อวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิด จึงมีหน้าที่พิสูจน์ให้ปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดจริงตามฟ้อง แต่โจทก์ไม่มีพยานยืนยันว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดจริง คงมีแต่เจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมกันจับกุมเบิกความลอย ๆ ว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์ในการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ แต่ก็มิได้ล่อซื้อให้ปรากฏข้อเท็จจริง กลับอ้างว่าเคยล่อซื้อหลายครั้งแต่ไม่สามารถดำเนินคดีจำเลยทั้งสองได้ เนื่องจากใช้เด็กนำเมทแอมเฟตามีนไปจำหน่ายอีกทอดหนึ่ง ก็เป็นการเบิกความลอย ๆ เช่นกัน ที่โจทก์นำสืบว่า จับนางอุทัยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 9 เม็ด นางอุทัยแจ้งว่าซื้อมาจากจำเลยทั้งสอง แต่โจทก์มิได้ตัวนางอุทัยมาเบิกความเป็นพยาน คงมีแต่คำให้การชั้นสอบสวนอ้างส่งเป็นพยาน จากคำให้การดังกล่าวกลับปรากฏว่า ในการซื้อเมทแอมเฟตามีน นางอุทัยตกลงกับจำเลยที่ 2 โดยนางอุทัยนำแหวนเงินที่หัวเป็นนิลไปแลกเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ตีราคาแลกเปลี่ยนแหวนเป็นเมทแอมเฟตามีน 9 เม็ด และหยิบเมทแอมเฟตามีนให้แก่นางอุทัย ซึ่งเมทแอมเฟตามีนวางอยู่บนหน้าตักของจำเลยที่ 2 ในขณะที่นางอุทัยเจรจาแลกแหวนกับเมทแอมเฟตามีนกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ไม่ได้อยู่ด้วย เดินออกไปนอกบ้าน นางอุทัยให้การในวันเกิดเหตุมิได้มีส่วนได้เสียหรือเกี่ยวข้องเป็นญาติกับจำเลยทั้งสอง คำให้การจึงน่าเชื่อถือ หากจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเมทแอมเฟตามีนจริง ก็น่าจะร่วมจำหน่ายกับจำเลยที่ 2 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจำหน่ายที่นำแหวนมาตีราคา การที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ตัดสินใจตีราคาแต่เพียงลำพัง จึงน่าเชื่อว่าเมทแอมเฟตามีนเป็นของจำเลยที่ 2 อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยที่ 1 ยินยอมให้จำเลยที่ 2 ใช้บ้านเป็นสถานที่ติดต่อจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 แม้โจทก์จะมิได้ฟ้องในข้อหานี้ศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้สนับสนุนได้เพราะเป็นบทที่มีโทษเบากว่า พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุก 4 ปี รวมโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วเป็นจำคุก 4 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 (ศิริชัย วัฒนโยธิน-อภิรัตน์ ลัดพลี-ทวีป ตันสวัสดิ์) ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด - นายธีรธร จุฑาทิพย์ชาติกุล ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายวรงค์พร จิระภาค แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.6879/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2028/2544 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ3134/2546 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
510269
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด",
        "judge": "นายธีรธร จุฑาทิพย์ชาติกุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายวรงค์พร จิระภาค"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081990575"
    }
}
date
2554
deka_no
3465/2554
deka_running_no
3465
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "ศิริชัย วัฒนโยธิน",
    "อภิรัตน์ ลัดพลี",
    "ทวีป ตันสวัสดิ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 66"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 86"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายพัลลภ วังโน กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 57, 66, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ต่อมาจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วขอแก้ไขคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน แต่ยังคงให้การปฏิเสธในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่), 91 (ที่ถูก มาตรา 91 ที่แก้ไขใหม่) (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 7 ปี รวมจำคุก 7 ปี 6 เดือน และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจหลายนายของสถานีตำรวจภูธรอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เดินทางไปยังบ้านของจำเลยที่ 1 เลขที่ 138 อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด พบนางอุทัยอยู่ห่างจากบ้านของจำเลยที่ 1 ประมาณ 20 เมตร จึงเข้าไปตรวจค้นตัวนางอุทัย พบเมทแอมเฟตามีน 9 เม็ด จากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวจึงเข้าไปตรวจค้นภายในบ้านซึ่งมีจำเลยทั้งสองอยู่ในห้องนอน พบเมทแอม-เฟตามีน 80 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ใต้ผ้าห่มบนเตียงนอนของจำเลยที่ 1 ทั้งยังพบธนบัตรฉบับต่าง ๆ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,740 บาท ชั้นจับกุมแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่าร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ส่วนชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาเพิ่มเติมว่าร่วมกันเสพยาเสพติดให้โทษและจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพข้อหาเสพยาเสพติดให้โทษ ส่วนข้อหาอื่นยังคงให้การปฏิเสธ

มีข้อวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิด จึงมีหน้าที่พิสูจน์ให้ปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดจริงตามฟ้อง แต่โจทก์ไม่มีพยานยืนยันว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดจริง คงมีแต่เจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมกันจับกุมเบิกความลอย ๆ ว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์ในการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ แต่ก็มิได้ล่อซื้อให้ปรากฏข้อเท็จจริง กลับอ้างว่าเคยล่อซื้อหลายครั้งแต่ไม่สามารถดำเนินคดีจำเลยทั้งสองได้ เนื่องจากใช้เด็กนำเมทแอมเฟตามีนไปจำหน่ายอีกทอดหนึ่ง ก็เป็นการเบิกความลอย ๆ เช่นกัน ที่โจทก์นำสืบว่า จับนางอุทัยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 9 เม็ด นางอุทัยแจ้งว่าซื้อมาจากจำเลยทั้งสอง แต่โจทก์มิได้ตัวนางอุทัยมาเบิกความเป็นพยาน คงมีแต่คำให้การชั้นสอบสวนอ้างส่งเป็นพยาน จากคำให้การดังกล่าวกลับปรากฏว่า ในการซื้อเมทแอมเฟตามีน นางอุทัยตกลงกับจำเลยที่ 2 โดยนางอุทัยนำแหวนเงินที่หัวเป็นนิลไปแลกเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ตีราคาแลกเปลี่ยนแหวนเป็นเมทแอมเฟตามีน 9 เม็ด และหยิบเมทแอมเฟตามีนให้แก่นางอุทัย ซึ่งเมทแอมเฟตามีนวางอยู่บนหน้าตักของจำเลยที่ 2 ในขณะที่นางอุทัยเจรจาแลกแหวนกับเมทแอมเฟตามีนกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ไม่ได้อยู่ด้วย เดินออกไปนอกบ้าน นางอุทัยให้การในวันเกิดเหตุมิได้มีส่วนได้เสียหรือเกี่ยวข้องเป็นญาติกับจำเลยทั้งสอง คำให้การจึงน่าเชื่อถือ หากจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเมทแอมเฟตามีนจริง ก็น่าจะร่วมจำหน่ายกับจำเลยที่ 2 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจำหน่ายที่นำแหวนมาตีราคา การที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ตัดสินใจตีราคาแต่เพียงลำพัง จึงน่าเชื่อว่าเมทแอมเฟตามีนเป็นของจำเลยที่ 2 อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยที่ 1 ยินยอมให้จำเลยที่ 2 ใช้บ้านเป็นสถานที่ติดต่อจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 แม้โจทก์จะมิได้ฟ้องในข้อหานี้ศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้สนับสนุนได้เพราะเป็นบทที่มีโทษเบากว่า

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุก 4 ปี รวมโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วเป็นจำคุก 4 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2028/2544
primary_red_case_no
อ3134/2546
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000451.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.6879/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554