คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15505/2553 ฉบับเต็ม

#510499
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15505/2553 พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย โจทก์ นายบุญรอด ออนตระไคร้ จำเลย ป.อ. มาตรา 341, มาตรา 343 ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ป.อ. มาตรา 343 บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 341 ได้กระทำด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนหรือด้วยการปกปิดความจริง ซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน" คำว่า "ประชาชน" หมายถึงบุคคลทั่วไปไม่จำกัดตัวว่าเป็นผู้ใด แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยหลอกลวงผู้เสียหายทั้งหกซึ่งเป็นคนต่างด้าวและคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านซึ่งจำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้านในขณะนั้น โดยคนต่างด้าวดังกล่าวได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยชั่วคราว แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาหลอกลวงเฉพาะคนต่างด้าวกลุ่มดังกล่าวเท่านั้น อันเป็นการจำกัดตัวผู้ถูกหลอกลวงว่าเป็นผู้ใดมิใช่หลอกลวงบุคคลทั่วไป การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 คงมีความผิดตามมาตรา 341 ตามที่จำเลยให้การรับสารภาพเท่านั้น ซึ่งความผิดดังกล่าวเป็นความผิดต่อส่วนตัว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏจากคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งหกว่าจำเลยได้ชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายทั้งหกแล้ว และผู้เสียหายทั้งหกไม่ติดใจดำเนินคดีนี้แก่จำเลยอีก ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนี้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวย่อมระงับไปตาม .ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายญา มาตรา 91, 341, 343 และให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 5,000 บาท ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 25,000 บาท ผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 3,000 บาท และผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 6,000 บาท จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาฉ้อโกง แต่ปฏิเสธในข้อหาฉ้อโกงประชาชน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 18 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาฉ้อโกง เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เป็นจำคุก 12 ปี ที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายทั้งหกนั้น เนื่องจากจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความจ่ายเงินคืนแก่ผู้เสียหายทั้งหกแล้ว จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยที่ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ก่อนฎีกาข้ออื่น โดยจำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายเป็นคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองและเป็นผู้พลัดถิ่นจึงไม่อยู่ในความหมายของคำว่าประชาชนทั่วไป และจำเลยแจ้งในที่ประชุมว่าหากใครอยากได้บัตรประจำตัวประชาชนให้เสียเงินแก่จำเลย 5,000 บาท เป็นการเจรจาชวนเชื่อไม่ได้ประกาศแก่ประชาชนทั่วไป จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 341 ได้กระทำด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนหรือด้วยการปกปิดความจริง ซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน" คำว่า "ประชาชน" หมายถึงบุคคลทั่วไปไม่จำกัดตัวว่าเป็นผู้ใด แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยหลอกลวงผู้เสียหายทั้งหกซึ่งเป็นคนต่างด้าวและคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านซึ่งจำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้านในขณะนั้น โดยคนต่างด้าวดังกล่าวได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยชั่วคราว แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาหลอกลวงเฉพาะคนต่างด้าวกลุ่มดังกล่าวเท่านั้น อันเป็นการจำกัดตัวผู้ถูกหลอกลวงว่าเป็นผู้ใดมิใช่หลอกลวงบุคคลทั่วไป การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 คงมีความผิดตามมาตรา 341 ตามที่จำเลยให้การรับสารภาพเท่านั้น ซึ่งความผิดดังกล่าวเป็นความผิดต่อส่วนตัว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏจากคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งหกว่าจำเลยได้ชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายทั้งหกแล้ว และผู้เสียหายทั้งหกไม่ติดใจดำเนินคดีนี้แก่จำเลยอีก ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ถือเป็นการยอมความตามกฎหมาย ดังนี้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีกเพราะไม่มีผลให้คำพิพากษานี้เปลี่ยนแปลง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก จำหน่ายคดีในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จากสารบบความและยกคำขอให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายทั้งหก (ชีพ จุลมนต์-โสฬส สุวรรณเนตร์-หม่อมหลวงไกรฤกษ์ เกษมสันต์) ศาลจังหวัดเชียงราย - นายสุพัฒน์ หน่อแหวน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายเกียรติวุฒิ จุฑารัตนากูล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.4614/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ3007/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ973/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
510499
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเชียงราย",
        "judge": "นายสุพัฒน์ หน่อแหวน"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นายเกียรติวุฒิ จุฑารัตนากูล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081992255"
    }
}
date
2553
deka_no
15505/2553
deka_running_no
15505
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "ชีพ จุลมนต์",
    "โสฬส สุวรรณเนตร์",
    "หม่อมหลวงไกรฤกษ์ เกษมสันต์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 341",
            "ม. 343"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 39 (2)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายบุญรอด ออนตระไคร้"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายญา มาตรา 91, 341, 343 และให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 5,000 บาท ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 25,000 บาท ผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 3,000 บาท และผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 6,000 บาท

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาฉ้อโกง แต่ปฏิเสธในข้อหาฉ้อโกงประชาชน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 18 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาฉ้อโกง เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เป็นจำคุก 12 ปี ที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายทั้งหกนั้น เนื่องจากจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความจ่ายเงินคืนแก่ผู้เสียหายทั้งหกแล้ว จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยที่ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ก่อนฎีกาข้ออื่น โดยจำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายเป็นคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองและเป็นผู้พลัดถิ่นจึงไม่อยู่ในความหมายของคำว่าประชาชนทั่วไป และจำเลยแจ้งในที่ประชุมว่าหากใครอยากได้บัตรประจำตัวประชาชนให้เสียเงินแก่จำเลย 5,000 บาท เป็นการเจรจาชวนเชื่อไม่ได้ประกาศแก่ประชาชนทั่วไป จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 341 ได้กระทำด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนหรือด้วยการปกปิดความจริง ซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน" คำว่า "ประชาชน" หมายถึงบุคคลทั่วไปไม่จำกัดตัวว่าเป็นผู้ใด แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยหลอกลวงผู้เสียหายทั้งหกซึ่งเป็นคนต่างด้าวและคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านซึ่งจำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้านในขณะนั้น โดยคนต่างด้าวดังกล่าวได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยชั่วคราว แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาหลอกลวงเฉพาะคนต่างด้าวกลุ่มดังกล่าวเท่านั้น อันเป็นการจำกัดตัวผู้ถูกหลอกลวงว่าเป็นผู้ใดมิใช่หลอกลวงบุคคลทั่วไป การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 คงมีความผิดตามมาตรา 341 ตามที่จำเลยให้การรับสารภาพเท่านั้น ซึ่งความผิดดังกล่าวเป็นความผิดต่อส่วนตัว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏจากคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งหกว่าจำเลยได้ชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายทั้งหกแล้ว และผู้เสียหายทั้งหกไม่ติดใจดำเนินคดีนี้แก่จำเลยอีก ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ถือเป็นการยอมความตามกฎหมาย ดังนี้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีกเพราะไม่มีผลให้คำพิพากษานี้เปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก จำหน่ายคดีในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จากสารบบความและยกคำขอให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายทั้งหก
opensearch_id
primary_black_case_no
อ3007/2550
primary_red_case_no
อ973/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000466.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.4614/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553