คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11252/2553 ฉบับเต็ม

#510495
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11252/2553 พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ โจทก์ นางกรกฎหรือชญานิศวร์ สังข์ศรีจันทร์ หรือพิริยศุภกาญจน์ โจทก์ร่วม นางกชวัณน์ สังวริบุตร จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 216 วรรคหนึ่ง สิทธิในการยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาเป็นสิทธิเฉพาะตัวของคู่ความแต่ละฝ่าย โจทก์ร่วมจะถือเอาคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตขยายระยะเวลาฎีกาให้โจทก์ เป็นสิทธิของตนยื่นฎีกาของโจทก์ร่วมคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้ ฎีกาของโจทก์ร่วมจึงเป็นฎีกาที่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ร่วมมาจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 297 ริบไม้กระบองของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ระหว่างพิจารณา นางกรกฎหรือชญานิศวร์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (ที่ถูก มาตรา 297 (8)) จำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่กาพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติ 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 6 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนดและให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ริบไม้กระบองของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หลายครั้ง เนื่องจากส่งหมายนัดแจ้งวันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้คู่ความไม่ได้ และจำเลยขอเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จนกระทั่งนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 วันที่ 25 กันยายน 2552 โจทก์มาฟังคำพิพากษา ส่วนโจทก์ร่วมและจำเลยทราบนัดแล้วไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับจำเลย และเลื่อนไปนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 วันที่ 30 ตุลาคม 2552 โดยปิดประกาศแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้โจทก์ร่วมทราบที่หน้าศาล ครั้นถึงวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์มาศาล โจทก์ร่วมไม่มาศาล ส่วนจำเลยยังจับตัวไม่ได้ ศาลชั้นต้นจึงอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้โจทก์ฟัง และอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย โจทก์ร่วมไม่มาศาลทั้งที่ศาลชั้นต้นแจ้งวันนัดให้ทราบโดยชอบแล้ว ถือว่าศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้โจทก์ จำเลย รวมตลอดถึงโจทก์ร่วมฟังโดยชอบแล้วในวันที่ 30 ตุลาคม 2552 คู่ความดังกล่าวมีอำนาจฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่าน หรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้คู่ความฝ่ายที่ฎีกาฟัง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ปรากฏว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีการวม 3 ครั้ง ศาลชั้นต้นอนุญาตขยายระยะเวลาฎีกาจนถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์และจำเลยไม่ยื่นฎีกา ส่วนโจทก์ร่วมมิได้ยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ภายในระยะเวลาหนึ่งเดือนนับแต่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และมิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาเช่นโจทก์ แต่ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2552 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาโจทก์ร่วมวันที่ 23 ธันวาคม 2552 เห็นว่า สิทธิในการยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง เป็นสิทธิเฉพาะตัวของคู่ความแต่ละฝ่ายเมื่อโจทก์ร่วมเป็นคู่ความฝ่ายหนึ่งในคดีมีสิทธิในการยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หากประสงค์จะฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ชอบที่ยื่นฎีกาคัดค้านภายในระยะเวลาหนึ่งเดือนตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 216 วรรคหนึ่ง หรือหากยื่นฎีกาไม่ทันระยะเวลาหนึ่งเดือนดังกล่าว ชอบที่จะยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาเช่นเดียวกับโจทก์ เมื่อสิทธิในการยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาเป็นสิทธิเฉพาะตัวของคู่ความแต่ละฝ่าย โจทก์ร่วมจะถือเอาคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตขยายระยะเวลาฎีกาให้โจทก์ถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นสิทธิของตนยื่นฎีกาของโจทก์ร่วมในวันที่ 21 ธันวาคม 2552 คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้ ฎีกาของโจทก์ร่วมจึงเป็นฎีกาที่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาฎีกาหนึ่งเดือน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ร่วมมาจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พิพากษายกฎีกาโจทก์ร่วม (เกษม วีรวงศ์-อร่าม แย้มสอาด-สิงห์พล ละอองมณี) ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายคณธัช รัตติกาลชลากร ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายเลิศลภ กิตติถนอม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.4252/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2374/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1545/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
510495
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสมุทรปราการ",
        "judge": "นายคณธัช รัตติกาลชลากร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายเลิศลภ กิตติถนอม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081993357"
    }
}
date
2553
deka_no
11252/2553
deka_running_no
11252
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "เกษม วีรวงศ์",
    "อร่าม แย้มสอาด",
    "สิงห์พล ละอองมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 216 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นางกรกฎหรือชญานิศวร์ สังข์ศรีจันทร์"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "หรือพิริยศุภกาญจน์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางกชวัณน์ สังวริบุตร"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 297 ริบไม้กระบองของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางกรกฎหรือชญานิศวร์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (ที่ถูก มาตรา 297 (8)) จำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่กาพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติ 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 6 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนดและให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ริบไม้กระบองของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หลายครั้ง เนื่องจากส่งหมายนัดแจ้งวันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้คู่ความไม่ได้ และจำเลยขอเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จนกระทั่งนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 วันที่ 25 กันยายน 2552 โจทก์มาฟังคำพิพากษา ส่วนโจทก์ร่วมและจำเลยทราบนัดแล้วไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับจำเลย และเลื่อนไปนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 วันที่ 30 ตุลาคม 2552 โดยปิดประกาศแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้โจทก์ร่วมทราบที่หน้าศาล ครั้นถึงวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์มาศาล โจทก์ร่วมไม่มาศาล ส่วนจำเลยยังจับตัวไม่ได้ ศาลชั้นต้นจึงอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้โจทก์ฟัง และอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย โจทก์ร่วมไม่มาศาลทั้งที่ศาลชั้นต้นแจ้งวันนัดให้ทราบโดยชอบแล้ว ถือว่าศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้โจทก์ จำเลย รวมตลอดถึงโจทก์ร่วมฟังโดยชอบแล้วในวันที่ 30 ตุลาคม 2552 คู่ความดังกล่าวมีอำนาจฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่าน หรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้คู่ความฝ่ายที่ฎีกาฟัง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ปรากฏว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีการวม 3 ครั้ง ศาลชั้นต้นอนุญาตขยายระยะเวลาฎีกาจนถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์และจำเลยไม่ยื่นฎีกา ส่วนโจทก์ร่วมมิได้ยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ภายในระยะเวลาหนึ่งเดือนนับแต่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และมิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาเช่นโจทก์ แต่ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2552 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาโจทก์ร่วมวันที่ 23 ธันวาคม 2552 เห็นว่า สิทธิในการยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง เป็นสิทธิเฉพาะตัวของคู่ความแต่ละฝ่ายเมื่อโจทก์ร่วมเป็นคู่ความฝ่ายหนึ่งในคดีมีสิทธิในการยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หากประสงค์จะฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ชอบที่ยื่นฎีกาคัดค้านภายในระยะเวลาหนึ่งเดือนตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 216 วรรคหนึ่ง หรือหากยื่นฎีกาไม่ทันระยะเวลาหนึ่งเดือนดังกล่าว ชอบที่จะยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาเช่นเดียวกับโจทก์ เมื่อสิทธิในการยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาเป็นสิทธิเฉพาะตัวของคู่ความแต่ละฝ่าย โจทก์ร่วมจะถือเอาคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตขยายระยะเวลาฎีกาให้โจทก์ถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นสิทธิของตนยื่นฎีกาของโจทก์ร่วมในวันที่ 21 ธันวาคม 2552 คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้ ฎีกาของโจทก์ร่วมจึงเป็นฎีกาที่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาฎีกาหนึ่งเดือน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ร่วมมาจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษายกฎีกาโจทก์ร่วม
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2374/2550
primary_red_case_no
อ1545/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000476.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.4252/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553