คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6037/2553 ฉบับเต็ม

#510289
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6037/2553 บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด โจทก์ นายแสง สีจุลลา กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคหนึ่ง, มาตรา 880 วรรคหนึ่ง แม้ขณะฟ้องคดีโจทก์ยังมิได้ชำระเงินค่าซ่อมรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้ เนื่องจากรถยนต์ได้รับความเสียหายมากต้องซ่อมทั้งคันใช้เวลาซ่อมนานแต่การที่เมื่อหลังเกิดเหตุแล้วโจทก์ได้นำรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ไปให้อู่ซ่อมรถดังกล่าวทำการซ่อมและอู่ซ่อมรถดังกล่าวได้รับทำการซ่อมให้ในราคาที่ตกลงกันไว้นั้น โจทก์ย่อมมีความผูกพันที่จะต้องชำระค่าซ่อมรถยนต์ตามจำนวนเงินที่ตกลงกันไว้ ทั้งต่อมาเมื่ออู่ซ่อมรถดังกล่าวซ่อมรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์เสร็จแล้วได้มอบรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์คืนให้ผู้เอาประกันภัยไป จึงถือได้ว่าโจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้วตามจำนวนเงินค่าจ้างที่ได้ตกลงไว้กับอู่ซ่อมรถดังกล่าว โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยเรียกร้องค่าซ่อมรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์จากจำเลยทั้งสองได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 880 วรรคหนึ่ง ส่วนในการกำหนดค่าเสียหายนั้น ถึงแม้ความเสียหายทั้งหมดจะเป็นผลจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยทั้งสองจะปฏิเสธความรับผิดไม่ได้ก็ตาม แต่ศาลก็ย่อมต้องพิจารณาพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด และกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งความผิดของจำเลยที่ 1 ในการทำให้เกิดความเสียหายขึ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคหนึ่ง เมื่อคนขับรถหมายเลขทะเบียน 9ง-2234 กรุงเทพมหานคร มีส่วนประมาทก่อให้เกิดผลร้ายแรงขึ้นด้วย ซึ่งมีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดเต็มตามความเสียหายทั้งหมดแต่ฝ่ายเดียวแล้ว ศาลจึงไม่จำต้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดเต็มตามความเสียหายนั้นเสมอไป ___________________________ คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันมากับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3098/2543 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยคู่ความมิได้ฎีกา คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องสรุปรวมกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3098/2543 ของศาลชั้นต้น ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 886,954.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 884,319.28 บาท นับจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 66,400 บาท (ค่าเสียหายของรถยนต์คัน 3 ฬ - 5462 กรุงเทพมหานคร ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3098/2543 ของศาลชั้นต้น) และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท (ที่ถูก ต้องยกฟ้องคดีนี้ด้วย) โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์หมายเลขทะเบียน 4 ฬ - 3033 กรุงเทพมหานคร ไว้จากบริษัทโลตัสเลธเธอร์ แอนด์ เทรดดิ้ง จำกัด มีอายุการคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2539 ถึงวันที่ 16 กันยายน 2540 จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 72 - 1397 กรุงเทพมหานคร และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 72 - 2123 กรุงเทพมหานคร ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทโดยใช้ความเร็วสูง เมื่อถึงบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งเป็นจุดกลับรถจำเลยที่ 1 ไม่ชะลอความเร็วของรถยนต์ลง ทำให้รถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับชนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ง - 2234 กรุงเทพมหานคร ซึ่งกำลังเลี้ยวกลับรถอยู่และรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับได้เสียหลักแล่นเข้าไปชนรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์และรถยนต์คันอื่นอีกหลายคันได้รับความเสียหาย โจทก์ได้นำรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ไปซ่อมที่อู่บริษัทเบนซ์รามคำแหง จำกัด ต่อมาเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2540 บริษัทโลตัสเลธเธอร์ แอนด์ เทรดดิ้ง จำกัด ได้รับรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ซึ่งซ่อมเสร็จแล้วคืนจากอู่ซ่อมรถดังกล่าว หลังจากนั้นวันที่ 30 เมษายน 2541 โจทก์จึงได้จ่ายค่าซ่อมรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์จำนวน 853,850.87 บาท ให้แก่อู่ซ่อมรถดังกล่าว มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกค่าซ่อมรถยี่ห้อเบนซ์ได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ขณะฟ้องคดีโจทก์ยังมิได้ชำระเงินค่าซ่อมรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้ เนื่องจากรถยนต์ได้รับความเสียหายมากต้องซ่อมทั้งคันใช้เวลาซ่อมนาน แต่การที่เมื่อหลังเกิดเหตุแล้วโจทก์ได้นำรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ไปให้อู่ซ่อมรถดังกล่าวทำการซ่อมและอู่ซ่อมรถดังกล่าวได้รับทำการซ่อมให้ในราคาที่ตกลงกันไว้นั้น ตามใบเสนอรายการความเสียหายเอกสารหมาย จ. 11 โจทก์ย่อมมีความผูกพันที่จะต้องชำระค่าซ่อมรถยนต์ตามจำนวนเงินที่ตกลงกันไว้ ทั้งต่อมาเมื่ออู่ซ่อมรถดังกล่าวซ่อมรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์เสร็จแล้วได้มอบรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์คืนให้ผู้เอาประกันภัยไปเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2540 จึงถือได้ว่าโจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้วตามจำนวนเงินค่าจ้างที่ได้ตกลงไว้กับอู่ซ่อมรถดังกล่าว โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยเรียกร้องค่าซ่อมรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์จากจำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น สำหรับปัญหาว่าจำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายในส่วนรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์แก่โจทก์เพียงใดนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียเลย โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นว่า ในการกำหนดค่าเสียหายนั้น ถึงแม้ความเสียหายทั้งหมดจะเป็นผลจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยทั้งสองจะปฏิเสธความรับผิดไม่ได้ก็ตาม แต่ศาลก็ย่อมต้องพิจารณาพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด และกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งความผิดของจำเลยที่ 1 ในการทำให้เกิดความเสียหายขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง เมื่อปรากฏจากคำเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 2 ของร้อยตำรวจเอกพีรพัฒน์ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ในขณะเกิดเหตุว่า ต้นเหตุของคดีเกิดจากความประมาทของคนขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ง - 2234 กรุงเทพมหานคร ที่เลี้ยวกลับรถตัดหน้ารถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับโดยกระชั้นชิด บุคคลที่จะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหาย ได้แก่ เจ้าของรถยนต์พ่วงซึ่งหมายถึงจำเลยที่ 2 คนขับและเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ง - 2234 กรุงเทพมหานคร ดังนี้ย่อมพอฟังได้แล้วว่า คนขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ง - 2234 กรุงเทพมหานคร มีส่วนประมาทก่อให้เกิดผลร้ายแรงขึ้นด้วย เมื่อมีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดเต็มตามความเสียหายทั้งหมดแต่ฝ่ายเดียวแล้ว ศาลจึงไม่จำต้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดเต็มตามความเสียหายนั้นเสมอไป เมื่อได้คำนึงถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งความผิดของจำเลยที่ 2 ในการละเมิดครั้งนี้แล้ว ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในคำพิพากษาตอนหนึ่งว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายสำหรับรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์หมายเลขทะเบียน 4 ฬ - 3033 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 683,000 บาท นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 683,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท สำหรับในส่วนที่เกี่ยวกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 3ฬ-5462 กรุงเทพมหานคร ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (สมชาย สินเกษม-มนตรี ยอดปัญญา-วิรัช ชินวินิจกุล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
510289
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081995795"
    }
}
date
2553
deka_no
6037/2553
deka_running_no
6037
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "สมชาย สินเกษม",
    "มนตรี ยอดปัญญา",
    "วิรัช ชินวินิจกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 438 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 880 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายแสง สีจุลลา กับพวก"
    }
]
long_text
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันมากับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3098/2543 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยคู่ความมิได้ฎีกา คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องสรุปรวมกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3098/2543 ของศาลชั้นต้น ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 886,954.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 884,319.28 บาท นับจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 66,400 บาท (ค่าเสียหายของรถยนต์คัน 3 ฬ - 5462 กรุงเทพมหานคร ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3098/2543 ของศาลชั้นต้น) และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท (ที่ถูก ต้องยกฟ้องคดีนี้ด้วย)

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์หมายเลขทะเบียน 4 ฬ - 3033 กรุงเทพมหานคร ไว้จากบริษัทโลตัสเลธเธอร์ แอนด์ เทรดดิ้ง จำกัด มีอายุการคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2539 ถึงวันที่ 16 กันยายน 2540 จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 72 - 1397 กรุงเทพมหานคร และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 72 - 2123 กรุงเทพมหานคร ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทโดยใช้ความเร็วสูง เมื่อถึงบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งเป็นจุดกลับรถจำเลยที่ 1 ไม่ชะลอความเร็วของรถยนต์ลง ทำให้รถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับชนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ง - 2234 กรุงเทพมหานคร ซึ่งกำลังเลี้ยวกลับรถอยู่และรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับได้เสียหลักแล่นเข้าไปชนรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์และรถยนต์คันอื่นอีกหลายคันได้รับความเสียหาย โจทก์ได้นำรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ไปซ่อมที่อู่บริษัทเบนซ์รามคำแหง จำกัด ต่อมาเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2540 บริษัทโลตัสเลธเธอร์ แอนด์ เทรดดิ้ง จำกัด ได้รับรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ซึ่งซ่อมเสร็จแล้วคืนจากอู่ซ่อมรถดังกล่าว หลังจากนั้นวันที่ 30 เมษายน 2541 โจทก์จึงได้จ่ายค่าซ่อมรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์จำนวน 853,850.87 บาท ให้แก่อู่ซ่อมรถดังกล่าว มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกค่าซ่อมรถยี่ห้อเบนซ์ได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ขณะฟ้องคดีโจทก์ยังมิได้ชำระเงินค่าซ่อมรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้ เนื่องจากรถยนต์ได้รับความเสียหายมากต้องซ่อมทั้งคันใช้เวลาซ่อมนาน แต่การที่เมื่อหลังเกิดเหตุแล้วโจทก์ได้นำรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ไปให้อู่ซ่อมรถดังกล่าวทำการซ่อมและอู่ซ่อมรถดังกล่าวได้รับทำการซ่อมให้ในราคาที่ตกลงกันไว้นั้น ตามใบเสนอรายการความเสียหายเอกสารหมาย จ. 11 โจทก์ย่อมมีความผูกพันที่จะต้องชำระค่าซ่อมรถยนต์ตามจำนวนเงินที่ตกลงกันไว้ ทั้งต่อมาเมื่ออู่ซ่อมรถดังกล่าวซ่อมรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์เสร็จแล้วได้มอบรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์คืนให้ผู้เอาประกันภัยไปเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2540 จึงถือได้ว่าโจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้วตามจำนวนเงินค่าจ้างที่ได้ตกลงไว้กับอู่ซ่อมรถดังกล่าว โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยเรียกร้องค่าซ่อมรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์จากจำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

สำหรับปัญหาว่าจำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายในส่วนรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์แก่โจทก์เพียงใดนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียเลย โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นว่า ในการกำหนดค่าเสียหายนั้น ถึงแม้ความเสียหายทั้งหมดจะเป็นผลจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยทั้งสองจะปฏิเสธความรับผิดไม่ได้ก็ตาม แต่ศาลก็ย่อมต้องพิจารณาพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด และกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งความผิดของจำเลยที่ 1 ในการทำให้เกิดความเสียหายขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง เมื่อปรากฏจากคำเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 2 ของร้อยตำรวจเอกพีรพัฒน์ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ในขณะเกิดเหตุว่า ต้นเหตุของคดีเกิดจากความประมาทของคนขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ง - 2234 กรุงเทพมหานคร ที่เลี้ยวกลับรถตัดหน้ารถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับโดยกระชั้นชิด บุคคลที่จะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหาย ได้แก่ เจ้าของรถยนต์พ่วงซึ่งหมายถึงจำเลยที่ 2 คนขับและเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ง - 2234 กรุงเทพมหานคร ดังนี้ย่อมพอฟังได้แล้วว่า คนขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ง - 2234 กรุงเทพมหานคร มีส่วนประมาทก่อให้เกิดผลร้ายแรงขึ้นด้วย เมื่อมีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดเต็มตามความเสียหายทั้งหมดแต่ฝ่ายเดียวแล้ว ศาลจึงไม่จำต้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดเต็มตามความเสียหายนั้นเสมอไป เมื่อได้คำนึงถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งความผิดของจำเลยที่ 2 ในการละเมิดครั้งนี้แล้ว ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในคำพิพากษาตอนหนึ่งว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายสำหรับรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์หมายเลขทะเบียน 4 ฬ - 3033 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 683,000 บาท นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 683,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท สำหรับในส่วนที่เกี่ยวกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 3ฬ-5462 กรุงเทพมหานคร ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000498.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553