คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 81/2554 ฉบับเต็ม

#510278
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 81/2554 พนักงานอัยการ จังหวัดนครราชสีมา โจทก์ นายชาตรี บุตรทอง จำเลย ป.อ. มาตรา 72, มาตรา 78, มาตรา 289 (4) หลังจากผู้ตายใช้ขวดสุราตีศีรษะจำเลย ผู้ตายกับจำเลยยังได้รับประทานอาหารด้วยกัน และจำเลยกลับไปบ้านแล้ว ต่อมานานถึง 2 ชั่วโมงเศษ จำเลยจึงมาที่บ้านเกิดเหตุและใช้มีดโต้ฟันผู้ตายขณะที่ผู้ตายกับ ข. นอนหลับกันแล้ว เหตุการณ์ที่ผู้ตายใช้ขวดสุราตีศีรษะจำเลยได้ขาดตอนตั้งแต่นั่งรับประทานอาหารด้วยกัน จำเลยจึงมิได้กระทำความผิดในขณะที่บันดาลโทสะอยู่ แต่กระทำความผิดในภายหลังเป็นเวลานานถือได้ว่าเหตุบันดาลโทสะขาดตอนแล้ว และการที่จำเลยกลับบ้านนั่งคิดแค้นอยู่ที่บ้านตั้ง 2 ชั่วโมง จึงไปทำร้ายตายในขณะกำลังนอนหลับในยามวิกาลและเวลาดึกสงัดโดยใช้มีดโต้ขนาดใหญ่เลือกฟันผู้ตายที่ศีรษะ ใบหน้าและลำคอหลายครั้ง ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญ หากถูกฟันอย่างแรงเพียงครั้งเดียวก็ถึงแก่ความตายแล้ว แม้จำเลยมิได้เตรียมมีดมา แต่จำเลยก็เตรียมไฟฉายมาค้นหาอาวุธ ซึ่งจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าที่บ้านเกิดเหตุมีมีดโต้ใช้เป็นอาวุธทำร้ายผู้ตายได้และใช้ไฟฉายส่องหาทำร้ายผู้ตายได้ไม่ผิดตัวพฤติการณ์ชี้ชัดว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 288, 289 และริบมีดโต้ของกลาง จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกันและกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) (ที่ถูก ต้องวางโทษประหารชีวิตก่อนลดโทษ) คำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (ที่ถูก มาตรา 52 (1)) คงจำคุกตลอดชีวิต ริบมีดของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้มีดโต้ของกลางฟันทำร้ายผู้ตายถูกที่บริเวณศีรษะ ใบหน้า ลำคอ และตามร่างกายหลายแห่ง เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย บาดแผลตามรายงานชันสูตรพลิกศพของแพทย์เอกสารหมาย จ. 10 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเพราะเหตุบันดาลโทสะ โจทก์มีนายบุญทันเบิกความยืนยันสรุปได้ว่า หลังจากเลิกงานแล้วพยาน ผู้ตาย และจำเลยซื้อกับข้าวมาที่บ้านเกิดเหตุก่อน แล้วผู้ตายกับจำเลยพากันไปซื้อสุรากลับมามีอาการเมาสุรา ที่ศีรษะของจำเลยมีบาดแผล พยานได้สอบถาม จำเลยเล่าให้ฟังว่าจำเลยถูกผู้ตายใช้ขวดสุราตีที่ร้านเจ๊นา ผู้ตายและจำเลยรับประทานข้าวด้วยกัน เสร็จแล้วจำเลยก็กลับบ้านไป หลังจากนั้นพยานและผู้ตายจึงเข้านอน พยานหลับไปสะดุ้งตื่นและเห็นจำเลยใช้ไฟฉายส่องผู้ตายและใช้มีดโต้ฟันผู้ตาย 4 ครั้ง พยานจึงเปิดมุ้งวิ่งหนีไปซ่อนในไร่มันสำปะหลัง เห็นว่า พยานปากนี้เป็นประจักษ์พยานที่อาศัยและอยู่ในบ้านเกิดเหตุตลอดเวลาเกิดเหตุย่อมเห็นเหตุการณ์โดยตลอด พยานเป็นเพื่อนร่วมงานของทั้งผู้ตายและจำเลย มีความสนิทสนมรับประทานอาหารเย็นด้วยกันเป็นปกติ ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย จึงเชื่อได้ว่าเบิกความไปตามความสัตย์จริง ไม่มีเหตุที่จะระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยแต่อย่างใด ทั้งสอดคล้องกับสภาพศพผู้ตายตามภาพถ่ายที่ถูกทำร้ายนอนตายบนที่นอน บ่งชี้ว่าถูกจำเลยฟันในขณะนอนหลับในมุ้ง มิใช่ถูกจำเลยใช้มีดโต้ฟันขณะกำลังนั่งอยู่ข้างมุ้ง ที่จำเลยนำสืบว่าผู้ตายใช้ให้จำเลยไปซื้อสุรา จำเลยไม่ยอมไปและเดินลงจากบ้านเกิดเหตุ ผู้ตายเดินตามไปใช้ขวดสุราตีศีรษะจำเลย จำเลยโมโหจึงหยิบมีดโต้ขึ้นไปฟันผู้ตายขณะกำลังนั่งอยู่ข้างมุ้งจึงไม่สอดคล้องกับสภาพศพผู้ตาย ทั้งยังขัดกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลย แม้จะนำสืบว่าจำเลยอ่านหนังสือไม่ออก อ่านออกเฉพาะชื่อและนามสกุลของตนเท่านั้น และพนักงานสอบสวนไม่ได้อ่านให้ฟังนั้น ก็เป็นการนำสืบลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังได้ เมื่อพิจารณาประกอบคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนแล้ว พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยใช้มีดโต้ฟันผู้ตาย ภายหลังจากผู้ตายได้ใช้ขวดสุราตีศีรษะจำเลย หลังจากนั้นผู้ตายกับจำเลยยังได้รับประทานอาหารด้วยกัน และจำเลยกลับไปบ้านจำเลยแล้ว ต่อมานานถึง 2 ชั่วโมงเศษ จำเลยจึงมาที่บ้านเกิดเหตุและใช้มีดโต้ฟันผู้ตายขณะที่ผู้ตายและนายบุญทันนอนหลับกันแล้ว พฤติการณ์ชี้ชัดว่าเหตุการณ์ที่ผู้ตายใช้ขวดสุราตีศีรษะจำเลยได้ขาดตอนตั้งแต่นั่งรับประทานอาหารด้วยกันและกลับบ้านนั่งคิดแค้นอยู่ที่บ้านตั้ง 2 ชั่วโมง จึงไปทำร้ายผู้ตายในขณะกำลังนอนหลับในยามวิกาลและเวลาดึกสงัด โดยใช้มีดโต้ขนาดใหญ่เลือกฟันผู้ตายที่ศีรษะ ใบหน้า และลำคอหลายครั้ง ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญแม้ถูกฟันอย่างแรงเพียงครั้งเดียวก็ถึงแก่ความตายแล้ว พฤติการณ์ชี้ชัดว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แม้จำเลยมิได้เตรียมมีดมาแต่จำเลยก็เตรียมไฟฉายมาค้นหาอาวุธ ซึ่งจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าที่บ้านเกิดเหตุมีมีดโต้ใช้เป็นอาวุธทำร้ายผู้ตายได้ และใช้ไฟฉายส่องหาทำร้ายผู้ตายได้ไม่ผิดตัว ตามพฤติการณ์แห่งคดีจำเลยมิได้กระทำความผิดในขณะที่บันดาลโทสะอยู่ แต่กระทำผิดในภายหลังเป็นเวลานาน ถือได้ว่าเหตุบันดาลโทสะขาดตอนแล้ว พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 พยานหลักฐานจำเลยไม่อาจฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า สมควรลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งหรือไม่ เห็นว่า สาเหตุที่จำเลยกระทำความผิดในครั้งนี้เกิดจากผู้ตายมีส่วนผิดที่ใช้ขวดสุราตีศีรษะของจำเลยก่อน จำเลยกับผู้ตายเป็นเพื่อนร่วมงานมีความสนิทสนมกันถึงขนาดรับประทานอาหารเย็นด้วยกันเป็นประจำ โดยปกติแม้จะผิดใจกันบ้างก็คงไม่ถึงกับคิดฆ่าผู้ตาย แต่จำเลยถูกผู้ตายทำร้ายในขณะจำเลยเมาสุราจึงขาดสติ และเหตุผลที่จะยับยั้งชั่งใจ มิใช่อาชญากรโดยสันดาน ประกอบกับจำเลยก็รู้สำนึกในความผิดและลุแก่โทษแก่เจ้าพนักงานตามสมควรแล้ว โดยเข้ามอบตัวทั้งได้ให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและชั้นพิจารณา ทางนำสืบของจำเลยก็เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับว่าเป็นเหตุบรรเทาโทษ สมควรลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยโดยลดโทษที่จะลงให้แก่จำเลยเพียงหนึ่งในสามนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน" พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (2) ประกอบมาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 30 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 (สิทธิชัย รุ่งตระกูล-พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา-ปดารณี ลัดพลี) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
510278
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081992021"
    }
}
date
2554
deka_no
81/2554
deka_running_no
81
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "สิทธิชัย รุ่งตระกูล",
    "พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา",
    "ปดารณี ลัดพลี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 72",
            "ม. 78",
            "ม. 289 (4)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ จังหวัดนครราชสีมา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายชาตรี บุตรทอง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 288, 289 และริบมีดโต้ของกลาง

จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกันและกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) (ที่ถูก ต้องวางโทษประหารชีวิตก่อนลดโทษ) คำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (ที่ถูก มาตรา 52 (1)) คงจำคุกตลอดชีวิต ริบมีดของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้มีดโต้ของกลางฟันทำร้ายผู้ตายถูกที่บริเวณศีรษะ ใบหน้า ลำคอ และตามร่างกายหลายแห่ง เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย บาดแผลตามรายงานชันสูตรพลิกศพของแพทย์เอกสารหมาย จ. 10 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเพราะเหตุบันดาลโทสะ โจทก์มีนายบุญทันเบิกความยืนยันสรุปได้ว่า หลังจากเลิกงานแล้วพยาน ผู้ตาย และจำเลยซื้อกับข้าวมาที่บ้านเกิดเหตุก่อน แล้วผู้ตายกับจำเลยพากันไปซื้อสุรากลับมามีอาการเมาสุรา ที่ศีรษะของจำเลยมีบาดแผล พยานได้สอบถาม จำเลยเล่าให้ฟังว่าจำเลยถูกผู้ตายใช้ขวดสุราตีที่ร้านเจ๊นา ผู้ตายและจำเลยรับประทานข้าวด้วยกัน เสร็จแล้วจำเลยก็กลับบ้านไป หลังจากนั้นพยานและผู้ตายจึงเข้านอน พยานหลับไปสะดุ้งตื่นและเห็นจำเลยใช้ไฟฉายส่องผู้ตายและใช้มีดโต้ฟันผู้ตาย 4 ครั้ง พยานจึงเปิดมุ้งวิ่งหนีไปซ่อนในไร่มันสำปะหลัง เห็นว่า พยานปากนี้เป็นประจักษ์พยานที่อาศัยและอยู่ในบ้านเกิดเหตุตลอดเวลาเกิดเหตุย่อมเห็นเหตุการณ์โดยตลอด พยานเป็นเพื่อนร่วมงานของทั้งผู้ตายและจำเลย มีความสนิทสนมรับประทานอาหารเย็นด้วยกันเป็นปกติ ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย จึงเชื่อได้ว่าเบิกความไปตามความสัตย์จริง ไม่มีเหตุที่จะระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยแต่อย่างใด ทั้งสอดคล้องกับสภาพศพผู้ตายตามภาพถ่ายที่ถูกทำร้ายนอนตายบนที่นอน บ่งชี้ว่าถูกจำเลยฟันในขณะนอนหลับในมุ้ง มิใช่ถูกจำเลยใช้มีดโต้ฟันขณะกำลังนั่งอยู่ข้างมุ้ง ที่จำเลยนำสืบว่าผู้ตายใช้ให้จำเลยไปซื้อสุรา จำเลยไม่ยอมไปและเดินลงจากบ้านเกิดเหตุ ผู้ตายเดินตามไปใช้ขวดสุราตีศีรษะจำเลย จำเลยโมโหจึงหยิบมีดโต้ขึ้นไปฟันผู้ตายขณะกำลังนั่งอยู่ข้างมุ้งจึงไม่สอดคล้องกับสภาพศพผู้ตาย ทั้งยังขัดกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลย แม้จะนำสืบว่าจำเลยอ่านหนังสือไม่ออก อ่านออกเฉพาะชื่อและนามสกุลของตนเท่านั้น และพนักงานสอบสวนไม่ได้อ่านให้ฟังนั้น ก็เป็นการนำสืบลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังได้ เมื่อพิจารณาประกอบคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนแล้ว พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยใช้มีดโต้ฟันผู้ตาย ภายหลังจากผู้ตายได้ใช้ขวดสุราตีศีรษะจำเลย หลังจากนั้นผู้ตายกับจำเลยยังได้รับประทานอาหารด้วยกัน และจำเลยกลับไปบ้านจำเลยแล้ว ต่อมานานถึง 2 ชั่วโมงเศษ จำเลยจึงมาที่บ้านเกิดเหตุและใช้มีดโต้ฟันผู้ตายขณะที่ผู้ตายและนายบุญทันนอนหลับกันแล้ว พฤติการณ์ชี้ชัดว่าเหตุการณ์ที่ผู้ตายใช้ขวดสุราตีศีรษะจำเลยได้ขาดตอนตั้งแต่นั่งรับประทานอาหารด้วยกันและกลับบ้านนั่งคิดแค้นอยู่ที่บ้านตั้ง 2 ชั่วโมง จึงไปทำร้ายผู้ตายในขณะกำลังนอนหลับในยามวิกาลและเวลาดึกสงัด โดยใช้มีดโต้ขนาดใหญ่เลือกฟันผู้ตายที่ศีรษะ ใบหน้า และลำคอหลายครั้ง ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญแม้ถูกฟันอย่างแรงเพียงครั้งเดียวก็ถึงแก่ความตายแล้ว พฤติการณ์ชี้ชัดว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แม้จำเลยมิได้เตรียมมีดมาแต่จำเลยก็เตรียมไฟฉายมาค้นหาอาวุธ ซึ่งจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าที่บ้านเกิดเหตุมีมีดโต้ใช้เป็นอาวุธทำร้ายผู้ตายได้ และใช้ไฟฉายส่องหาทำร้ายผู้ตายได้ไม่ผิดตัว ตามพฤติการณ์แห่งคดีจำเลยมิได้กระทำความผิดในขณะที่บันดาลโทสะอยู่ แต่กระทำผิดในภายหลังเป็นเวลานาน ถือได้ว่าเหตุบันดาลโทสะขาดตอนแล้ว พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 พยานหลักฐานจำเลยไม่อาจฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า สมควรลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งหรือไม่ เห็นว่า สาเหตุที่จำเลยกระทำความผิดในครั้งนี้เกิดจากผู้ตายมีส่วนผิดที่ใช้ขวดสุราตีศีรษะของจำเลยก่อน จำเลยกับผู้ตายเป็นเพื่อนร่วมงานมีความสนิทสนมกันถึงขนาดรับประทานอาหารเย็นด้วยกันเป็นประจำ โดยปกติแม้จะผิดใจกันบ้างก็คงไม่ถึงกับคิดฆ่าผู้ตาย แต่จำเลยถูกผู้ตายทำร้ายในขณะจำเลยเมาสุราจึงขาดสติ และเหตุผลที่จะยับยั้งชั่งใจ มิใช่อาชญากรโดยสันดาน ประกอบกับจำเลยก็รู้สำนึกในความผิดและลุแก่โทษแก่เจ้าพนักงานตามสมควรแล้ว โดยเข้ามอบตัวทั้งได้ให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและชั้นพิจารณา ทางนำสืบของจำเลยก็เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับว่าเป็นเหตุบรรเทาโทษ สมควรลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยโดยลดโทษที่จะลงให้แก่จำเลยเพียงหนึ่งในสามนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (2) ประกอบมาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 30 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000464.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554